ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2560 17:14
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/950178

จากการสำรวจปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ผลชี้ยังคุมราคาสลากไม่สำเร็จ คอหวยยังต้องจ่ายแพง พบในวัด-ที่ท่องเที่ยว-ร้านอาหารขายเกินราคามากสุด พุ่งใบละ 150 ขณะที่ผู้ซื้อ 46% ไม่ได้ใส่ใจซื้อเพื่อช่วยคนขาย แต่ 1 ใน 3 จำใจควักกระเป๋าจ่ายเพราะไม่มีทางเลือก
เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ 23 พ.ค. 60 ที่โรงแรมแมนดาริน มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลาก ร่วมกับ เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน และศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ จัดเสวนาหัวข้อ “2 ปีแก้ปัญหาสลาก 80 บาท ก้าวให้พ้นหวยออนไลน์” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นต่อการทำงานของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลช่วงสองปีที่ผ่านมา นายธน หาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ กล่าวว่า จากการสำรวจปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา งวดวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา
หลังจากที่สำนักงานสลากฯ ได้พิมพ์สลากเพิ่มเป็น 71 ล้านฉบับ พบว่า แม้ประชาชนหาซื้อสลากฯได้ในราคา 80 บาท แต่โดยภาพรวมแล้วพบการขายสลากเกินราคาในทุกที่ เฉลี่ยอยู่ที่ 81.23 บาท โดยสถานที่ขายเกินราคาสูงที่สุด 3 แหล่งคือ ร้านอาหาร เฉลี่ยใบละ 85.26 บาท รองลงมา คือวัดหรือศาสนสถาน ใบละ 85.04 บาท และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ใบละ 84.69 บาท โดยราคาสูงสุดที่มีการจำหน่ายตามแหล่งต่างๆ อยู่ที่ 100-120 บาท ยกเว้นที่วัดหรือศาสนสถานพบว่าราคาสูงสุดถึงใบละ 150 บาทเลยทีเดียว
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่พบคือ การจำหน่ายสลากแบบรวมชุด ซึ่งพบว่าขายอยู่ที่ใบละ 100 บาท และสูงสุดอยู่ที่ใบละ 150 บาท ทั้งนี้เมื่อถามถึงเหตุผลในการซื้อสลากเกินราคา พบว่า ผู้ซื้อ 46% ระบุว่า ไม่ได้ใส่ใจที่ต้องซื้อสลากแพงและยอมซื้อแพงเพื่อช่วยคนขาย ขณะที่ร้อยละ 39.5 ตอบว่า ไม่มีทางเลือก และร้อยละ 14 รู้สึกว่าถูกโกงจากการต้องซื้อสลากแพง
นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดการพนัน กล่าวว่า ปัจจุบันสลากฯได้ครองแชมป์การพนันอันดับหนึ่ง แซงหวยใต้ดินแล้ว เป็นความสำเร็จในการแก้ปัญหาสลากเกินราคา ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของคอพนัน ถึงสลากฯจะขายดีแต่หวยใต้ดินก็ไม่ได้หมดไป และกลายเป็นว่าสลากฯกับหวยใต้ดิน มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเสี่ยงโชคของคนไทย
ส่งผลให้ทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน คนไทยไม่มีแก่ใจจะทำอะไร แม้ว่าการแก้ปัญหาของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันจะน่าชื่นชม แต่ต้องยอมรับว่าก็มีผลข้างเคียงต่อสังคม และดูเหมือนว่าจะไม่เกิดผลที่ยั่งยืน กิจการสลากควรต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าการผลิตและจำหน่ายเพียงเท่านั้น โดยการแก้ปัญหาเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างหวยออนไลน์ อาจนำมาสู่ปัญหาใหม่ เช่น จะมีการเล่นพนันเพิ่มมากขึ้น เกิดการกระทบต่อผู้ค้ารายย่อย ที่จะถูกแย่งชิงตลาด และอาจมีการนำสลากออนไลน์มาขายต่อในราคาที่แพงกว่ากฎหมายกำหนด
สำหรับกิจการสลากฯ เป็นการพนันที่มีอิทธิพลสูงต่อสังคม หากจะทำอะไรต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อปัญหาการพนันในสังคมด้วย การที่รัฐจะแก้ปัญหาโดยเพิ่มจำนวนสลากฯหรือเพิ่มผลิตภัณฑ์ โดยยึดสมมติฐานของการแข่งขันเสรีไม่ใช่วิสัยที่สมควร ตรงกันข้ามรัฐควรควบคุมสินค้า จำนวนผู้ค้า
รวมทั้งรูปแบบและวิธีการจำหน่ายต่างๆ เช่น ห้ามการรวมชุดขาย ห้ามเร่ขาย และคณะกรรมการสลากฯ ควรใช้กองทุนสลากฯเพื่อพัฒนาสังคม ทำงานเชิงรุก สร้างแคมเปญรณรงค์เพื่อแก้ปัญหาการพนัน และกิจการที่คำนึงถึงเด็กและเยาวชน ที่มุ่งสร้างการเรียนรู้เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้เห็นถึงโทษภัยของการพนัน เพราะหากยังใช้โครงสร้างแบบเดิมๆ เมื่อ คสช.จากไปสภาพปัญหาแบบเดิมๆ จะกลับมา
ด้าน ผศ.ดร.รัตพงษ์ สอนสุภาพ ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง กล่าวว่า คณะกรรมการสลากฯชุดนี้มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย จัดระเบียบได้ดีกว่าคณะกรรมการชุดที่ผ่านมา รวมทั้งกลุ่มธุรกิจสลากและผู้ค้าสลากเริ่มปรับตัวเข้าหาระบบ ทำให้ราคาสลากโดยรวมมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องสลากรวมชุด ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องหาทางแก้ต่อไป
“แม้การพิมพ์สลากเพิ่มเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เพราะโควตาองค์กร มูลนิธิ ยังคงอยู่ในระบบ แม้ว่าการทำงานของบอร์ดชุดนี้จะพยายามทลายระบบนี้ลง แต่เป้าหมายหลักของการมีสลากคือหาเงินส่งเข้ารัฐ ด้วยเหตุนี้ทำให้สำนักงานสลากฯยังต้องหาหลักประกันความเสี่ยงในการจำหน่ายสลาก ทั้งนี้ยังมีข้อกังวลใจคือความไม่แน่นอนทางการเมือง เพราะธุรกิจสลากเป็นธุรกิจที่อิงกับการเมือง ดังนั้นควร กระจายสลากอย่างเป็นธรรมไปตามโครงสร้างการค้าสลาก โดยต้องถึงมือผู้ค้าสลากรายย่อยให้มากที่สุด รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายสลากควรนำไปช่วยเหลือทางสังคม ซึ่งเป็นหลักสากลที่ต่างประเทศทำกัน และปกป้องเด็กและเยาวชนในการเข้าถึงสลากก่อนวัยอันควร”