ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
24 เมษายน 2560 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/491564

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
“เรามาถูกทางแล้ว เพื่อนำไปสู่การอยู่ ร่วมกันอย่างสันติ และการมีสัญญาประชาคม หรือสัญญาที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและเลือกตั้งได้คนดีเข้ามา โดยสัญญาประชาคม ไม่มีข้อผูกพันใดๆ”
สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ออกมาการันตีแนวทางการสร้างความปรองดองที่กำลังจะเดินหน้าต่อไปจนถึงจุดหมายปลายทางอย่างที่ตั้งใจ
เวลานี้ทุกอย่างกำลังเดินหน้ามาถึงช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ซึ่งต้องจับตาว่าจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่
หลังจากที่พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ภาคประชาน และภาคธุรกิจกว่า 200 คนเข้าให้ความเห็นข้อเสนอแนะต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากนั้นจะส่งต่อให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 3 ดำเนินการขั้นตอนต่อไป เพื่อหาแนวทางการดำเนินการให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ที่จะออกมาในรูปแบบ “สัญญาประชาคม” หรือ “สัญญาความร่วมมือให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ” เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกัน และให้ประเทศเดินต่อไปได้ในอนาคต โดยมีรัฐธรรมนูญ ส่วนความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร
โดยวันที่ 26 เม.ย. จะเชิญพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองมาร่วมรับฟังข้อสรุป เพื่อดูทิศทางว่าพรรคการเมืองจะคล้อยตามกับแนวทางที่จะออกมานี้หรือไม่
อย่าลืมว่า “สัญญาประชาคม” จะมีผลสำเร็จและเดินหน้าไปได้หรือไม่นั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะกับภาคการเมืองที่จะเป็นกลไกสำคัญที่ชี้วัดว่าเส้นทางนี้จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่
ระหว่างนี้จึงต้องรอดูร่างสัญญาประชาคมที่คาดว่าจะเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้
แต่วิเคราะห์ล่วงหน้าแล้วเชื่อว่าสุดท้ายแต่ละพรรคการเมืองคงไม่มีพรรคไหน หรือกลุ่มการเมืองกลุ่มไหนจะยอมแข็งขืนไม่คล้อยตามไปกับสัญญาประชาคมแม้ยังไม่รู้ว่าหน้าตาจะออกมาอย่างไร
เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองต้องยอมเดินไปตามเส้นทางที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขีดเส้นไว้ เป็นเพราะเหตุผลเดียวคือ “เลือกตั้ง” ที่จะเป็นประตูหวนคืนสนามการเมือง
นี่จึงเสมือนข้อเสนอที่แต่ละพรรคการเมืองไม่อาจปฏิเสธ เพราะหากแข็งขืนไม่ร่วมลงนามในสัญญาประชาคมที่กลไกซึ่ง คสช.ตั้งขึ้นมาดำเนินการ อาจทำให้กลไกที่จะเดินหน้าต่อไปต้องหยุดชะงักไม่สามารถเดินหน้าต่อไปตามโรดแมปที่วางไว้ตั้งแต่แรก
ที่สำคัญนี่ยังอาจกลายเป็นข้ออ้างที่ คสช.จะหยิบยกประเด็นเรื่องความไม่แน่นอน สุ่มเสี่ยงจะบานปลายไปกระทบความมั่นคง ขออยู่ในอำนาจต่อไปเพื่อสะสางจัดการปัญหาให้เกิดความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเดินหน้าต่อไปตามเส้นทางที่วางไว้
การยอมโอนอ่อนร่วมลงนามในสัญญาประชาคมจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้
อีกด้านหนึ่งหลังรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อย กลไกที่จะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งก็กำลังขยับให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อย เริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบในหลักการรอพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป
การแข็งขืนของพรรคการเมืองหรือสร้างปัญหาสร้างความวุ่นวาย อาจยิ่งกลายเป็น “ข้ออ้าง” เพิ่มน้ำหนักให้ แม่น้ำสาย สนช. ออกกฎกติกาที่มาลิดรอนตัดเสรีภาพของพรรคการเมืองมากขึ้น ยังไม่รวมถึงสิ่งที่หลายฝ่ายวิตกก็คือแนวคิดเรื่องเซตซีโร่พรรคการเมืองเพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเริ่มต้นกันใหม่
ยิ่งในช่วงนี้ที่กระแสสังคมยังมีกลุ่มที่เบื่อหน่ายการเมืองในระบบเดิมๆ และยังเห็นว่านักการเมืองเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายในอดีตและอาจรวมไปถึงอนาคตหลังการเลือกตั้ง
เงื่อนไขสำคัญยังอยู่ที่การพิจารณากฎหมายลูกของ สนช. ที่หากมีความเห็นแย้งแตกต่างไปจากร่างที่ กรธ.ส่งมา ย่อมต้องเพิ่มเวลาในการพิจารณานอกเหนือจากกรอบปกติ อีกทั้งยังเปิดช่องให้เพิ่มหรือลดโทษจากที่ กรธ.กำหนดมาในร่างเดิมได้
ดังนั้น ยิ่งกฎหมายสองฉบับนี้ออกล่าช้าเท่าไหร่ กระบวนการเตรียมตัวของพรรคการเมือง รวมไปถึง กกต.ด้วย ยิ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีสำหรับการเตรียมการสู่การเลือกตัั้ง
เวลานี้แต่ละพรรคการเมืองจึงต้องรอดูกฎกติกาที่ทาง สนช.จะเป็นผู้เคาะสุดท้าย ระหว่างนี้ก็เตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องการจัดหาสมาชิก สาขาพรรค ที่มีรายละเอียดเพิ่มเติมจากเดิมค่อนข้างมาก
ยังไม่รวมกับการจัดหาผู้สมัคร การเตรียมนโยบาย จัดทำแคมเปญหาเสียง ไปจนถึงการระดมกระสุนดินดำที่จะต้องใช้ในการเลือกตั้งที่เหลือเวลาอยู่ไม่มาก
สิ่งเหล่านี้จึงอาจเป็นความจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการมากกว่าออกมาตีโพยตีพาย หรือตั้งแง่กับมาตรการต่างๆ ในสิ่งที่รัฐบาล คสช.กำลังดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรองดอง หรือปฏิรูป
เมื่อเวลานี้แต่ละพรรคการเมืองมองข้ามช็อตไปถึงการ “เลือกตั้ง” ที่จะทำให้พรรคการเมืองกลับมามีสิทธิมีเสียงเต็มที่ รวมไปถึงการแก้ไขปรับปรุงที่ คสช.วางกรอบกติกาเอาไว้ด้วย