ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
08 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/493744

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หลังเป็นข่าวการจัดซื้อเรือดำน้ำจีนรุ่น Yuan Class S26T มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีนำเข้าสู่การพิจารณาและแอบซุ่มอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแบบไม่มีการออกมาเปิดเผยรายละเอียด โดยการอ้างชั้นความลับ ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง
ทำให้เกิดการตรวจสอบการจัดซื้ออาวุธในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ซึ่งทางรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุมัติการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ให้กับทั้ง 3 เหล่าทัพ หลายโครงการเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมกับการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนไปกับเรื่องเหล่านี้ แทนที่จะไปใช้กับโครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งเร่งด่วนมากกว่านี้
ปรากฏการณ์เหล่านี้ถูกตีความว่าเป็นไปเพื่อการซื้อใจและกระชับความสัมพันธ์ ระหว่างกองทัพและ คสช.ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปที่กำหนดไว้
นั่นถึงขั้นทำให้ความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำมาประจำการหลังห่างหายไปกว่า 66 ปี สำเร็จลุล่วงไปได้แบบค้านกระแสสังคม ที่มองว่า “เรือดำน้ำ” ไม่เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ของไทย และยังไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ ที่ต้องควักกระเป๋าใช้จ่ายงบก้อนใหญ่ไปเพื่อการนี้
สุดท้ายหลังพยายามผลักดันมาร่วม 10 ปี เรือดำน้ำลำแรกจากแผนทั้งหมด 3 ลำ 3.6 หมื่นล้านบาท ก็ใกล้จะเป็นความจริงมากขึ้น เมื่อทางกองทัพเรือเดินทางไปเซ็นสัญญากับทางจีนเรียบร้อยเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลเรื่องความคุ้มค่าของราคาและประสิทธิภาพ
เรือดำน้ำ S26T มีจุดเด่นคือ ใช้ระบบเอไอพี Air-Independent Propulsion System เป็นระบบที่ทำให้เรืออยู่ใต้น้ำนานถึง 21 วัน ซึ่งราคานี้จะครอบคลุมการฝึกอบรม อะไหล่เรือดำน้ำจำนวน 8 ปี และถูกกว่าตัวเลือกจากประเทศอื่น
ไม่ต่างจากฝั่งกองทัพบก ล่าสุด ครม.ได้ผ่านความเห็นชอบ จัดซื้อรถถัง VT-4 จากจีน ในระยะที่ 2 อีก 10 คัน ต่อเนื่องจากสมัย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็น ผบ.ทบ. ที่เคยจัดซื้อไปแล้วในระยะที่ 1 28 คัน รวมเป็นทั้งหมด 38 คัน หรือ 1 กองพัน และจะมีการจัดซื้อในระยะที่ 3 อีก 11 คัน รวมทั้งหมด 49 คัน ที่จะเป็นงบผูกพัน 3 ปี ที่จะนำมาทดแทนรถถังขนาดเบา M-41 ของสหรัฐ
ครั้งนั้น พล.อ.ธีรชัย ออกมาการันตีการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพบกต้องผ่านคณะกรรมการและดูความเหมาะสมกับงบประมาณของรัฐบาลและความพร้อมของกองทัพบก โดยเชื่อมั่นในศักยภาพรถถัง VT-4 ของจีน เนื่องจากได้เดินทางไปดูมาเองซึ่งเชื่อมั่น ราคา คุณภาพและประสิทธิภาพ
อีกด้านหนึ่งยังพบด้วยว่ากองทัพบกเคยดำเนินการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ Mi-17V5 จากรัสเซีย เพื่อใช้บรรเทาสาธารณภัย โดยเฉพาะการดับไฟป่าโดยการหิ้วถังน้ำไปดับไฟ หมอกควัน
โครงการระยะที่ 1 จะจัดซื้อ MI-17V5 จำนวน 4 ลำ วงเงิน 3,000 ล้านบาท เริ่มโครงการปี 2559-2561 ทดแทนเฮลิคอปเตอร์แบบลำเลียง CH-47 ชีนุก 6 ลำ
สำหรับกองทัพอากาศพบการจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH จากเกาหลีใต้ โดยล่าสุด จะเตรียมส่งนักบินเดินทางไปฝึกบินที่เกาหลีใต้ ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.ถึง 29 ธ.ค.นี้
จากรายงานข่าวพบว่ากองทัพอากาศได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2558 วงเงิน 3,700 ล้านบาท ในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ฝึกแบบ T-50TH เพื่อมาทดแทนเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ 1 หรือ L-39 ZA/ART ของกองทัพอากาศ ที่มีแผนจะปลดประจำการเพราะใช้งานมานาน
โดย T-50TH เป็นเครื่องบินฝึกขับและไล่ไอพ่นสมรรถนะสูง พัฒนามาจากเครื่องบินขับไล่ฝึกไอพ่น ที-50 โกลเด้นอีเกิ้ล ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้
การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มาเสริมเขี้ยวเล็บให้แต่ละกองทัพในช่วงที่ผ่านมาด้วยวงเงินรวมก้อนใหญ่เช่นนี้ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือค่อนแคะจากหลายฝ่ายแต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ในเมื่อกองทัพและ คสช.ถือเป็นเนื้อเดียวกันซึ่งร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 หลังการเกษียณอายุราชการก็มีการสลับกำลังนำผู้นำแต่ละเหล่าทัพเข้ามาประจำการใน คสช.เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างอันจะมีปัญหาต่อไป
เช่นเดียวกับการหลอมรวมสอดประสานส่งคนของกองทัพเข้าไปนั่งในแม่น้ำ 5 สาย คสช. ครม. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไปจนถึงกลไกที่ตั้งขึ้นมาใหม่และกำลังจะตั้งขึ้นมา
ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และอนุกรรมการชุดย่อยใน ป.ย.ป.ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนกลไก ปฏิรูป และ ปรองดอง
รวมไปถึงล่าสุด การแต่งตั้งรอง ผอ.รมน.จังหวัดฝ่ายทหารจำนวน 77 จังหวัด หรือที่เรียกกันว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดทหาร เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
การเอาใจกองทัพในเวลานี้จึงเป็นไปเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ป้องกันแรงกระเพื่อมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งปลุกขวัญกำลังใจให้ “กองทัพ” ร่วมสนับสนุนภารกิจของ คสช.
รวมทั้งอาจยังต้องมองข้ามช็อตต่อเนื่องไปจนถึงหลังเลือกตั้งที่คาดว่ากองทัพอาจยังต้องมีบทบาทต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกด้วย