อัดแพ็กเกจซื้อใจรากหญ้า เร่งกู้วิกฤตความเชื่อมั่น คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/493363

อัดแพ็กเกจซื้อใจรากหญ้า เร่งกู้วิกฤตความเชื่อมั่น คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มาตรการเยียวยาผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่กำลังจะถูกเข็นออกมาแบบถูกที่ถูกเวลาในช่วงที่คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ

ล่าสุด จำนวนผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนกับภาครัฐทะลุ 10 ล้านราย เป็นที่เรียบร้อย และคาดว่าเมื่อครบกำหนดการลงทะเบียนจะมีจำนวนถึง 15 ล้านราย โดยแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี กลุ่มที่สองรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี

จับสัญญาณจาก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หลังเรียกประชุมกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงแรงงาน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อติดตามความคืบหน้าการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย

เบื้องต้นจะมีมาตรการช่วยเหลือแจกเงินให้กับกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี เพื่อให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ส่วนจะจำนวนเท่าไรนั้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้รูปแบบการเติมวงเงินเข้าในบัตรสวัสดิการทุกเดือน เพื่อให้ไปใช้ดำรงชีพ ส่วนผลสรุปต้องรอดูผลการลงทะเบียนและงบประมาณที่ต้องดำเนินการก่อน เพราะข้อมูลจากสำนักงานสถิติมีผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี มีอยู่ 4 ล้านคน แต่ยังไม่รู้ว่ามาลงทะเบียนจำนวนเท่าไร

ส่วนกลุ่มที่สองซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี อยู่ระหว่างการพิจารณาในเรื่องของสวัสดิการ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพราะมีการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ไม่เหมือนกัน

ขณะที่สวัสดิการให้กับผู้ลงทะเบียนทั้งหมดยังคงเหมือนเดิม คือ รถเมล์ รถไฟฟรี ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส และให้วงเงินซื้อปัจจัย 4 ในร้านธงฟ้าประชารัฐ รวมวงเงินทั้งหมด 3 หมื่นล้านบาท/ปี

อีกด้านหนึ่งยังสั่งให้แบงก์รัฐ ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ไปหามาตรการเพิ่มรายได้ให้กับลูกค้าของตนเอง

ไม่แปลกที่มาตรการทั้งหลายซึ่งกำลังจะออกมารอบนี้จะถูกมองว่าเป็นแพ็กเกจซื้อใจรากหญ้า เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นและสร้างคะแนนนิยม ในช่วงปลายโรดแมป

ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการปูทางสู่การเลือกตั้ง รวมทั้งการเร่งเครื่อง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” ให้สำเร็จลุล่วงจับต้องได้ ก่อนที่ คสช.จะก้าวลงจากอำนาจ

ช่วงเวลานี้จึงเปราะบางและต้องสร้างหลักประกันว่าจะไม่เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ มาสร้างปัญหาขัดไม่ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมป

แถมหากมองข้ามช็อตต่อไปหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ที่เปิดทางให้เกิดนายกรัฐมนตรีคนนอกด้วยแล้ว การเร่งสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มคะแนนนิยมจึงเป็นทางเลือกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ยิ่งในภาวะที่ รัฐบาล คสช. รวมไปถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กำลังสะบักสะบอมจากมรสุมรอบด้านเวลานี้ด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นต้องกระชับความเชื่อมั่นให้ฟื้นกลับคืนมา

ดังจะเห็นว่า ระยะหลัง รัฐบาล คสช.ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง ในหลายรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติพักชำระหนี้เกษตรกรทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวปีการผลิต 2559/2560 ปีละ 767 ล้านบาท 2 ปี รวมวงเงินทั้งสิ้น 1,535 ล้านบาท

ต่อเนื่องด้วยแนวคิดเรื่องเพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุจากเดิมที่ได้รับ 600 บาท/เดือน เป็นรายละ 1,200-1,500 บาท เพื่อให้เหมาะสมกับ ค่าครองชีพในปัจจุบัน

จะเห็นว่าเหตุผลที่รัฐบาลจำเป็นต้องรีบดูแลคนกลุ่มนี้​เป็นพิเศษ ประเด็นแรก เพราะคนกลุ่มนี้ถือเป็นคนจำนวนมากกว่า 15 ล้านคน การออกนโยบายซื้อใจจากคนกลุ่มนี้ย่อมช่วยให้สามารถโกยคะแนนเสียงได้แบบเป็นกอบเป็นกำ

ประเด็นที่สอง คนกลุ่มนี้เป็นคน ที่ถูกละเลยมาได้สักพัก หากจำได้ก่อนหน้านี้รัฐบาลซึ่งอ้างว่ามีงบประมาณจำกัดจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายเงินภาษี จึงออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาไปให้กับผู้เดือดร้อนเฉพาะหน้าทั้งกลุ่มเกษตรกร ชาวนา ที่เคยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ ยังไม่รวมกับการออกมาตรการเอาใจข้าราชการไปหลายรอบ

ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยรอบนี้จึงอาจจะเป็นคิวที่จัดลำดับความสำคัญเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจบังเอิญเป็นช่วงที่คะแนนนิยมกำลังตกพอดีก็ได้ ​

ประเด็นที่สาม เวลานี้รัฐบาลกำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงเรื่องการใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านไปกับการจัดซื้อเรือดำน้ำ ทั้งที่เคยอ้างว่าไม่มีงบประมาณ การแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย จึงอาจช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อรัฐบาลให้ลดน้อยลงไป

เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้ใช้งบประมาณไปกับความต้องการของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ยังจัดงบประมาณไปดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน​ ไม่ได้ละเลย หรือปล่อยปละ

นับจากนี้คงต้องติดตามดูว่าแพ็กเกจช่วยเหลือเยียวยาที่รัฐบาล คสช.กำลังจะออกมานั้นจะสามารถเรียกคะแนนนิยมได้มากน้อยแค่ไหน และจะกู้ความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.ให้กลับมาได้เพียงใด

 

Leave a comment