3 ปีคสช.คุมประเทศ ถอยไม่ได้…เดินไปไม่ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/495980

3 ปีคสช.คุมประเทศ ถอยไม่ได้...เดินไปไม่ถึง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ของเมื่อ 3 ปีที่แล้วเมื่อปี 2557 ถ้าใครยังจำได้เป็นสถานการณ์ที่ประเทศเข้าสู่ภาวะตึงเครียดอย่างขีดสุด ภายหลังการชุมนุมของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เดินหน้ากดดันรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่ง

หนึ่งในข้อเรียกร้องของกลุ่ม กปปส. คือ การให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ลาออกจากตำแหน่งทุกคน เพื่อให้เกิดสุญญากาศและนำมาซึ่งการให้วุฒิสภาลงมติเลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันเป็นการแหวกกติกาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในเวลานั้นที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากคนที่เป็น สส.และต้องให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกเท่านั้น

แม้ข้อเสนอของ กปปส.จะถูกเสียงวิจารณ์ถึงความชอบด้วยกฎหมาย แต่ดูเหมือนแกนนำกลุ่ม กปปส.นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ไม่สนใจเสียงท้วงติงเท่าไหร่ โดยยังคงเดินหน้ากดดันต่อไป ขณะที่ฝั่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยืนหยัดที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปเช่นกัน

กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ในขณะนั้น) ที่กำลังใกล้เกษียณอายุราชการในปีเดียวกัน ได้ดำเนินการประกาศใช้กฎอัยการศึก เพื่อรักษาความสงบของประเทศ ภายหลังกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มเคลื่อนไหวและตั้งเวทีชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลตามพื้นที่นอก กทม.

พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเวทีให้ทั้งสองฝ่ายรวมไปถึงตัวแทนจากวุฒิสภาในเวลานั้นมาหารือเพื่อหาทางออกกันที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต

การเปิดเวทีครั้งแรกยังไม่ได้ข้อสรุป พล.อ.ประยุทธ์ ให้การบ้านแต่ละฝ่ายกลับไปคิดทบทวนก่อนกลับมาเจอกันอีกครั้ง

ปรากฏว่าการประชุมในครั้งหลังสุดนี้แต่ละฝ่ายไม่อาจให้คำตอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ได้ ทำให้ที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจทำการรัฐประหาร เพื่อล้มกระดานและให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดในวันที่ 22 พ.ค.

เสียงชื่นชมแซ่ซ้องมีอยู่ทั่ว เพราะสามารถทำให้ประเทศกลับคืนสู่ความสงบ หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมยึดสถานที่สำคัญใจกลาง กทม.หลายจุดเพื่อกดดันรัฐบาล จนนำมาซึ่งนโยบาย “คืนความสุขให้กับคนในชาติ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

การจัดรูปแบบขององค์กรคณะรัฐประหารในปี 2557 ต่างกับเมื่อครั้งในปี 2549 อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะบุคคลผู้มาทำหน้าที่สูงสุดและอำนาจเด็ดขาดในการบริหารประเทศ

กล่าวคือ ปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ และมอบเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้กับ  “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” แต่ปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ด้วยตัวเองผ่านการลงมติเป็นพิธีของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นองค์กรที่ คสช.เป็นผู้แต่งตั้งเอง

ไม่เพียงเท่านี้ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ยังมอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้กับหัวหน้า คสช.แต่เพียงผู้เดียว เพื่ออำนวยความสะดวกที่จะต้องไม่ถูกตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ที่ไม่ได้มอบอำนาจดังกล่าวนี้ไว้ให้กับหัวหน้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

นับจากนั้นเป็นต้นมาทุกฝ่ายตั้งความหวังการรัฐประหารในปี 2557 จะไม่เสียของเหมือนกับปี 2549

พล.อ.ประยุทธ์ รับรู้ถึงความหวังของประชาชนเป็นอย่างดี จึงได้พยายามออกแบบการทำงานการปฏิรูปประเทศให้เป็นระบบ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานกลับเผชิญกับกระแสต่อต้านเป็นระยะ โดยความไม่พอใจเกี่ยวกับนโยบายความมั่นคงของ คสช.ที่ไม่ต้องการให้มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาทำการวิจารณ์การทำงานของ คสช.ด้วยการเชิญกลุ่มบุคคลเหล่านั้นมาปรับทัศนคติ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกทำลายความชอบธรรมของ คสช.ในเวลาต่อมา

หากจะบอกว่าจุดหักเหสำคัญที่ทำให้เสียงที่เคยเชียร์มาเป็นเสียงขับไล่ คสช. คือ การสร้างความโปร่งใส

หลายต่อหลายครั้งที่คนใกล้ชิดและคนในรัฐบาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสหรือมีลักษณะผลประโยชน์ขัดกันกับประโยชน์สาธารณะของรัฐ ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานสำคัญทางการเมือง เช่น การให้บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งไปก่อน เป็นต้น

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ และผู้นำรัฐบาลหลายคน จะประกาศว่ายินดีให้หน่วยงานตรวจสอบ แต่การตรวจสอบในทำนองนี้ก็เป็นคำถามว่าเป็นการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น

ยิ่งนานวันเข้าประกอบกับประสิทธิภาพของการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศของ คสช.และคณะรัฐมนตรี ก็เป็นปัญหาจะช่วยประคับประคองประเทศให้รอดพ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนนี้ได้อย่างไร จึงไม่แปลกที่นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2560 เป็นต้นมา คสช.ต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านจากทุกด้าน

จากวันนี้ไปเวลาของ คสช.เหลืออีกไม่มาก เพราะเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แล้วก็ต้องเข้าสู่เวลาการนับถอยหลังเพื่อไปสู่การเลือกตั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.ต้องเจอกับแรงกดดันอีกมหาศาล เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามทราบดีว่า คสช.ต้องลงจากอำนาจ ทำให้เป็นสถานการณ์ที่เรียกว่า “ไม่มีใครกลัวใคร” อีกต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองที่ต้องพยายามออกแอ็กชั่นเพื่อเตรียมตัวสู่สนามเลือกตั้งในต้นปี 2561

คสช.ในหมวกของผู้ทำการรัฐประหารได้เดินมาถึงทางตัน ครั้นจะให้เดินไปไกลกว่านี้ก็คงลำบาก เว้นแต่จะได้กลับมามีอำนาจใหม่อีกครั้งหลังการเลือกตั้งด้วยท่อพิเศษที่รัฐธรรมนูญได้ทำไว้ให้

 

Leave a comment