ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 08:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/979002

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ ปลดล็อกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดกรณีการใช้ที่ดิน ในพื้นที่ของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ที่ว่า จะนำไปใช้ประโยชน์อื่น นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ทางการเกษตรไม่ได้ โดยคำสั่งตามมาตรา 44 ที่จะออกมานี้จะยกเว้นให้ทำกิจการอื่นได้ 3 กิจการที่รัฐบาลเคยให้ สัมปทานในพื้นที่ ส.ป.ก.มาก่อนหน้านี้ คือ 1.การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร 2.การผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม 3.การสำรวจเหมืองแร่
อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่กำลังยื่นขอทำประโยชน์อื่นที่นอกเหนือจากด้านการเกษตรในพื้นที่ ส.ป.ก.จะให้พิจารณาเป็นกรณีไปภายใต้หลักเกณฑ์ คือ 1.ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2.ต้องกำหนดชัดเจนว่ามีค่าตอบแทนในการใช้ประโยชน์ 3.เงินที่ได้มาจากค่าตอบแทนจะต้องนำไปจัดหาที่ดินเพื่อให้เกษตรกรได้ทำประโยชน์
“คำสั่ง คสช.ดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เนื่องจากตั้งแต่ปี 2530 สำนักงาน ส.ป.ก. ได้อนุญาตให้บริษัทเข้ามาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ อ.ลานกระบือ เสริมสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) วันละ 40-50 ล้านบาท แต่เมื่อมีเอกชนไปร้องต่อศาลว่า การใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์มีการต่อสู้กันครบทุกศาล และในที่สุดศาลปกครองสูงสุดตัดสิน ทำให้บริษัทต้องหยุดการผลิตจนถึงปัจจุบันเกือบ 1 เดือนจนทำให้ทุกอย่างสับสน และกระทบกับการผลิตพลังงานที่อาจขาดแคลน กระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน”
นอกจากนี้ สำนักงาน ส.ป.ก. ในอดีตได้อนุญาตให้บริษัทเอกชน 17-18 แห่ง เข้ามาลงทุนผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมรวมมูลค่าเงินลงทุน 30,000-40,000 ล้านบาท เช่นที่ จ.ชัยภูมิ จ.ชัยนาทและ จ.นครราชสีมา สิ่งใดมีการสร้างถนนหนทางและเดินท่อเครื่องนำไฟฟ้าไปขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเมื่อศาลตัดสินว่าทำกิจการอื่นไม่ได้ทำให้ทุกคนเกิดความไม่มั่นใจแม้ว่าจะเกิดกรณีกับบริษัท เทพสถิตย์ วินฟาร์ม เพียงแห่งเดียวก็ตาม แต่บริษัทที่เหลือก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย รวมทั้งมีการที่อนุญาตให้สำรวจและทำกิจการเหมืองแร่ด้วย
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม คสช.ยังได้หารือถึงคำสั่งมาตรา 44 ที่ปลดล็อกการดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วว่า ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับจีน แต่เหตุผลสำคัญที่ต้องดำเนินโครงการนี้เนื่องจากเป็นพันธสัญญาที่ทำมาจากรัฐบาลก่อนหน้า และจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ที่ได้ดำเนินการตามโครงการเส้นทางสายไหมของจีนเพราะจะสามารถเชื่อมโยงโครงการรถไฟผ่านจีน ไปถึงยุโรปและตะวันออกกลาง ขณะที่การออกคำสั่งมาตรา 44 เป็นการขอยกเว้นให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)ดำเนินการได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ไม่มีการนำกฎหมายใดของจีนมาใช้ในกรณีนี้
ซึ่งนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว. คมนาคมได้ยืนยันกับ คสช.ว่า ที่มีการเจรจากับจีนถึง 18 ครั้ง เพราะได้เจรจากันทุกเม็ดเพื่อไทยไม่ต้องเสียประโยชน์โดยมูลค่าโครงการจาก 220,000 ล้านบาทได้ลดลงเหลือ 179,000 ล้านบาท โดยไทยจะให้จีนออกแบบ ใช้รางรถไฟ ตัวรถ และอาณัติสัญญาณของจีน คิดเป็น 25% ของวงเงินทั้งสิ้นหรือประมาณ 40,000 ล้านบาท ส่วนอีก 75% หรือ 130,000 ล้านบาท เป็นส่วนที่บริษัทไทยจะได้รับ เพราะไทยจะรับผิดชอบงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน งานโยธาและการบริหาร
ด้านนายอาคมยังเปิดเผยว่า การดำเนินการในโครงการรถไฟไทย-จีน เส้นทาง กทม.-โคราช ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร มูลค่ากว่า 179,412 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ในเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ และภายในเดือน ส.ค.- ก.ย.นี้ จะเริ่มก่อสร้างได้ โดยโครงการดังกล่าวรัฐบาลไทย โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป็นผู้ลงทุนเอง ทั้งโครงการ ซึ่งรูปแบบการลงทุนจะไม่เหมือนประเทศอื่น หรือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเฉพาะการใช้พื้นที่บริเวณสถานีรถไฟ, พื้นที่ 2 ข้างทางรถไฟและพื้นที่ระหว่างทางรถไฟ จะเป็นอำนาจสิทธิขาดของประเทศไทย
“ต้องเข้าใจว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูง ไม่มีประเทศไหนที่ได้กำไรจากส่วนนี้ ขนาดญี่ปุ่นยังใช้เวลากว่า 50 ปี ถึงจะมีกำไรจากการบริการ ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศต้นตำรับรถไฟความเร็วสูง รัฐบาลยังเป็นผู้สนับสนุนอยู่เลย ดังนั้นการลงทุนรถไฟความเร็วสูงจะคำนวณแค่การเงินไม่ได้ ต้องมองถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากกว่า เพราะเมื่อมีการก่อสร้างรถไฟ การขยายตัว การเติบโตของเมืองจะยิ่งขยายความเจริญขึ้นไปด้วย”.