ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย GQ Thailand 20 พ.ย. 2559 16:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/774731

“คิดไว้ว่าจะไป 9 วันนะ แต่ลางานไว้เผื่อเลย 10 วัน” ผมตอบ
“ยาวฉิบหาย 10 วัน จะขอลาไปเที่ยวได้ไหมเนี่ย ทำเรื่องลาคลอดยังจะง่ายเสียกว่า”
เวลา 10 วัน หากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปต้องถือว่าเป็นระยะเวลาที่มากเกินพอสำหรับการไปเที่ยว แต่สำหรับแคว้นลาดักห์ที่อินเดียแล้ว ต้องถือว่าน้อยเกินไป ด้วยความที่การเดินทางไปที่นั่นยุ่งยากและใช้เวลานาน (นั่งรถจากเมืองนิวเดลีใช้เวลาสองวัน หรือไม่ก็ต้องนั่งเครื่องบินต่ออีกหนึ่งไฟลต์), ต้องเผื่อเวลา 1 วันสำหรับการพักผ่อนร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ความสูง (Altitude Sickness), ที่เที่ยวไฮไลต์มีหลายแห่งและอยู่ห่างกันมาก จนต้องใช้เวลานั่งรถ 3 – 6 ชั่วโมง


ซึ่งนั่นทำให้ผมและเพื่อนร่วมเดินทางอีก 2 คนต้องตัดสถานที่เด็ดๆ ที่เล็งไว้ทิ้งไปหลายแห่ง ยกเว้นก็แต่ทะเลสาบปันกอง (Pangong Tso) เนื่องจากไกด์บุ๊กและรีวิวทุกแห่งล้วนแต่มีคนแนะนำ นอกจากนั้นเอเจนซี่ทัวร์ทั่วทั้งเมืองก็ล้วนแต่ขึ้นป้ายว่า บริการพาไปทะเลสาบปันกอง ด้วยความที่ถูกกรอกหูกรอกตาขนาดนี้ จึงไม่แปลกใจที่เราจะคุยกันว่า เราจะตัดที่เที่ยวที่อื่นทิ้งไปเท่าไรก็ได้ แต่จะตัดทะเลสาบปันกองออกไปไม่ด้ายย (โปรดนึกภาพ meme จากซีรีส์ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ตามไปด้วย)
“ถ้าจะไปปันกอง พวกคุณควรค้างที่นั่นสักคืนนะ เพราะบรรยากาศดีมาก แถมไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทางแบบรีบๆ ด้วย เพราะถ้าไปแบบ one day trip แปลว่าคุณต้องใช้เวลาเดินทางบนเส้นทางสุดโหดรวมไปกลับนานกว่า 10 ชั่วโมง เพื่อสัมผัสทะเลสาบเพียงแค่ชั่วโมงเดียวเองนะ” มิตรใหม่ชาวอิตาเลียนที่พักอยู่โรงแรมเดียวกันบอกเรามา เล่นเอาเราลังเลว่าจะทำอย่างไรดี แต่ด้วยความที่เรามีเวลาไม่มาก บวกกับเชื่อมั่นในพลังหนุ่ม (ที่เหลือไม่มาก) ของตัวเองว่าน่าจะรับมือการนั่งรถนานๆ ไหว เราก็เลยเลือกที่ไปแบบวันเดียวกลับนี่แหละ เดินทาง 10 ชั่วโมง เพื่อแลกกับการได้เที่ยวแค่ 1 ชั่วโมงไม่ใช่ปัญหา ถ้าจุดหมายปลายทางนั้นงดงามจริง


ด้วยความที่ค่าแท็กซี่ออกนอกเมืองมีราคาโคตรแพง ทำให้มักจะมีประกาศหาเพื่อนร่วมเดินทางช่วยลงขันค่ารถแปะตามหน้าเอเจนซี่ทัวร์แทบทุกที่ เช่นเดียวกับเราที่ไปร่วมประกาศกับเขาด้วยเหมือนกัน ซึ่งสุดท้ายก็ได้ผู้ชายอินเดียวัย 30 กว่าๆ จากเมืองโกลกาตาสองคนมาเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง หลังจากยื่นเรื่องขอใบ permit ขออนุญาตผ่านทางเรียบร้อย การเดินทางสู่ทะเลสาบของเราก็เริ่มต้น
รถโฟร์วีลมารับเราตั้งแต่ตีห้าครึ่ง (แม้ว่าเราจะพยายามต่อรองให้มาสายกว่านี้ก็ไม่เป็นผล) ในช่วงแรกเรานอนหลับบนรถได้อย่างราบรื่น เพราะถนนยังคงราบเรียบอยู่ แต่ต่อมาเส้นทางก็เริ่มทวีความวิบากมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลับไม่ลง จากทางคอนกรีตเปลี่ยนเป็นเส้นทางหลายรูปแบบ ตั้งแต่ลูกรังขรุขระ, ทางเป็นหลุมเป็นบ่อราวกับโลกพระจันทร์, ทางรถที่ต้องลงไปในน้ำ, บางจุดมีหินถล่มจนเจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันเคลียร์ ไปจนถึงทางที่ชวนให้สงสัยว่านี่หรือคือทางรถ ซึ่งความลำบากยิ่งทบทวีด้วยความเป็นทางขึ้นเขาสูงชัน ซึ่งบางจุดเราคิดว่าขึ้นมาสูงโคตรๆ แล้ว แต่ที่ไหนได้มีทางขึ้นเขาที่สูงกว่านี้อีก 20 ลูก (ร้องไห้แป๊บ)


สิ่งที่ทำให้การเดินทางสุดลำบากดังกล่าวยังพอมีความรื่นรมย์ก็ด้วยภาพวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่หลากหลายและสวยจนแทบหยุดหายใจ โดยมีทั้งภูเขาหิมะและภูเขาหินที่เรียงตัวกันซับซ้อน, ทุ่งหญ้า แม่น้ำ ที่ราบเวิ้งว้าง ซึ่งเป็นวิวที่หาดูไม่ได้ในบ้านเราหรือประเทศข้างเคียงแน่นอน แต่การดูวิวก็ต้องแลกกับความหวาดเสียว เนื่องจากแปลว่าเราจะได้เห็นเหวข้างล่างที่สุดลึกและถนนข้างหน้าที่แคบจนรถขับได้เลนเดียวและแทบไม่มีที่กั้น ซึ่งถ้าคนขับเกิดหักลงเหวหรือรถวิ่งสวนไม่พ้น ไม่ต้องลำบากหาหน่วยกู้ภัยมาช่วยชีวิต เพราะดูจากความสูงแล้ว ถ้าตกลงไปรับรองตายชัวร์ แต่ถึงทางจะเสี่ยง ระหว่างทางเราก็เห็นกลุ่มนักปั่นจักรยานมากมายหลายกลุ่ม เห็นแล้วยอมใจในความทุ่มเทของพวกเขามาก
อาจเป็นเพราะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย ทำให้มีการติดธงทิเบตตามจุดต่างๆ มากมายราวกับต้องการอวยพรให้ผู้เดินทางโชคดี นอกจากนั้นยังมีป้ายเตือนให้ลดความเร็วอยู่มากมาย ซึ่งถ้อยคำบนป้ายต่างก็มีการครีเอตถ้อยคำอย่างมีอารมณ์ขันและเจ้าสำบัดสำนวน เช่น Be Mr.Late than Late Mr. (เป็นคนมาสายดีกว่าเป็นคนที่ตายไปแล้ว), Time is money but life is precious, Speed is like a knife that cuts a life และอีกมากมาย เล่นเอาเราติดตามอ่านถ้อยคำเหล่านี้ด้วยความเพลิดเพลิน ซึ่งถ้าคนคิดคำเหล่านี้มาอยู่เมืองไทย รับรองว่า คัตโตะกับ 6 สิงหาไม่ได้เกิด


แม้เส้นทางจะโหดขนาดไหน คนขับก็ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องแคล่วไม่ตะกุกตะกักจนต่อให้เป็นวิน ดีเซลก็ยังพลิ้วได้ไม่เท่า ซึ่งดูแล้วคนขับรถที่นี่น่าจะเป็นอาชีพที่โหดพอสมควร เนื่องจากต้องขับรถบนเส้นทางอันตรายนานหลายชั่วโมง เราชวนเขาคุยโดยได้คู่หูนักท่องเที่ยวอินเดียช่วยแปลให้อีกที โดยคนขับรถบอกว่า “เขาอายุ 30 ปีแล้ว เป็นคนเชื้อสายทิเบต ขับรถมา 6 ปี ได้รายได้ไม่มาก เพราะเงินส่วนใหญ่ตกเป็นของเอเจนซี่ทัวร์ แต่ก็พออยู่ได้ เสียแต่ลาดักห์มันเที่ยวได้แค่ไม่กี่เดือน เพราะช่วงหน้าหนาวหิมะจะปกคลุมทุกอย่างจนรถแล่นไม่ได้ ทำให้ไม่มีใครบ้ามาเที่ยวช่วงนั้น”
ระหว่างทางเราแวะพักกินโมโม่ (อาหารทิเบตที่เป็นเกี๊ยวแป้งห่อผัก) จิบมาซาล่าไช (ชาอินเดียผสมเครื่องเทศ) ที่ร้านอาหารแถว Chang La Pass – ถนนที่รถวิ่งได้ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ที่ระดับ 17,688 ฟุต หรือ 5,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ด้วยความเมารถบวกกับอยู่ในพื้นที่ที่ออกซิเจนเบาบางจนหายใจไม่ออก – เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าเมืองเลห์เสียอีก ทำให้ผมวิ่งหาห้องน้ำเพื่อจะเข้าไปอาเจียน แต่พอเปิดเข้าไปเห็นสภาพภายในที่เละเทะและเต็มไปด้วยอาวุธชีวภาพ อาการอยากอาเจียนของผมก็หายเป็นปลิดทิ้ง และยอมขึ้นรถต่อโดยดี
นั่งรถมาสักพักใหญ่ ในที่สุดทะเลสาบสีฟ้าก็ปรากฏให้เห็นอยู่ลิบๆ ตรงหน้า ซึ่งเป็นภาพที่เรียกได้ว่าเหลือเชื่อ เมื่ออยู่ดีๆ ทะเลสาบสุดใหญ่โตก็โผล่ขึ้นมากลางเทือกเขาเอเวอเรสต์ ราวกับมียูเอฟโอยกแอ่งน้ำทั้งหมดมาไว้ที่นี่ ด้วยที่ตั้งของมันทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ครองสถิติเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก (4,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล) ซึ่งแหล่งน้ำของมันมาจากน้ำแข็งและหิมะที่หลงเหลือจากยุคโบราณที่ค่อยๆ ละลาย ส่วนความเค็มของมันมาจากเหล่าแร่ธาตุที่ไหลมารวมกัน ทะเลมีความยาว 134 กิโลเมตร โดยพื้นที่ 60% อยู่ในเขตประเทศจีน 40% อยู่ในอินเดีย


สังเกตได้ว่าบริเวณรอบทะเลสาบทั้งในโรงแรมและร้านอาหารนั้นเต็มไปด้วยภาพจาก 3 Idiots หนังอินเดียแนวตลกสุดฮิตที่มีเนื้อหาสะท้อนเรื่องการศึกษา โดยผู้กำกับคนเดียวกับเรื่อง PK (ผมเคยดูแล้วชอบมาก ขอเชิญผู้สนใจไปหาชมกันได้ เคยเห็นมีแผ่นขายที่ร้านลิโด้ดีวีดี) ซึ่งฉากเด่นของหนังอยู่ในตอนที่นางเอกขี่สกู๊ตเตอร์สีเหลืองริมทะเลสาบปันกอง ทำให้ที่นี่โด่งดังเป็นพลุแตก มีคนมาเที่ยวตามรอยหนังมากมาย ผลก็คือมีรูปจากหนังเรื่องนี้อยู่รอบทะเลสาบเต็มไปหมด แถมตรงด้านหน้ายังมีสกู๊ตเตอร์สีเหลืองแบบเดียวกับในหนังจอดไว้ให้คนเช่าถ่ายรูป ซึ่งพอเห็นแล้วก็เกิดรู้สึกขัดๆ ที่เวลาเที่ยวธรรมชาติแต่กลับเจอภาพเหล่านี้ (แต่ยังไม่พีคเท่าตอนที่ผมไปอุทยานอู่หลงในจีน แล้วอยู่ดีๆ มีหุ่นยักษ์จากหนัง Transformers โผล่ขึ้นมากลางป่า ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังซะอย่างนั้น เล่นเอาอารมณ์ดื่มด่ำธรรมชาติลดลงไป 50%)
ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาในทะเลสาบมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวชาวอินเดีย (ผิดจากที่คิดไว้ตอนแรกว่าน่าจะเต็มไปด้วยแบ็กแพ็กเกอร์) เห็นคุณป้าบางคนแม้อายุน่าจะเกิน 70 ปีแล้ว แต่ก็ยังเดินตัวปลิว เล่นเอาพวกเราที่เดินหอบแฮกๆ ต้องอายม้วน


สีของทะเลสาบเป็นสีฟ้าหลายเฉดสี แต่ภาพที่เราเห็นด้วยตานั้นไม่สวยเท่าในภาพถ่ายที่เราเคยเห็น อาจเป็นเพราะความแรงของแสงแดดหรือลักษณะการไหลของน้ำที่ส่งผลต่อสี (อันนี้เดาล้วนๆ) หรือไม่ก็ตากล้องที่ถ่ายภาพทะเลสาบนั้นฝีมือเทพมากเสียจนเราตั้งความหวังเอาไว้สูงลิบจนอดผิดหวังไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรด้วยบรรยากาศสุดชิลทำให้เรานั่งเล่นดื่มด่ำบรรยากาศริมทะเลสาบอย่างเพลิดเพลินจนเวลา 1 ชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ขากลับคนขับพาเราซิ่งเสียยิ่งกว่าตอนขามา ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้เนื่องจากเขาต้องการกลับเข้าเมืองก่อนฟ้ามืด เพราะถ้าไม่อย่างนั้นจะยิ่งอันตราย เพราะสองข้างทางไม่มีไฟถนน หมู่บ้านคน แต่ยิ่งรีบก็เหมือนชะตากรรมกลั่นแกล้งให้ยิ่งช้าลง เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำหลากจนถนนขาด รถติดยาวเป็นชั่วโมง กว่าจะเคลียร์ทางให้รถผ่านไปได้
คนขับรถพาเรามาส่งในเมืองอย่างปลอดภัย เราสามคนชาวไทย คนอินเดียสองคน และคนขับรถทิเบตโบกมือร่ำลาแล้วกล่าวว่าหวังว่าจะได้พบกันใหม่ ชวนให้คิดว่าถึงแม้พรมแดนจะอยู่ในทุกที่แม้แต่ในทะเลสาบ แต่มิตรภาพของคนบางทีกลับไม่มีพรมแดนขวางกั้น
How to go there
– Pangong Tso อยู่ห่างจากตัวเมืองเลห์ 170 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ 5 ชั่วโมงอย่างเร็ว สามารถติดต่อรถได้จากทุกเอเจนซี่ทัวร์ในเมือง เฉลี่ยราคาประมาณ 1,500 – 3,000 บาทต่อคน
– การเดินทางอีกวิธีคือ รถบัส ค่าตั๋ว 150 บาท แต่มีรอบแค่วันเว้นวัน และใช้เวลาเดินทางนาน 9 – 10 ชั่วโมง
– การเดินทางมาที่นี่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต (permit) สามารถขอได้จากเอเจนซี่ทัวร์ในเมือง
– เส้นทางมาทะเลสาบอยู่สูงและอากาศเบาบางยิ่งกว่าในตัวเมืองเลห์ ส่งผลให้รู้สึกอึดอัด คลื่นไส้ หายใจไม่ออก วิธีแก้ไขคือให้เคลื่อนไหวร่างกายช้าๆ
เรื่อง – บดินทร์ เทพรัตน์
ภาพ – บดินทร์ เทพรัตน์ และ TM
ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com