ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/812992

เวียงสา เป็นอำเภอเล็กๆในจังหวัดน่าน แต่มีความหมายยิ่งใหญ่ เมื่ออำเภอเล็กๆแห่งนี้ คือ ที่ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ทรงประทับรอยพระบาทแรกบนแผ่นดินน่าน เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร เมื่อปีพุทธศักราช 2501
เราไปถึงเวียงสาในช่วงสายๆของวันเริ่มต้นฤดูหนาวที่ทั้งหมอกก็พากันพาเหรดลงมาอย่างหนาจัด อากาศก็เริ่มเย็นน้อยๆ พอให้ได้สัมผัสไอหนาว จุดหมายแรกวันนี้ คือ สำนักงานเทศบาลตำบลเวียงสา อาคารไม้หลังประวัติศาสตร์ ที่คนเวียงสารุ่นปู่ ย่า ตา ยาย และ รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ยังคงมีภาพแห่งความทรงจำของวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2501…ประทับในความรู้สึกไม่รู้ลืม

โดยเฉพาะภาพของพระมหากษัตริย์ และ สมเด็จพระราชินี ที่ประทับบนหน้ามุขของที่ว่าการอำเภอสา ซึ่งเป็นชื่อของอำเภอในเวลานั้น พร้อมกับโบกพระหัตถ์ทักทายราษฎรซึ่งมาเฝ้ารอรับเสด็จ ด้วยพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
และด้วยความทรงจำอันยิ่งใหญ่นี้เอง ที่ทำให้เทศบาลตำบลเวียงสา ดำเนินการฟื้นฟูอาคารไม้ที่เคยเป็นที่ว่าการอำเภอแห่งนี้ไว้เป็นอนุสรณ์ในชีวิตของชาวเวียงสา เมื่อปี 2552 โดยปรับปรุง
จำลองอาคารไม้ให้เหมือนครั้งอดีตที่ทั้งสองพระองค์เคยเสด็จมา โดยเฉพาะป้ายที่ว่าการอำเภอ ที่ยังคงใช้ว่า “ที่ว่าการอำเภอสา” ซึ่งเป็นชื่อเดิมของอำเภอเวียงสาในปัจจุบันบนชั้นสองของอาคาร จัดเป็นห้องนิทรรศการอนุสรณ์รอยพระบาทแรกแห่งแผ่นดินน่าน โดยภายในห้องโถงด้านหน้า มีการจัดแสดงภาพถ่ายบันทึกการเสด็จ พระราชดำเนินในเวลานั้นไว้หลายภาพ แต่ที่ถือว่าเป็นของสำคัญ เห็นจะเป็น พระเก้าอี้ หรือเก้าอี้ม้านั่งที่ประทับ ซึ่งเป็นเก้าอี้ไม้แกะสลักลวดลายครุฑที่พนักพิงของเก้าอี้ ว่ากันว่า พระเก้าอี้ นี้ ได้สูญหายไปนานกว่า 10 ปี เมื่อมีการปรับปรุงอาคารที่ว่าการอำเภอ จึงได้มีการติดตาม ค้นหา จนพบและนำกลับมาไว้ยังอาคารไม้แห่งนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับชาวเวียงสาสืบไป

นอกจากห้องที่ประทับแล้ว บนชั้นสอง ยังจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้โบราณของชาวเวียงสา ที่ล้วนแล้ว แต่แสดงถึงความเป็นอยู่อย่างพอเพียงตามวิถีแห่งตน
ที่สะดุดตาอีกอย่างเห็น จะเป็น หัวเรือไม้แกะสลัก ซึ่ง ผอ.ททท. สำนักงานแพร่ ให้ข้อมูลว่า การแข่งเรือ ของจังหวัดน่านมีความพิเศษกว่าที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการมีจำนวนเรือแข่งมากที่สุด เรือมีความเก่าแก่และสวยงาม โดยเฉพาะ หัวเรือ หรือที่เรียกว่า หัวโอ้ มีการแกะสลักเป็นพญานาคทุกลำ ในขณะที่เรือแข่งในที่อื่นๆจะไม่มีหัวเรือในลักษณะนี้ หัวเรือบางหัวอายุนับร้อยปี ที่สำคัญคือ หัวเรือพญานาค แต่ละลำจะมีความหมายแตกต่างกันไป เช่น หัวเรือพญานาคเขี้ยวฟอง มีทั้ง เขี้ยวสิบซี่ และเขี้ยวสิบสี่ซี่ โค้งงอเหมือนปากนกแก้วก้มกินน้ำ, หัวเรือพญานาค เขี้ยวแตเป็นลักษณะเขี้ยวซี่เล็กๆเรียงติดกัน อยู่ระหว่างเขี้ยวฟอง มีความหนา บ่งบอกความใหญ่โต แข็งแรง เป็นต้น

เมื่อพูดถึง หัวเรือ แล้วก็อดไม่ได้ที่ต้องตามหา สล่า หรือนายช่างแกะหัวเรือที่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน หนึ่งในนั้น คือ พระครูจักรธรรมสุนทร เจ้าอาวาสวัดบุญยืน อ.เวียงสา ซึ่งอยู่ตรงข้ามเทศบาลตำบลเวียงสานี่เอง
หลวงปู่พระครูจักรธรรมสุนทร ในวัย 92 ปี แต่ยังดูแข็งแรง กระฉับกระเฉง บอกว่า ทุกวันนี้สล่าแกะหัวเรือแข่งของเมืองน่านแทบไม่มีเหลืออยู่แล้ว จะมีก็แค่บุตรชายของ พ่อครูประเสริฐ วงศ์สีสม อดีตสล่าหรือช่างแกะหัวเรือที่เป็นปราชญ์ท้องถิ่นของเมือง น่านและก็ตัวท่านพระครูเอง ซึ่งท่านก็เลิกการแกะสลักหัวเรือมานานแล้ว
สำหรับ วัดบุญยืน ถือเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของอำเภอเวียงสามาช้านาน พระอุโบสถและพระเจดีย์สร้างด้วยศิลปะล้านนา มีหลังคาลดหลั่นยาวไม่เท่ากัน แต่ที่ไม่เหมือนที่อื่นเห็นจะเป็นพระประธานในพระอุโบสถซึ่งเป็นปางประทับยืนสูงสง่า ภายในโบสถ์มีเสากลมใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตรปูนปั้นเป็นรูปสัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่ประตูโบสถ์แกะสลักเป็นนายทวารบาลองค์ใหญ่ แม้จะไม่ใช่งานวิจิตรอย่างงานศิลปะในภาคกลาง แต่ก็มีเสน่ห์แบบช่างฝีมือท้องถิ่น ที่เต็มไปด้วยความศรัทธาอันแรงกล้า มานานกว่า 200 ปีเลยทีเดียว


ออกจากวัดบุญยืน ได้เวลาหาอะไรใส่ท้อง ผอ.ททท.แพร่ แนะนำ ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อพรรัตน์ ของ ยายสุพร บุญรักษา เจ้าของรางวัลครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น สาขาการดนตรี ที่นอกจากจะขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อแล้ว ในช่วงบ่าย คุณยายจะเล่นดนตรีให้คนที่มาอุดหนุนก๋วยเตี๋ยวหรือผ่านไปผ่านมาได้ฟัง ซึ่งที่อเมซิ่งมากๆ เห็นจะเป็นประโยคที่ คุณยายสุพร บอกกับพวกเราว่า เล่นดนตรีได้โดยไม่รู้จักโน้ตแม้แต่ตัวเดียว อาศัยฟังคนร้องและเล่นตามเป็นเพลง โดยยายเล่นได้ทั้งไวโอลิน แอคคอเดียน เสียดายที่เวลามีน้อย เลยไม่ได้ฟังคุณยายเล่น เพราะแกบอกว่าต้องเตรียมตุ๋นเนื้อเพื่อขายก๋วยเตี๋ยว แต่ก็ยังอุตส่าห์อวดเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์ ชะตาชีวิต และ สายฝน ที่ยายบอกว่าเพิ่งหัดเล่นได้ ไม่กี่วันนี้เอง… ด้วยความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9
เราออกจากเวียงสาในช่วงบ่ายๆ เพื่อเข้าสู่ตัวเมืองน่าน รู้สึกเหมือนยังไม่ได้สัมผัสเสน่ห์น่าน..เท่าใดนัก
แต่อย่างน้อย มาน่านคราวนี้…ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงอะไรไปเยอะ โดยเฉพาะการได้สัมผัสถึงวิถีแห่งความพอเพียงและเสียงของความสุข…ที่นานมาแล้ว แทบไม่เคยได้ยิน.