ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
26 มิถุนายน 2560 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/499928
โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ภารกิจในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความคืบหน้าไปอีกขั้นภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อวันที่22 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ตามขั้นตอนจะต้องมีการประกาศร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ลงในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเขียนเนื้อหายุทธศาสตร์ชาติต่อไป
อย่างที่ทราบกันดี ยุทธศาสตร์ชาติเป็นนโยบายหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มักย้ำต่อสาธารณะหลายครั้งว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศต้องมียุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นเข็มทิศในการชี้ทางเดินให้กับประเทศอย่างจริงจริง
ยุทธศาสตร์ชาติ ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดกับกิจการบริหารราชการแผ่นดินของไทยมาก่อน เพราะหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้นประเทศไทยใช้สองแผนแม่บทในการขับเคลื่อนประเทศ ประกอบด้วย 1.แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะมีการจัดทำทุก 10 ปี และ 2.นโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา
ทั้งสองแผนแม่บทต่างเป็นเครื่องยนต์ที่พาประเทศเดินหน้า แต่ปรากฏว่าในสภาพความเป็นจริง ทั้งแผนพัฒนาฯ และนโยบายของรัฐบาลกลับไม่ได้ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก ซึ่งแต่ละกรณีมีอุปสรรคที่เป็นปัญหาแตกต่างกันไป
กรณีของแผนพัฒนาฯ จะมีปัญหาตรงที่หน่วยงานภาครัฐไม่ได้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีการกำหนดบทลงโทษสำหรับกรณีที่หน่วยงานภาครัฐละเลยไม่ดำเนินการตามแผนพัฒนาฯ
ส่วนปัญหาของนโยบายรัฐบาล คือ การขาดความต่อเนื่อง เพราะอายุของรัฐบาลไทยส่วนใหญ่อยู่ไม่ถึง 4 ปีตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร โดยมักจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่ทำให้ผู้นำรัฐบาลในแต่ละสมัยต้องประกาศยุบสภา และเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาก็จะไม่สานนโยบายของรัฐบาลเก่า ภายใต้เหตุผลในเรื่องศักดิ์ศรีทางการเมือง
จากสภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มองว่าควรต้องหาทางแก้ไข หากขืนปล่อยไว้แบบนี้ประเทศจะกลายเป็นการเดินหน้าสองก้าวแต่ถอยหลังสามก้าว อันเป็นที่มาของการขายไอเดีย “ยุทธศาสตร์ชาติ”
ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่ สนช.ให้ความเห็นชอบไปนั้นเป็นเครื่องมือในการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ชาติในอนาคต ซึ่งกำหนดให้แผนยุทธศาสตร์ชาติมีสภาพบังคับใช้ไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยบัญญัติให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการออกแบบยุทธศาสตร์ชาติ และยิ่งไปกว่านั้นยังมีหน้าที่ถือไม้เรียวคอยกำกับดูแลให้หน่วยงานรัฐต้องเดินตามยุทธศาสตร์อีกด้วย
มาตรา 26 ระบุว่า “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบัญญัติแห่งกฎหมาย และให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป”
นอกเหนือไปจากหน่วยงานของรัฐที่ต้องอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตต้องตกอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่ว่านี้ด้วย ตามที่รัฐธรรมมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดเอาไว้ ซึ่งปรากฏอยู่ในสองมาตราสำคัญ
มาตรา 142 “ในการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณต้องแสดงแหล่งที่มาและประมาณการรายได้ ผลสัมฤทธิ์หรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการจ่ายเงินและความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่างๆ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ”
มาตรา 162 “คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่”
จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่มาจากคณะรัฐประหารจะคุมทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต
แม้จะเป็นเจตนาดีของรัฐบาลปัจจุบันที่ไม่ต้องการให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องเพ้อฝันและเป็นแค่วิมานที่อยู่ในกระดาษ แต่การให้ยุทธศาสตร์ชาติที่มีอายุถึง 20 ปีมาครอบคลุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะกลายเป็นปัญหาว่ารัฐบาลในอนาคตจะมีอิสระในการบริหารประเทศในระดับไหน เมื่อต้องถูกตีกรอบด้วยยุทธศาสตร์ชาติเสียแล้ว
อาจเรียกได้ว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นมรดกที่ คสช.ฝากไว้ โดยที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องสืบทอดอำนาจด้วยตัวเอง แต่ใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อให้รัฐบาลในอนาคตลอด 20 ปี จำเป็นต้องรับมรดกนี้ไปไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม มิเช่นนั้นอาจเจอกับอภินิหารของกฎหมายได้
ดังนั้น “ยุทธศาสตร์ชาติ” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือใหม่ในการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย แต่ยังเป็นมรดกของคณะรัฐประหารในรูปแบบใหม่อีกด้วย