เซตซีโร่กกต. องค์กรอิสระสะเทือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497910

เซตซีโร่กกต. องค์กรอิสระสะเทือน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ จุดนี้ไม่มีข่าวการเมืองไหนน่าสนใจเท่ากับข่าวความเคลื่อนไหวของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในความพยายามล้มคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยในวันที่ 9 มิ.ย. จะเป็นวันชี้ชะตาอนาคตของ กกต.ทั้ง 5 คน เนื่องจากเป็นวันที่ สนช.เตรียมลงมติให้ความเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.

พลิกดูร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ในวันที่ 9 มิ.ย. พบว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่มี “ตวง อันทะไชย” สมาชิก สนช.เป็นประธาน กำหนดอนาคตของ กกต.ทั้ง 5 คนเอาไว้ค่อนข้างชัดเจนในมาตรา 70

“ให้ประธาน กกต.และกรรมการ กกต.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธาน กกต.และกรรมการ กกต.ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

ให้ประธาน กกต.และกรรมการ กกต.ที่ปฏิบัติอยู่ต่อไปมีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่ได้รับอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับและให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตอบแทน โดยให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะลาออก”

เนื้อหาในมาตรา 70 ดังกล่าวนั้น มีความแตกต่างจากบทบัญญัติเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอเข้ามายัง สนช.ตั้งแต่แรกอย่างสิ้นเชิง

เวลานั้น กรธ.ไม่ได้ต้องการเซตซีโร่ กกต.แบบที่ สนช.ดำเนินการ โดย กรธ.ต้องการเพียงแค่ให้มีคณะกรรมการสรรหาหนึ่งคณะเข้ามาดำเนินการชี้ขาด ว่าจะมี กกต.มีคุณสมบัติไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บ้าง

แต่เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตบโต๊ะลงมาเช่นนี้ ก็คงพอจะเห็นอนาคตของ 5 เสือ กกต.ได้พอสมควรว่าจะต้องอำลาตำแหน่งไปก่อนเวลาอันสมควร เพราะถึงอย่างไรคงเป็นไปได้ยากที่ที่ประชุม สนช.จะลงมติหักกับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อให้ กกต.กลับไปดำรงตำแหน่งได้ครบวาระเดิม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกับ กกต.กำลังสร้างความสั่นสะเทือนให้กับสถานะขององค์กรอิสระอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระรวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญไว้ค่อนข้างสูง ทำให้บุคคลที่นั่งอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน ถึงแม้จะเข้ามาทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แต่ก็มีคุณสมบัติที่ไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้คณะ กรธ.มองว่าควรต้องมีกลไกบางอย่างเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ชี้ขาดคุณสมบัติของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงเป็นที่มาของการให้มีคณะกรรมการสรรหาเพื่อเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินอย่างเป็นธรรม โดยให้กำหนดไว้ในกฎหมายลูกของแต่ละองค์กร

เรียกได้ว่าทุกองค์กรต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน

ทว่ามาตรฐานนี้กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ภายหลัง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ส่งสัญญาณออกมาในทำนองว่ามาตรฐานที่เกิดขี้นกับ กกต.อาจจะไม่เป็นบรรทัดฐานสำหรับองค์กรอิสระอื่นๆ

“บางองค์กรอาจเซตซีโร่ บางองค์กรอาจไม่เซตซีโร่ ขึ้นอยู่กับเหตุผล เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้มีปัญหาอะไร อำนาจหน้าที่เหมือนเดิม ก็อาจจะไม่มีเหตุ หรือ กสม.(คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) อาจจะมีเหตุเพราะที่มามีปัญหาอยู่ อาจต้องดูว่าต้องทำอย่างไร” สัญญาณจากประธาน กรธ. เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.

ถ้ามองจากท่าทีของมีชัยแล้วสามารถวิเคราะห์ได้ระดับหนึ่งว่า กกต.อาจเป็นองค์กรเดียวที่โดนเซตซีโร่ ส่วนองค์กรอิสระอื่นๆ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญอาจจะรอด โดยไม่ต้องตกที่นั่งลำบากเหมือน กกต. ทั้งที่องค์กรอิสระอื่นๆ ก็มีบุคคลที่อาจเข้าข่ายมีคุณสมบัติไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่ต่างกับ กกต.เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การสร้างที่แตกต่างกันเช่นนี้กำลังเป็นแรงสั่นสะเทือนถึงสถานะขององค์กรอิสระในระยะยาว หาก สนช.และ กรธ.ไม่ได้เอามาตรฐานของ กกต.มาใช้กับองค์กรอิสระอื่นๆ

ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ให้อำนาจกับองค์กรอิสระ หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะการให้องค์กรอิสระทำงานประสานเชื่อมโยงเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล เพื่ออยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง รวมไปถึงการให้เป็นเจ้าภาพในการทำมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งจะเป็นมาตรฐานจริยธรรมที่บังคับใช้ไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย

ด้วยอำนาจและหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความชอบธรรมของแต่ละองค์กรค่อนข้างสูง เพราะนอกจากจะเป็นผู้ควบคุมแล้วองค์กรอิสระในยุค 4.0 ยังต้องเป็นคนออกกติกาด้วย หากผู้กำกับกติกาที่สวมหมวกในฐานะผู้ตรวจสอบอีกใบมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมแล้ว อาจมีผลต่อการสร้างการยอมรับในอนาคต

ย้อนกลับไปเมื่อก่อนการรัฐประหารปี 2549 ไทยเคยเกิดวิกฤตองค์กรอิสระมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยครั้งนั้นมีต้นเหตุมาจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง กว่าวิกฤตครั้งนั้นจะผ่านพ้นไปก็ต้องแลกมาด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

ดังนั้น การแก้ปัญหาปลาสองน้ำใน กกต.ครั้งนี้ อาจเป็นการเกาไม่ถูกที่คันและอาจเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตองค์กรอิสระอีกครั้งในอนาคต ซึ่งจะเป็นวิกฤตที่เกิดมาจากภายในขององค์กรอิสระ ไม่ได้มาจากการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอกเหมือนในอดีตแต่อย่างใด

 

Leave a comment