“กรธ.” ได้ไฟเขียว ปรับขั้นตอน “ไพรมารี่โหวต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/286699

คมชัดลึก, ขั้นตอน, ปรับ, กรธ, กรธ, ได้ไฟเขียว, ปรับขั้นตอน, ไพรมารี่โหวต, สมเจตน์, ไพรมารีโหวต, สนช, พรป, กกต

กรธ. เผย “สมเจตน์” เห็นด้วย ยอมให้ปรับขั้นตอน “ไพรมารีโหวต” เปิดทางหัวหน้าพรรคเลือกลง ส.ส. ระบบใดก็ได้

         9 ก.ค. 2560 – นายอุดม รัฐอมฤต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยว่าจากกรณีที่ กรธ. ได้ทำความเห็นต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอให้แก้ไขและทบทวนเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ต่อประเด็นระบบเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ของพรรคการเมือง (ไพรมารี่โหวต) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรธ.  โดยได้เชิญ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. ฐานะประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง สนช. เพื่อชี้แจงต่อสาระที่กรธ.ของแก้ไขเนื้อหาระบบไพรมารี่โหวตให้มีความสมบูรณ์ ครบถ้วนและไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ รวมถึงไม่มีช่องว่างที่ทำให้เกิดการทุจริต หรือ ซื้อเสียงในขั้นตอนไพรมารี่โหวต เบื้องต้นนั้น พล.อ.สมเจตน์ เห็นด้วยกับรายละเอียดและประเด็นที่บัญญัติเพิ่มเติมในกลุ่มมาตราว่าด้วยการทำไพรมารี่โหวต จำนวน 5 มาตรา และ ในบทเฉพาะกาล จำนวน 1 มาตรา โดยยังคงหลักการของระบบไพรมารี่โหวตไว้ทั้งนี้หลังจากที่ สนช. มีมติให้ตั้งกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย คือ สนช., กรธ. และ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว กรธ.จะเป็นผู้นำเสนอรายงานและรายละเอียดให้ที่ประชุมกมธ.ร่วมพิจารณา

9 ก.ค. 2560 – นายอุดม รัฐอมฤต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยว่าจากกรณีที่ กรธ. ได้ทำความเห็นต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอให้แก้ไขและทบทวนเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ต่อประเด็นระบบเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ของพรรคการเมือง (ไพรมารี่โหวต) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรธ.  โดยได้เชิญ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. ฐานะประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง สนช. เพื่อชี้แจงต่อสาระที่กรธ.ของแก้ไขเนื้อหาระบบไพรมารี่โหวตให้มีความสมบูรณ์ ครบถ้วนและไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ รวมถึงไม่มีช่องว่างที่ทำให้เกิดการทุจริต หรือ ซื้อเสียงในขั้นตอนไพรมารี่โหวต เบื้องต้นนั้น พล.อ.สมเจตน์ เห็นด้วยกับรายละเอียดและประเด็นที่บัญญัติเพิ่มเติมในกลุ่มมาตราว่าด้วยการทำไพรมารี่โหวต จำนวน 5 มาตรา และ ในบทเฉพาะกาล จำนวน 1 มาตรา โดยยังคงหลักการของระบบไพรมารี่โหวตไว้ทั้งนี้หลังจากที่ สนช. มีมติให้ตั้งกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย คือ สนช., กรธ. และ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว กรธ.จะเป็นผู้นำเสนอรายงานและรายละเอียดให้ที่ประชุมกมธ.ร่วมพิจารณา

นายอุดม กล่าวด้วยว่าสำหรับประเด็นที่แก้ไขและปรับปรุง อาทิ กรณีข้อพิพาทหรือมีข้อร้องเรียนของผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบไพรมารี่โหวตของพรรค กำหนดให้หาข้อยุติภายในพรรคการเมือง โดยกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค และกรรมการคัดเลือกผู้สมัครต้องพิจารณา ส่วนกรณีที่พบการทุจริตในระบบไพรมารี่โหวต เป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าพรรคที่ต้องพิจารณาความถูกต้องฐานะผู้ลงนามรับรอง แต่หากพบกรณีที่ไม่ทำตามกฎหมาย กรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรคต้องถูกลงโทษทางอาญา เบื้องต้นมีข้อเสนอให้ ปรับเป็นเงิน 10,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือน ทั้งนี้จะไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายนำความไปฟ้องในคดีแพ่ง อย่างไรก็ตามประเด็นการซื้อเสียงในระบบไพรมารี่โหวต กรธ.อยู่ระหว่างพิจารณาบทลงโทษที่อาจใช้ฐานใกล้เคียงกับการซื้อ-ขายเสียงของการเลือกตั้งส.ส.

“ระบบไพรมารี่โหวตนั้น กรธ. กำหนดให้เป็นเรื่องเฉพาะภายในพรรคการเมืองเท่านั้น และสิ่งที่เกิดขั้นจะไม่ขยายไปสู่การเลือกตั้งระดับชาติ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความวุ่นวายทั้งประเทศ และเพื่อไม่ให้ กกต. มีอำนาจแจกใบเหลือง ใบแดงกระบวนการภายในพรรคได้ แต่หน้าที่ของกกต.ต่อเรื่องนี้ยังมีคือการกวดขันว่าพรรคการเมืองดำเนินการตามนี้แหล้วหรือไม่” นายอุดม กล่าว

นายอุดม กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นของการลงมติเพื่อให้ผู้ผ่านไพรมารี่โหวตได้สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น กรธ. คำนึงถึงระยะเวลาที่ต้องไม่ช้าจนกระทบการส่งผู้สมัคร ส.ส. จึงกำหนดให้ กรรมการบริหารพรรค และกรรมการสรรหา ลงมติได้ โดยต้องใช้เสียงข้างมากเกิน 3 ใน 4 ของการประชุม ซึ่งรวมถึงการเรียงลำดับผู้สมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ หากเกิดกรณีที่ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งขั้นต้นเท่ากัน นอกจากนั้นในประเด็นที่ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองกำหนดให้หัวหน้าพรรคต้องลงสมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 นั้น กรธ. เห็นว่าเป็นประเด็นที่ตัดสิทธิหัวหน้าพรรคเกินไป จึงขอให้ตัดออก

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อท้วงติงของระบบไพรมารี่โหวตของพรรคการเมืองขนาดเล็กที่อาจทำได้ยากและเสียเปรียบพรรคใหญ่ นายอุดมกล่าวว่า ในเนื้อหาของบทเฉพาะกาลได้ปรับให้มีความยืดหยุ่นพอสมควร กล่าวคือ หากพรรคการเมืองใดมีสาขาพรรคในจังหวัดใด ให้สิทธิส่งผู้สมัครได้ทุกเขตของจังหวัด ส่วนพรรคใดที่มีสมาชิกพรรคในจังหวัดเกิน 100 คนให้ตั้งผู้แทนพรรคในจังหวัดนั้น และมีสิทธิส่งสมัครได้ทุกเขต จากเดิมที่กำหนดว่าต้องมีผู้แทนพรรคในเขตเลือกตั้ง เช่น พรรคการเมืองต้องมีสาขา ให้ครบ 4 ภาคตามที่กกต.กำหนด ดังนั้นใน 4 จังหวัดที่เป็นที่ตั้งของสาขาสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ทุกเขต และหากพรรคใดต้องการส่งผู้สมัครให้ครบทุก 350 เขตเลือกตั้ง ต้องจัดตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดอีก 73 จังหวัด ส่วนการใช้เกณฑ์ลงคะแนนไพรมารี่โหวตนั้นยังยึดผู้เป็นสมาชิกพรรคเท่านั้น

เมื่อถามถึงอัตราการโหวตของ สนช. ที่จะผ่านร่างพ.ร.ป.พรรคการเมืองฉบับแก้ไข นายอุดม กล่าวว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ สนช.ต้องคว่ำร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพราะก่อนหน้านี้ สนช. เป็นผู้ผ่านร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และเห็นชอบในหลักการของไพรมารี่โหวต หากจะลงมติไม่ผ่าน เท่ากับเป็นการลงมติที่ขัดหลักการตั้งแต่ต้น ซึ่งค่อนข้างพิลึกนายอุดม กล่าวด้วยว่าสำหรับประเด็นที่แก้ไขและปรับปรุง อาทิ กรณีข้อพิพาทหรือมีข้อร้องเรียนของผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบไพรมารี่โหวตของพรรค กำหนดให้หาข้อยุติภายในพรรคการเมือง โดยกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค และกรรมการคัดเลือกผู้สมัครต้องพิจารณา ส่วนกรณีที่พบการทุจริตในระบบไพรมารี่โหวต เป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าพรรคที่ต้องพิจารณาความถูกต้องฐานะผู้ลงนามรับรอง แต่หากพบกรณีที่ไม่ทำตามกฎหมาย กรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรคต้องถูกลงโทษทางอาญา เบื้องต้นมีข้อเสนอให้ ปรับเป็นเงิน 10,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือน ทั้งนี้จะไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายนำความไปฟ้องในคดีแพ่ง อย่างไรก็ตามประเด็นการซื้อเสียงในระบบไพรมารี่โหวต กรธ.อยู่ระหว่างพิจารณาบทลงโทษที่อาจใช้ฐานใกล้เคียงกับการซื้อ-ขายเสียงของการเลือกตั้งส.ส.

“ระบบไพรมารี่โหวตนั้น กรธ. กำหนดให้เป็นเรื่องเฉพาะภายในพรรคการเมืองเท่านั้น และสิ่งที่เกิดขั้นจะไม่ขยายไปสู่การเลือกตั้งระดับชาติ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความวุ่นวายทั้งประเทศ และเพื่อไม่ให้ กกต. มีอำนาจแจกใบเหลือง ใบแดงกระบวนการภายในพรรคได้ แต่หน้าที่ของกกต.ต่อเรื่องนี้ยังมีคือการกวดขันว่าพรรคการเมืองดำเนินการตามนี้แหล้วหรือไม่” นายอุดม กล่าว

นายอุดม กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นของการลงมติเพื่อให้ผู้ผ่านไพรมารี่โหวตได้สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น กรธ. คำนึงถึงระยะเวลาที่ต้องไม่ช้าจนกระทบการส่งผู้สมัคร ส.ส. จึงกำหนดให้ กรรมการบริหารพรรค และกรรมการสรรหา ลงมติได้ โดยต้องใช้เสียงข้างมากเกิน 3 ใน 4 ของการประชุม ซึ่งรวมถึงการเรียงลำดับผู้สมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ หากเกิดกรณีที่ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งขั้นต้นเท่ากัน นอกจากนั้นในประเด็นที่ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองกำหนดให้หัวหน้าพรรคต้องลงสมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 นั้น กรธ. เห็นว่าเป็นประเด็นที่ตัดสิทธิหัวหน้าพรรคเกินไป จึงขอให้ตัดออก

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อท้วงติงของระบบไพรมารี่โหวตของพรรคการเมืองขนาดเล็กที่อาจทำได้ยากและเสียเปรียบพรรคใหญ่ นายอุดมกล่าวว่า ในเนื้อหาของบทเฉพาะกาลได้ปรับให้มีความยืดหยุ่นพอสมควร กล่าวคือ หากพรรคการเมืองใดมีสาขาพรรคในจังหวัดใด ให้สิทธิส่งผู้สมัครได้ทุกเขตของจังหวัด ส่วนพรรคใดที่มีสมาชิกพรรคในจังหวัดเกิน 100 คนให้ตั้งผู้แทนพรรคในจังหวัดนั้น และมีสิทธิส่งสมัครได้ทุกเขต จากเดิมที่กำหนดว่าต้องมีผู้แทนพรรคในเขตเลือกตั้ง เช่น พรรคการเมืองต้องมีสาขา ให้ครบ 4 ภาคตามที่กกต.กำหนด ดังนั้นใน 4 จังหวัดที่เป็นที่ตั้งของสาขาสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ทุกเขต และหากพรรคใดต้องการส่งผู้สมัครให้ครบทุก 350 เขตเลือกตั้ง ต้องจัดตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดอีก 73 จังหวัด ส่วนการใช้เกณฑ์ลงคะแนนไพรมารี่โหวตนั้นยังยึดผู้เป็นสมาชิกพรรคเท่านั้น

เมื่อถามถึงอัตราการโหวตของ สนช. ที่จะผ่านร่างพ.ร.ป.พรรคการเมืองฉบับแก้ไข นายอุดม กล่าวว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ สนช.ต้องคว่ำร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพราะก่อนหน้านี้ สนช. เป็นผู้ผ่านร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และเห็นชอบในหลักการของไพรมารี่โหวต หากจะลงมติไม่ผ่าน เท่ากับเป็นการลงมติที่ขัดหลักการตั้งแต่ต้น ซึ่งค่อนข้างพิลึก

Leave a comment