อุทธรณ์แก้โทษ พธม. บุกทำเนียบ เหลือคุก 8 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/289061

อุทธรณ์แก้โทษ พธม. บุกทำเนียบ เหลือคุก 8 เดือน

คมชัดลึก, เหลือคุก 8 เดือน, พธม, แก้โทษ, อุทธรณ์, อุทธรณ์แก้โทษ, พธม, บุกทำเนียบ, เหลือคุก, เดือน, 6 อดีตแกนนำ พธม, 24 กค, นักรบศรีวิชัย

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ ลดโทษจาก 2 ปีเหลือจำคุก 8 เดือน “6 อดีตแกนนำ พธม.” ยึดทำเนียบปี 51 ขอประกันสู้ยันฎีกา

ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 24 ก.ค.เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2551 หมายเลขดำ อ.4925/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อายุ 82 ปี, นายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 69 ปี , นายพิภพ ธงไชย อายุ 71 ปี , นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 67 ปี , นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อายุ 71 ปี อดีตแกนนำ พธม. และนายสุริยะใส กตะศิลา อายุ  44 ปี อดีตผู้ประสานงาน พธม. เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์กรณีบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 , 365

ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.55 บรรยายความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.51 ผู้ชุมนุมกลุ่ม พธม. ซึ่งมีจำเลยดังกล่าวเป็นแกนนำได้จัดปราศรัยชักชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน เพื่อกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเคลื่อนขบวนฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำเนียบรัฐบาลและกระจายกำลังปิดล้อมสถานที่ราชการ เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียง กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ ต่อมาหลังจากนายสมัคร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญแล้ว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และมีกำหนดวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 7 ต.ค.51 ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค.51 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหกกับพวกก็ได้เคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลโดยปิดล้อมทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลทุกด้าน ได้ใช้เครื่องมือทำลายกุญแจประตูทำเนียบ ผลักดันแผงกั้นที่เจ้าหน้าที่ใช้ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยในทำเนียบรัฐบาล แล้วปีนรั้วเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งนำรถ 6 ล้อที่ติดเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ไปจอดหน้าตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลแล้วผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัย โดยช่วงวันที่ 26 ส.ค.51 – 3 ธ.ค.51 ระหว่างที่พวกจำเลยจัดเวทีปราศรัยในทำเนียบรัฐบาล มีผู้ชุมนุมจำนวนมากเหยียบสนามหญ้า ต้นไม้ประดับจนตาย และยังทำให้ระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ ระบบไฟสนามหน้าตึกไทยคู่ฟ้าและหน้าตึกสันติไมตรี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับความเสียหายรวม 5 ล้านบาท อีกทั้งมีการนำถุงดำห่อหุ้มกล้องวงจรปิด เมื่อมีฝนตกทำให้น้ำฝนซึมเข้าขังในถุงดำที่ห่อหุ้ม ทำให้ระบบอิเล็กโทรนิกส์ของกล้องวงจรปิดเสียหายรวม 10 ตัว ค่าเสียหายอีก 1,766,548 บาท โดยจำเลยทั้ง 6 คนให้การปฏิเสธ

กระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พ.ค.58 ว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดฐานบุกรุกสถานที่ราชการ จำคุกคนละ 3 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ต่อมาจำเลยทั้งหกได้ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี

โดยวันนี้ (24 ก.ค.) เป็นการนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ครั้งที่สาม เนื่องจากการนัดครั้งแรก พล.ต.จำลอง จำเลยที่ 1 ป่วย และการนัดครั้งที่สอง นายสมเกียรติ จำเลยที่ 4 ป่วย

ขณะที่วันนี้แกนนำทั้ง 5 คนที่ได้รับการประกันตัวคนละ 200,000 บาท เดินทางมาศาล ส่วนนายสนธิ จำเลยที่ 2 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรมคดีกระทำผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯนั้น ศาลก็ได้เบิกตัวมาฟังคำพิพากษาพร้อมกัน โดยวันนี้มีประชาชนที่สนับสนุนกลุ่ม พธม. กว่า 50 คน เดินทางมาจนล้นห้องพิจารณาคดีเพื่อร่วมฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจแกนนำ ที่ตกเป็นจำเลยด้วย

ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษาแล้วเห็นว่า โจทก์ มีรองเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 51 , ผู้อำนวยการสำนักที่ดูแลสถานที่และฝ่ายรักษาความเรียบร้อย กับนายตำรวจสันติบาลรวม 4 ปาก เบิกความถึงเหตุการณ์ที่ จำเลยทั้งหกเป็นแกนนำ พาผู้ชุมนุมเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลและตั้งเวทีปราศรัยบนสนามหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการผลักแผงเหล็กของเจ้าหน้าที่ ตัดโซ่คล้องประตูที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดไว้ในการป้องกันสถานที่ โดยหลังจากแกนนำและผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบรัฐบาลแล้วเมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบความเสียหายพบว่าหญ้าในสนามตายทั้งหมด , ระบบสปริงเกอร์รดน้ำต้นไม้ , ระบบไฟในสนาม และกล้องวงจรปิดเสียหาย

ศาลเห็นว่า นอกจากพยานโจทก์แล้ว จากคำเบิกความของจำเลยยังฟังได้ว่าทั้งก่อนและหลังเข้าไปตั้งเวทีแล้ว แกนนำได้มีการผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัย จึงฟังได้ว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่แกนนำได้วางแผนชี้นำผู้ชุมนุมให้เข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ต้องการกดดันให้รัฐบาลออกจากตำแหน่ง ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชุมนุมคิดจะเข้าไปเอง ขณะที่ไม่มีจำเลยคนใดสั่งให้ผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบ นอกจากนี้เมื่อเข้าไปตั้งเวทีปราศรัยในทำเนียบแล้วยังมีการตั้งกลุ่มชื่อว่า “นักรบศรีวิชัย” เข้าควบคุมรักษาความปลอดภัยบริเวณทำเนียบรัฐบาล กดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากทำเนียบรัฐบาลด้วย  ซึ่งทำเนียบรัฐบาลและหน่วยราชการซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นสถานที่ราชการแม้จะเป็นสมบัติแผ่นดินแต่ก็เป็นสถานที่เฉพาะในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่สถานที่บุคคลจะเข้า-ออกไปใช้ประโยชน์ตามอำเภอใจและการเข้าออกก็ต้องผ่านการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ด้วย

การที่จำเลยกับผู้ชุมนุมบุกรุกครอบครองโดยอ้างว่าเป็นเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ เป็นการพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ไม่ได้หมายความให้ไปละเมิดสิทธิผู้อื่นและทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งหากละเมิดกฎหมายแล้วจะอ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบไม่ได้ โดยการที่ผู้ชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาลยังทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้นานกว่า 90 วัน ซึ่งการอ้างถึงเสรีภาพนั้นก็ต้องไม่กระทบต่ออำนาจหน้าที่ผู้อื่นด้วย โดยการกระทำนั้นมิควรเป็นเยี่ยงอย่าง อุทธรณ์จำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนการทำให้เสียทรัพย์ทั้งสนามหญ้า , ระบบไฟฟ้าในสนามหญ้า , ระบบน้ำสปริงเกอร์ในสนามหญ้านั้น เห็นว่าระหว่างที่จำเลยครอบครองทำเนียบและจัดตั้งเวทีปราศรัยไม่ได้ปกป้องทรัพย์ส่วนนี้ ซึ่งความเสียหายเป็นผลมาจากการบุกรุกที่จำเลยทำให้เสียประการหนึ่ง ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งหกในการบุกรุกสถานที่ราชการและทำให้เสียทรัพย์นี้เป็นผลสืบเนื่องกัน ถือเป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษจำเลยฐานบุกรุกสถานที่ราชการซึ่งเป็นโทษหนักสุด

แต่ส่วนของระบบสัญญาณกล้องวงจรปิดที่มีผู้ชุมนุม นำถุงดำคลุมกล้องวงจรปิดและตัดสายสัญญาณอาจเป็นการกระทำโดยพลการของผู้ชุมนุม ยังไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการสั่งการของจำเลยทำให้กล้องเสียหาย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงสถานเบาและรอการลงโทษ โดยจำเลยทั้งหกระบุว่า เป็นบุคคลที่มีสถานะทางสังคมเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป , มีการศึกษาเคยทำประโยชน์สาธารณะ และไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยทั้งหกซึ่งมีการศึกษา ย่อมต้องรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการผิดกฎหมายที่ทำให้เสียทรัพย์ราชการและส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินโดยกระทบต่อเนื่องถึงประโยชน์สาธารณะ และล่วงเลยจากขอบข่ายการแสดงออกทางประชาธิปไตย   แต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งหกไม่ได้มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนตนเพื่อกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และไม่ได้ประทุษร้ายบุคคล อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ศาลอุทธรณ์ จึงเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 2 ปีนั้นหนักเกินไป เห็นควรปรับบทลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์

จึงพิพากษาแก้ เป็นจำคุกจำเลยคนละ 1 ปี คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้งหก คนละ 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของอดีตแกนนำ พธม. เปิดเผยว่า ขณะนี้เตรียมยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวจำเลย 5 ราย เป็นหลักทรัพย์คนละไม่เกิน100,000 บาท ส่วนนายสนธิ จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นประกันเนื่องจากถูกจำคุกในคดีอื่น พร้อมทั้งจะยื่นฎีกาต่อสู้คดีภายในวันนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เวลา 13.00 น.เศษ 5 อดีตแกนนำ พธม.จำเลยยังอยู่ระหว่างการรอฟังคำสั่งศาลว่าจะให้ประกันตัวระหว่างฎีกาคดีหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับกลุ่ม พธม.นั้น ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 ก.ค.60 ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง  , นายสนธิ ลิ้มทองกุล  , นายพิภพ ธงไชย  , นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์  ,นายสมศักดิ์ โกศัยสุข , นายสุริยะใส กตะศิลา ในคดีที่อัยการสำนักงานคดีอาญา 5 ชุมนุมดาวกระจายปี 2551 มีการรวมตัวกันต่อต้านและขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 เนื่องจากป็นการฟ้องซ้ำ กับคดีบุกรุกทำเนียบรัฐบาลหมายเลขดำ อ.4925/2555 นี้ ซึ่งศาลให้จำคุกจำเลยอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

Leave a comment