ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
15 สิงหาคม 2560 เวลา 12:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/509141

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเมืองสัปดาห์นี้ต้องโฟกัสไปที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 15 ส.ค. ซึ่งจะมีการเสนอชื่อบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน จำนวน 11 คณะ คณะละ 13-14 คนโดยประมาณ รวมทั้งสิ้นราว 150 คน
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จะเป็นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 5 ปี และมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ 6 ประการ สรุปพอสังเขปได้ดังนี้
1.กําหนดหลักเกณฑ์การจัดทําร่างแผนการปฏิรูปประเทศโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ
2.พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแผนการปฏิรูปประเทศ
3.กําหนดวิธีการการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการจัดทําแผนการปฏิรูปประเทศ
4.เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอแนะต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องเกี่ยวกับการดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ
5.กําหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของการดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องใช้ในการประเมินผล
6.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น หรือตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมอบหมาย
นอกเหนือไปจากอำนาจทั่วไปทั้ง 6 ประการแล้ว คณะกรรมการปฏิรูปประเทศยังมีอำนาจเฉพาะด้าน อย่างการติดตามตรวจสอบและการประเมินผล เรียกได้ว่าเป็นครูใหญ่ของการปฏิรูปประเทศ เพราะมีหน้าที่ควบคุมกำกับหน่วยงานรัฐให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศตามที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้กำหนดไว้ ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 26 ของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว
“ในกรณีที่ความปรากฏต่อคณะกรรมการปฏิรูปคณะใดว่าการดําเนินการใด ของหน่วยงานของรัฐไม่สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้
ในกรณีที่เป็นหน่วยงานของรัฐในฝ่ายบริหาร ให้คณะกรรมการปฏิรูปคณะนั้นประสานงานหรือปรึกษาหารือกับหน่วยงานของรัฐดังกล่าวหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือที่กํากับดูแลเพื่อแก้ไขปรับปรุงความไม่สอดคล้องนั้น ในกรณีที่ไม่อาจหาข้อยุติร่วมกันได้ ให้คณะกรรมการปฏิรูปแจ้งเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณา และเมื่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีมติประการใดแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น” สาระสำคัญของมาตรา 26
การปฏิรูปประเทศครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 หรือเฟส 3 ของประเทศไทยแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้มีการดำเนินการปฏิรูปประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง ผ่านการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
พิจารณาการปฏิรูปประเทศที่ดำเนินมาถึงครั้งที่ 3 ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีข้อท้วงติงพอสมควร โดยเฉพาะผลงานที่เป็นรูปธรรม
ต้องยอมรับว่าความเป็นรูปธรรมที่เห็นส่วนใหญ่จากการทำงานของ สปช.และ สปท. คือ การทำเอกสารเสนอไปยัง ครม. โดยมีเพียงไม่กี่เรื่องที่รัฐบาลนำแนวความคิดของ สปช.และ สปท.ไปต่อยอดเพื่อให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
ส่วนที่เหลือที่เป็นส่วนใหญ่กลับเงียบหายไป โดยเฉพาะการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างจริงๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ ยังปรากฏให้เห็นมากนัก
สปช.และ สปท. จึงกลายเป็นเพียงสภาที่ทำหน้าที่ให้ความเห็นและเสนอรายงานเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจในเชิงปฏิบัติการ ต้องพึ่งพิงอำนาจจากรัฐบาลเป็นหลัก ลักษณะการทำงานแบบนี้ประเทศไทยเคยมีให้เห็นมาหลายทศวรรษผ่านหลากองค์กร เช่น สภาพัฒนาการเมือง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น คงไม่ต้องบอกว่า องค์กรเหล่านี้ได้ฝากผลงานอะไรไว้บ้าง
จากเฟสแรกจนถึงเฟส 3 ประกอบกับอำนาจหน้าที่และภารกิจจาก สปช.จนถึงคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 11 คณะ ทำให้เริ่มถูกตั้งข้อสงสัยแล้วว่าจะมีผลงานที่เป็นรูปธรรมหรือไม่
ไม่เพียงเท่านี้ ยังเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวกันแล้วว่า คนหน้าเดิมๆ ทั้งจาก สปช.และ สปท. หรือแม้แต่อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จะกลับเข้ามาทำงานอีก
โดยเฉพาะแนวโน้มที่จะให้โควตาแก่อดีตประธานคณะกรรมาธิการสามัญของ สปช.และ สปท. สามารถแสดงความจำนงเข้ามาร่วมงานได้ทันทีถ้าต้องการ แบบนี้ยิ่งทำให้สภาพของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแทบไม่ต่างอะไรกับ “เหล้าเก่าในขวดเดิม”
การเอาคนหน้าเดิมมาทำงานเดิมภายใต้ชื่อภารกิจใหม่มีให้เห็นมาแล้ว เช่น การเอาคนที่เคยอยู่ใน สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ มาเป็นสมาชิก สปท.
จริงอยู่ แม้เวลานี้ ครม.ยังไม่ประกาศรายชื่อกรรมการปฏิรูปอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าดูจากแนวโน้มในการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาทำงานที่ผ่านมา รัฐบาลมักเลือกใช้คนหน้าเดิมเสียเป็นส่วนใหญ่ ด้านหนึ่งคงเป็นเพราะเชื่อมือในการทำงาน แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยเสียงวิจารณ์และการสร้างความยอมรับให้เกิดขึ้นในสังคม
ทั้งหมดนี้เป็นราคาที่รัฐบาลต้องแลกกับการใช้โมเดลเดิมๆ ในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งคำว่า “เสียของ” คงเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินเอื้อมเสียแล้ว