ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
24 สิงหาคม 2560 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/510809

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เริ่มต้นนับถอยหลังสู่วันที่ 25 ส.ค. ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาในคดีปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวหลายแสนล้านบาท ซึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันไปรับฟังคำตัดสินไม่หลบหนีไปไหน
ท่ามกลางกระแสความเป็นห่วงเกรงว่าจะเกิดความปั่นป่วน ถึงขั้นเจ้าหน้าที่ต้องเตรียมมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดรอบพื้นที่ สกัดไม่ให้เกิดความวุ่นวาย
พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัย ที่จะยึดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และแผนกรกฎ 52 ที่จะใช้ควบคุมสถานการณ์
เบื้องต้นศาลได้ประกาศเขตอำนาจศาลเอาไว้แล้ว ตำรวจจะดำเนินการนำแผงเหล็กมากั้นตามคำสั่ง ส่วนป้ายบ่งบอกเขตอำนาจศาลนั้น ทางศาลจะติดตั้งเอง
ทั้งนี้ หากประชาชนละเมิดพื้นที่จะถือว่าละเมิดอำนาจศาล รวมถึงหากเข้ามาแล้วโห่ร้อง ไม่รักษาความสงบเรียบร้อย เรียกร้องหรือคัดค้าน สนับสนุนให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะอ่านคำพิพากษาถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายด้วย
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ประเมินว่าจะไม่มีมือที่สามจ้องก่อเหตุในวันดังกล่าว แต่คาดว่าคนจะมาให้กำลังใจจากต่างจังหวัด ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้ห้ามมาให้กำลังใจ แต่หากทำผิดกฎหมายจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย
ท่ามกลางการเฝ้าระวังจากเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 จำนวน 21 กองร้อย รวมกับกำลังของกองบัญชาการตำรวจนครบาลอีก 3 กองร้อย
ความสำคัญของการรับฟังคำตัดสินคดีอยู่ตรงที่เป็นการชี้ขาดว่าการดำเนินการที่ผ่านมาของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีความผิดหรือไม่ อันจะเชื่อมโยงต่อเนื่องไปถึงการติดตามยึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้านบาท เพื่อชดใช้ความเสียหายตามคำสั่งทางปกครองที่เดินหน้าไปแล้วก่อนหน้านี้
อีกด้านยังส่งผลทางอ้อมต่อทิศทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เริ่มตั้งแต่คะแนนนิยมที่จะแปรผันไปตามคำตัดสิน เริ่มตั้งแต่ตัวของยิ่งลักษณ์ ที่หากในกรณีถูกตัดสินว่ามีความผิดในโครงการรับจำนำข้าว อาจต้องถูกจำคุกสูญเสียอิสรภาพ
รวมไปถึงคะแนนนิยมที่จะมีต่อพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นต้นตำรับโครงการรับจำนำข้าวที่จะถูกบั่นทอน อันจะกระทบต่อไปถึงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้นในปี 2561
ที่สำคัญ ในวันดังกล่าวยังอาจถือเป็นการวัดพลังฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย และมวลชนคนเสื้อแดงว่ายังเหนียวแน่นมากน้อยแค่ไหน
ดังจะเห็นสัญญาณการเคลื่อนไหวออกมาปลุกมวลชนออกมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ อยู่หลายระลอก ตั้งแต่วันไต่สวนนัดสุดท้าย เรื่อยมาจนถึงวันแถลงปิดคดี ที่ถือเป็นการอุ่นเครื่อง เตรียมพร้อมกับนัดสำคัญในวันที่ 25 ส.ค.นี้
ทว่า อีกด้านหนึ่งฝั่งรัฐบาล คสช.ก็ไม่นิ่งนอนใจ ออกมาสกัดการเคลื่อนไหวของแกนนำและมวลชนหลายรูปแบบ
ไล่มาตั้งแต่มาตรการกดดันแกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชน ทั้งเรียกมาปรับทัศนคติ และใช้คดีความที่อยู่ระหว่างการพิจารณามาเป็นเงื่อนไข สกัดการเคลื่อนไหว
ไปจนถึงส่งสัญญาณสกัดรถโดยสาร รถตู้ ที่จะนำมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ด้วยการตั้งข้อหาความผิด รถโดยสารที่รับจ้างส่งผู้โดยสารครั้งก่อนว่าทำผิด พ.ร.บ.ขนส่ง 2 ประเภท กรณีวิ่งนอกเส้นทาง ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ
อีกด้านหนึ่ง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้แจ้งไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพื่อขอให้พิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ แจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทราบและกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท.
ภายหลัง อปท.จำนวนหนึ่งได้จัดทำโครงการลักษณะการศึกษาดูงานหรือสัมมนา มีเจตนาแอบแฝงเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
แต่ทางฝั่งมวลชนเองก็ยังพบการเคลื่อนไหวเตรียมออกมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ ซึ่งจะส่งผลต่อขวัญกำลังใจของยิ่งลักษณ์ รวมไปถึงทีมงานและสมาชิกพรรคเพื่อไทย
เมื่อการเคลื่อนไหวรวมพลครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายแค่เฉพาะหน้าการรับฟังคำตัดสินเท่านั้น
แต่ยังอาจใช้การปลุกระดมครั้งนี้เป็นหัวเชื้อที่ใช้วัดกำลัง และอาจนำไปเป็นประเด็นปลุกมวลชนต่อไปในอนาคต ทั้งกรณีที่ถูกปิดกั้นไปจนถึงการกลั่นแกล้ง
จำนวนมวลชนจึงอาจเป็นดัชนีชี้วัดพลังมวลชนที่สำคัญ