ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
27 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/505524

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 35/2560 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติมครั้งที่ 9 ระงับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชั่วคราวรวม 70 คน
โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 37 ราย ให้ระงับการปฏิบัติราชการที่ดำรงตำแหน่งชั่วคราวและไม่ได้ค่าตอบแทน และข้าราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 24 ราย ให้ช่วยราชการที่ศาลากลางจังหวัด ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ตั้งอยู่ หรือไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ มอบหมาย
ทั้งนี้ ให้ศูนย์อํานวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) แจ้งข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุแห่งการตรวจสอบการปฏิบัติราชการให้หน่วยงานทราบเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยต้องปรากฏผลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก ศอตช.
ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้นั้นหรือเพื่อดําเนินการทางวินัยต่อไป ในกรณีที่ไม่อาจดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้รายงานรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น แล้วแต่กรณีเพื่อขยายเวลาได้ตามความจําเป็น
สำหรับการออกคำสั่งรอบนี้ถือเป็นการระงับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งนับตั้งแต่การบริหารงานของ คสช. เพื่อเปิดให้มีการไต่สวนได้อย่างอิสระนั้น
ด้านหนึ่งถือเป็นการ “กู้ภาพ” ด้วยการส่งสัญญาณเอาจริงกับการปราบปรามทุจริต จากที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าระยะหลัง มีการปล่อยปละ หรือ ไม่ได้เอาใจใส่ กับการปราบปรามหรือสกัดการทุจริต ทั้งที่เคยประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติมาแล้วก่อนหน้านี้
ท่ามกลางข่าวคราวเรื่องการทุจริตในแวดวงต่างๆ ที่ได้ยินถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลัง ซึ่งมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่น คสช. และกระทบไปถึงการบริหารงานในด้านอื่น
สอดรับกับท่าทีการเอาจริงเอาจังของ คสช. ในระยะหลังอย่างเช่น การเปิด “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ใช้พื้นที่ “กองทัพ” เป็นศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เบาะแส พฤติกรรมเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์รูปแบบต่างๆ ทั้งของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ไปแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
ถือเป็นความพยายามอุดช่องโหว่ช่วยแก้ปัญหากลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตเดิมที่มีอยู่ ด้วยการให้กองทัพเข้ามาช่วยขับเคลื่อน นำไปสู่การแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ที่อาจมีอุปสรรคติดขัดไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา
โดยเรื่องร้องเรียนที่ผู้แจ้งสามารถเปิดเผยตัวได้ หรือจะแจ้งเป็นแบบความลับก็ได้นั้น จะถูกนำไปส่งสองทางคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ และอีกทางส่งไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี
เร่งสร้างผลงาน สร้างคะแนน ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป คสช. อันจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น คะแนนนิยม อันจะมีผลไปถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2561
อีกด้านหนึ่งจากคำสั่งนี้ยังส่งผลทางอ้อมเป็นการสลายอิทธิพลในท้องถิ่น โดยระหว่างที่มีการสอบสวน ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้ระยะเวลานานเท่าไรนั้น ผู้บริหารท้องถิ่นต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ และเปิดให้บุคคลอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทนนั้นย่อมกระทบต่อพื้นที่เจ้าของพื้นที่เดิม
หากส่องรายละเอียดจะเห็นว่ารายชื่อของผู้บริหารท้องถิ่นที่ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่นั้นมีหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น อัครเดช ทองใจสด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ ชาญ พวงเพ็ชร์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย ชัยมงคล ไชยรบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร สุทัศน์ เรืองศรี รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี
เชาวน์วัศ เสนพงศ์ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ปิยะศักดิ์ ยโสธนชัย นายกเทศมนตรีเมืองแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ สุกานดา สุทธิพัฒนกุล นายกเทศมนตรีเมืองจันทบุรี ประเสริฐ ค่ายทอง นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง จ.ปทุมธานี วิเชียร อุดมศักดิ์ นายกเทศมนตรีเมืองอํานาจเจริญ ชูโชติ โกยกุล นายกเทศมนตรีเมืองพังงา
จรัส ไชยยา นายกเทศมนตรีเมืองเมืองแกนพัฒนา วิทยา ศุภศิริโภคา นายกเทศมนตรีตําบลดอนยายหอม ลือกฤต เพชรบดี นายกเทศมนตรีตําบลสําโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ สมพงษ์ ธรรมเจริญ นายกเทศมนตรีตําบลลําพญา จ.นครปฐม ทิวา บุญยก นายกเทศมนตรีตําบลนาโพธิ์พัฒนา จ.ชุมพร
สอดรับไปกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ก่อนหน้านี้ ทั้งการจัดขุมกำลังของกองทัพในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นไปเพื่อเตรียมรับการเลือกตั้ง ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในปี 2561
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยป้องกันเหตุวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในช่วงนั้น ซึ่ง คสช.ต้อง “ปลดล็อก” เปิดให้กลุ่มการเมืองสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ อันเกรงว่าอาจเกิดแรงกระเพื่อมรุนแรงหลังถูกปิดกั้นมานาน อีกด้านยังอาจหวังไปถึงผลการเลือกตั้ง ยิ่งในจังหวะที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป (สปท.) ส่วนหนึ่ง ลาออกพร้อมประกาศเตรียมตั้งพรรคการเมืองสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ
คำสั่งรอบนี้จึงถูกมองว่าลึกๆ แล้วหวังผลยาวไปถึงการเลือกตั้งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ