ไพรมารีโหวต จุดเดือดการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/504940

ไพรมารีโหวต จุดเดือดการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดูเหมือนว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกลับมาเป็นประเด็นเดือดทางการเมืองอีกครั้ง ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งสัญญาณแรงมายังพรรคการเมืองโดยตรงผ่านเนื้อหาในร่างกฎหมายที่ สนช.ลงมือแก้ไข ซึ่งแตกต่างไปจากร่างกฎหมายเวอร์ชั่นแรกที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ออกแบบไว้ก่อนอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ การกำหนดกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. หรือการทำไพรมารีโหวต

ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ซึ่ง กรธ.เสนอมายัง สนช.นั้นก็ได้มีการกำหนดกระบวนการทำไพรมารีโหวตเช่นกัน แต่เป็นไปในลักษณะของการเปิดช่องให้พรรคการเมืองจะดำเนินการหรือไม่ก็ได้ โดยไม่ได้มีผลต่อการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.

ผิดกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ที่มี “พล.อ.สมเจตน์ บุุญถนอม” สมาชิก สนช.เป็นประธาน ปรากฏว่าได้ผ่าตัดการทำไพรมารีโหวตในลักษณะที่มีผลได้ผลเสียต่อการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ของพรรคการเมือง

กล่าวคือ สนช.ได้แก้ไขโดยกำหนดเป็นแนวทางว่าหากในเขตเลือกตั้งใด พรรคการเมืองไม่ได้มีการทำไพรมารีโหวตแล้ว พรรคการเมืองดังกล่าวจะไม่มีสิทธิส่งผู้สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งนั้น

ที่ผ่านมา สนช.พยายามชี้ให้สังคมเห็นว่าการกำหนดให้พรรคการเมืองทำไพรมารีโหวตเช่นนี้ก็เพื่อลดอำนาจของนายทุนพรรคการเมือง เพราะเดิมอำนาจในการส่งผู้สมัครจะเป็นอำนาจเด็ดขาดของนายทุนและผู้บริหารพรรคการเมืองเป็นหลัก โดยที่สมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้มีส่วนร่วมแต่อย่างใด ดังนั้น หากมีการทำไพรมารีโหวตในวิธีการที่ สนช.กำหนดจะช่วยให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

ถึงกระนั้นก็ตาม ภายใต้ความหวังดีของ สนช.กลับกลายเป็นปัญหาในสายตาของ กรธ. จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่าง กรธ. สนช. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจะประชุมนัดแรกในวันที่ 25 ก.ค.นี้

ทั้งนี้ เหตุผลที่ กรธ.เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเนื่องจากมองเห็นว่าร่างกฎหมายมีเนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จำนวน 5 ประเด็น

โดยเฉพาะการที่ สนช.กำหนดการทำไพรมารีโหวตโดยที่ไม่มีมาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการทำไพรมารีโหวต ซึ่ง กรธ.เห็นว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มุ่งหมายให้มีการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ จึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ความฮาร์ดคอร์ของ สนช.ในการปรุงแต่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำไพรมารีโหวตภายใต้หลักการทั่วไปเท่านั้น แต่มีการอ้างว่าได้หารือกับ กรธ.เบื้องต้นว่าอาจกำหนดโทษยุบพรรคการเมืองในกรณีที่พรรคการเมืองดังกล่าวจัดกระบวนการทำไพรมารีโหวตที่ไม่โปร่งใส

“หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ครบถ้วน ก็สามารถร้องไปยัง กกต.ให้ดำเนินคดีอาญากับหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคได้ แต่ถ้าพบว่ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนในการทุจริตขั้นตอนการคัดเลือกดังกล่าว นอกจากมีโทษอาญาแล้วยังมีโทษยุบพรรคด้วย” พล.อ.สมเจตน์ หนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญฯ ร่วม 3 ฝ่าย ระบุ

ภายหลังที่มีการเปิดประเด็นดังกล่าวออกไป ปรากฏว่าพรรคการเมืองได้แสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจน และนำมาซึ่งบรรยากาศทางการเมืองที่ขุ่นมัว ก่อนที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ต้องออกมาชี้แจงว่าการทำไพรมารีโหวตจะไม่เชื่อมโยงกับการยุบพรรคการเมือง

“โทษของการทำไพรมารีโหวตไม่ถูกต้องจะไม่มีความรุนแรง เช่น การถูกตัดสิทธิเลือกตั้งอันมีผลให้เล่นการเมืองไม่ได้สักพักหนึ่ง เป็นต้น แต่ไม่ถึงขั้นยุบพรรคการเมือง เพราะการทำไพรมารีโหวตเป็นเรื่องภายในของพรรคการเมือง” คำอธิบายจากประธาน กรธ.

ต้องยอมรับว่า สนช.ชุดปัจจุบันเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักการเมืองพอสมควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ผ่านมาได้ลงมติถอดถอนนักการเมืองจนถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาแล้วหลายคน ทำให้นักการเมืองกับ สนช.จำนวนหนึ่งกลายเป็นคู่ขัดแย้งกันไปโดยปริยาย

ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีความเป็นไปได้ที่กรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของ สนช.จะเสนอไอเดียแปลกใหม่มายังที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญอีกเพื่อจัดการกับนักการเมือง ซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่แตกต่างกับ กรธ.พอสมควร กรธ.ไม่ต้องการขึงพืดนักการเมืองมากเกินความจำเป็น เพราะการทำเช่นนั้นอาจไม่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความปรองดองในระยะยาว

ทว่าหมากเกมนี้ สนช.กุมความได้เปรียบพอสมควร

แม้ตามสัดส่วนของคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง สนช.และ กรธ.จะมีเสียงในมือ 5 คนเท่ากัน แต่ต้องไม่ลืมว่าในเรื่องกฎหมายพรรคการเมืองนั้น กกต.ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสียงในคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้นได้มีใจโน้มเอียงมาทาง สนช. เนื่องจากเป็นฝ่ายที่เห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าการทำไพรมารีโหวตเวอร์ชั่น สนช.ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อมองภายใต้บริบท ย่อมทำให้ สนช.มีความได้เปรียบเหนือ กรธ.อยู่ไม่น้อย ซึ่งจะช่วยให้ สนช.สามารถเขียนกฎหมายเพื่อคุมพรรคการเมืองได้มากขึ้น

ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยเฉพาะประเด็นการทำไพรมารีโหวตจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอุณหภูมิทางการเมืองที่จะทวีความดุเดือดในอนาคต

 

Leave a comment