องค์คณะคดีนักการเมืองช่วยกิจการอื่นเกี่ยวกับศาลได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/297800

องค์คณะคดีนักการเมืองช่วยกิจการอื่นเกี่ยวกับศาลได้

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา

จำนำข้าว, ชีพ จุลมนต์, เรืองไกร, ผู้พิพากษา

“ผู้พิพากษา”ตีความก.ม.องค์คณะคดีนักการเมือง ช่วยกิจการอื่นเกี่ยวกับศาลได้ น่ายกย่องส่งเสริมหากผู้พิพากษาใช้คุณวุฒิ ก.ม.ช่วยประโยชน์สังคม

         3 ต.ค.60 จากกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) เข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ตรวจสอบการกระทำของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี กรณีการแต่งตั้ง
นายชีพ จุลมนต์ เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าว ซึ่งปัจจุบันดำรงตำเเหน่งประธานศาลฎีกา เป็น กรรมการกฤษฎีกา เเละเเต่งตั้งนายธานิศ เกศวพิทักษ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา 1 ในองค์คณะจำนำข้าว เป็นคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งอาจขัดกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในบทบัญญัติมาตรา 11 วรรคสี่ ที่ห้ามไม่ให้มีคำสั่งให้ผู้พิพากษาในองค์คณะไปทำงานที่อื่นนอกศาลฎีกาบังคับไว้ เเละจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 123/1 หรือไม่

โดยเมื่อวันที่ 3 ต.ค.60 นายศุภกิจ แย้มประชา ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ได้ให้สัมภาษณ์ลงในเพจเฟซบุ๊ก “สื่อศาล” ของกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ของสำนักงานศาลยุติธรรมในประเด็นเกี่ยวกับเกี่ยวกับความเป็นอิสระของตุลาการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ระบุว่าระหว่างการพิจารณาคดีนั้นห้ามมิให้มีคำสั่งให้ผู้พิพากษาผู้นั้นไปทำงานที่อื่นนอกจากศาลฎีกาครอบคลุมถึงอะไรบ้าง

ซึ่งนายศุภกิจ กล่าวว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 13 วรรคสี่ตอนท้ายของกฎหมายปี 2560 ที่ระบุว่า “…เเละระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นห้ามมิให้มีคำสั่งให้ผู้พิพากษาผู้นั้นไปทำงานที่อื่นนอกศาลฎีกา”นั้น กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจภายในองค์กรตุลาการสั่งให้ผู้พิพากษาในองค์คณะไปทำงานที่อื่นนอกศาลฎีกา โดยมุ่งหมายถึงการสั่งให้ผู้พิพากษาในองค์คณะไปช่วยราชการชั่วคราวในศาลอื่นอันอาจเป็นเหตุให้ต้องเลือกผู้พิพากษาอื่นในศาลฎีกาขึ้นมาเเทนที่

เเต่บทบัญญัตินี้ไม่รวมถึงการโยกย้ายผู้พิพากษาในองค์คณะตามวาระด้วย เพราะตามมาตรา 14 (2) ของกฎหมาย ฉบับปี 2542 ซึ่งตรงกับมาตรา 12 (2) ของกฎหมายปี 2560 กำหนดว่า หากผู้พิพากษาในองค์คณะฯได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ไปดำรงตำเเหน่งที่ศาลอื่น ก็ย่อมพ้นจากหน้าที่ จึงหมายความว่าทั้งกฎหมายเดิมเเละกฎหมายปัจจุบันมิได้ห้ามการโยกย้ายผู้พิพากษาในองค์คณะไปดำรงตำเเหน่งที่ศาลอื่น เพียงห้ามการโยกย้ายนอกวาระซึ่งจะไม่มีการเสนอโปรดเกล้าฯ เท่านั้น

ต้องทำความเข้าใจว่า คำว่า “…ห้ามมิให้มีคำสั่งให้ผู้พิพากษาผู้นั้นไปทำงานอื่นนอกศาลฎีกา” ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้น ผู้ที่กฎหมายประสงค์จะห้าม คือผู้มีอำนาจในศาลยุติธรรมที่มีอำนาจในการสั่งให้ผู้พิพากษาไปทำงานนอกศาลฎีกาเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการห้ามหน่วยงานอื่น

นายศุภกิจ กล่าวอีกว่า การห้ามไปทำงานนอกศาลฎีกานั้นมีความหมายเพียงว่า ห้ามสั่งให้ไปปฎิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิพากษาในศาลอื่นนอกศาลฎีกาเท่านั้น ไม่ได้หมายความถึงห้ามทำงานอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการของศาล เพราะเป็นเรื่องปกติเเละควรยกย่องส่งเสริมที่ผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายของประเทศจะเสียสละไปปฎิบัติหน้าที่ในกิจการอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้านอื่น ซึ่งไม่ได้กระทบกระเทือนต่อความเป็นอิสระในการปฎิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิพากษาเเต่อย่างใด เช่น การเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันการศึกษาหรือเป็นอาจารย์บรรยายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายเเห่งเนติบัณฑิตยสภา เป็นต้น

Leave a comment