ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
07 ตุลาคม 2560 เวลา 13:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518957

โดย ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : เอพี
มีโอกาสได้เข้าไปฟังสัมมนาในงานงานหนึ่ง ซึ่งวิทยากรท่านหนึ่งได้พูดประโยคชวนคิด ที่ทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้ยินได้ฟัง
วิทยากรท่านนี้ได้พูดในทำนองที่ว่า เด็กที่เรียนนิเทศศาสตร์ เมื่อเรียนจบออกมาจะผลิตคอนเทนต์ได้น่าสนใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เรียน
ในฐานะนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต ถึงกับเอาคำพูดนี้มาย้อนทวนนึกตรึกตรอง ซึ่งก็มีทั้งความรู้สึกที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยขัดแย้งกันอยู่ในที
เริ่มต้นที่ความรู้สึกที่เห็นด้วยก่อนดีกว่า เราจะเห็นได้ว่าในยุคที่ Live Streaming ครองเมือง คนสามารถครอบครองโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้ในราคาถูก และสัญญาณไว-ไฟครอบคลุมกว้างไกลมากขึ้น แรงชัดจัดเต็มมากยิ่งขึ้น ทำให้ใครๆ ก็สามารถไลฟ์สดได้ ครีเอทรูปแบบการไลฟ์สดได้โดยไม่ต้องมีพิธีรีตอง หรือประดิดประดอยอะไรให้มากความ
บางคนก็เอาความเป็นธรรมชาติเข้าสู้ คิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร ก็นำเสนอออกไปแบบบ้านๆ บางคนนึกอยากทำเป็นรายการโทรทัศน์ขนาดย่อมขึ้นมาก็ทำได้ หากจะให้จัดฉาก จัดฟงจัดไฟ ทำรูปแบบรายการให้มันดูดีก็ทำได้ เพราะใช้ต้นทุนไม่เท่าไหร่เลย
แถมถ้าทำไปแล้วมันดันดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา มีคนติดตามชมเรือนหมื่นเรือนแสน สินค้าต่างๆ ก็พร้อมจะหลั่งไหล เปย์เงินมาให้ เพื่อให้เราช่วยรีวิวสินค้า หรือทำการโฆษณาผ่านทางรายการที่เราไลฟ์สดนั่นเอง
เห็นได้ว่าคนที่ดังมาจากการไลฟ์สด ถึงจะอยู่บ้านนอกคอกนา แต่ถ้ามีความคิดสร้างสรรค์ มีความกล้าแสดงออก และมีความเป็นตัวของตัวเอง กี่รายต่อกี่ราย ถ้าไลฟ์สดแล้วทำให้คนดูมีความสุข คนดูเหล่านั้นก็พร้อมจะกดไลค์ คอมเมนต์ และแชร์ ยิ่งแชร์มาก คนดูยิ่งมีมาก ยิ่งคนดูมีมาก กระแสความดังก็ยิ่งไวรัลลุกลามเหมือนเชื้อไวรัส
จนบางทีคนที่เรียนจบด้านนิเทศศาสตร์มา อาจต้องหันมาศึกษากลุ่มคนเหล่านี้เพื่อหาคำตอบว่า เขามีอะไรดี ถึงทำให้คนมีความสุขได้ทั่วบ้านทั่วเมืองผ่านการรับชม
ว่าแต่ว่า เหรียญเมื่อมีสองด้าน ในอีกด้านหนึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ก็ทำให้คนในสังคมเกิดความสงสัย ว่าคนดูจะได้เรียนรู้อะไรจากการไลฟ์สดของกลุ่มคนเหล่านี้ นอกจากความสุขความบันเทิง แก่นสารสาระสำคัญที่ผ่านการกลั่นกรองและตกผลึกทางกระบวนการความคิดก่อนสร้างสรรค์ผลงาน มันมีบ้างไหม?
ถ้าให้เทียบกับคนที่ได้เรียนด้านนิเทศศาสตร์มา พวกเขาเหล่านี้มักจะถูกตั้งคำถามเสมอว่า ทำรายการนี้แล้วคนดูจะได้อะไร? เราจะให้ประโยชน์อะไรแก่คนดู? อะไรคือสิ่งที่ควรทำและเผยแพร่ได้ และอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำและเผยแพร่ไม่ได้?
หากความต่างของมันคือสิ่งนี้ มันก็เป็นความต่างที่ยังพอมองเห็นแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์อยู่รำไรๆ นั่นก็คือ หากคนทั้งสองกลุ่มนี้ต่างได้เรียนรู้ข้อดี ข้อเสียของกันและกัน และนำข้อดีข้อเสียเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ หรือนำไปปรับปรุง เชื่อแน่ว่าในโลกของความบันเทิงผ่านหน้าจอ เราจะได้รับความบันเทิงแบบเต็มสูบ
ในขณะเดียวกัน เราก็จะได้รับแก่นสารสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ซึ่งนี่จะกลายเป็นความแตกต่างที่สามารถสอดประสานเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว และคนดูก็จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ ทั้งขึ้นทั้งล่อง
ทีนี้ล่ะ ชาวบ้านตาซื่อตาใส ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ ก็จะไม่มีคนในสังคมมาตั้งคำถามกวนใจว่าทำอะไรลงไป? คนดูที่เป็นเด็กและเยาวชนดูแล้วจะได้อะไร? เป็นประโยชน์ไหม? พวกเขาเหล่านั้นจะเลียนแบบหรือไม่ ถ้าทำอะไรลงไปแบบนี้? บลา บลา บลา
ส่วนนักนิเทศศาสตร์ทั้งหลายก็จะทำอะไรที่ไม่ต้องประดิดประดอยจนเกินจริง แต่สามารถขายสารประโยชน์ที่เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง ถึงจะบ้าบอคอแตก แต่มีประโยชน์ คนดูได้แก่นสารสาระสำคัญ
และนั่นเป็นสิ่งที่ท้าทายเราทุกคนในยุคสมัยนี้ และอาจรวมไปถึงในอนาคต
………..ล้อมกรอบ……….
ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์
อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ รวมทั้งนักเขียนแห่งสำนักพิมพ์ใยไหมและโพสต์บุ๊กส์ ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้างานสื่อสารองค์กร ที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล พูดคุยทักทาย รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ แก่กันได้ที่ www.facebook.com/thanaroht