นิภาพร ทับหุ่น ทิ้งปากกามาจับเสียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 12:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518951

นิภาพร ทับหุ่น ทิ้งปากกามาจับเสียม

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : นิภาพร ทับหุ่น

หลังจากทำงานในกรุงเทพฯ มานาน 15 ปี วันนี้เธอกลับบ้านไปเป็นเกษตรกร

นิภาพร ทับหุ่น อดีตนักสื่อสารมวลชน ได้ทิ้งปากกามาจับเสียม เพื่อพัฒนาพื้นที่ทำกินของครอบครัวให้เป็นแปลงเกษตรผสมผสาน

โดยเริ่มต้นจากความไม่รู้ ศึกษา ลงมือทำ จนกลายเป็นประธานกลุ่มชุมชนปลอดสารในเวลาไม่ถึงปี

เธอเล่าว่า ความคิดที่จะทำเกษตรอยู่ในใจตลอดมา พอถึงจังหวะลาออกจากงาน เธอจึงแน่วแน่ที่จะกลับมาทำเกษตรที่บ้าน และเริ่มลงมือเปลี่ยนพื้นที่ไร่มันสำปะหลังขนาด 4 ไร่ ให้กลายเป็นเกษตรผสมผสานแบบไม่ลังเล

“งานประจำเราคงไม่ทำแล้ว เพราะเราอยากกลับมาอยู่บ้านที่ได้อยู่กับบ้านให้มากที่สุด ดังนั้นในเมื่อบ้านเราอยู่ในชนบท ไม่ได้อยู่ในเมือง จึงไม่สามารถเปิดร้านขายของได้ และเมื่อดูพื้นเพบรรพบุรุษก็เคยทำเกษตรกรรม ประกอบกับเราเองก็ชอบสีเขียว ชอบต้นไม้ เราเลยตั้งใจกลับมาทำเกษตร โดยวางผังว่าพื้นที่ 4 ไร่ที่ขอแม่มา เราจะปลูกไม้ยืนต้นตรงไหนบ้าง พืชผักตรงไหน สัตว์เลี้ยงจะอยู่ตรงไหน และค่อยๆ ทำตามผังนั้นขึ้นมา”

เกษตรกรมือใหม่วางแผนการปลูกพืชระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แบบรายวัน เดือน และปี โดยยึดหลักตามการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง รัชกาลที่ 9 และนำมาประยุกต์ให้เข้ากับพื้นที่และวิถีชีวิตของตนเองให้มากที่สุด

เธอเริ่มจากการปลูกผักสวนครัวที่เก็บมาทำเป็นอาหารได้ ยกตัวอย่าง กะเพรา ชะอม พริก ตำลึง ผักบุ้ง ซึ่งเป็นผักระยะสั้นที่ใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็สามารถเก็บนำมารับประทาน และส่วนที่เหลือจะเก็บไปขายในตลาดเป็นรายได้เสริม

จากนั้นปลูกพืชระยะกลางที่ใช้เวลาเก็บเกี่ยวประมาณครึ่งปีอย่าง กล้วยน้ำว้า มะละกอ รวมถึงพืชระยะยาวอย่าง มะพร้าว มะม่วง มะไฟ มะยงชิด และผลไม้เกือบทุกชนิด โดยตอนนี้พื้นที่ 4 ไร่ เต็มไปด้วยต้นไม้ที่รอวันเติบโตภายในระยะเวลา 7 เดือน

“ก่อนการทำเกษตรเราต้องดูดินดูน้ำว่ามีและดีหรือเปล่า เพราะหากเริ่มต้นไม่ดีจะแก้ไขทีหลังก็ยาก” นิภาพร กล่าวต่อ

“จากที่คิดว่าจะทำเกษตรคนเดียวสวยๆ เหมือนในหนัง แต่ความเป็นจริงการทำเกษตรโดยไม่พึ่งพาคนอื่นเลยมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเกษตรเป็นงานที่ต้องใช้สังคม ต้องใช้สิ่งแวดล้อม เช่น ข้างบ้านเรามีใครที่ใช้เคมี เราต้องคุยกับเขายังไง ให้เขาเปลี่ยนทัศนคติได้ยังไง หรือเรี่ยวแรงในการทำงานหนักๆ คนเดียวมันไม่ไหว เราก็ต้องอาศัยขอหยิบขอยืมแรงเพื่อนบ้านมาช่วย การทำเกษตรจึงไม่สามารถทำเพียงคนเดียว และไม่สามารถทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว”

แฮชแท็กประจำตัว #ฝันอยากเป็นเกษตรนอนทั้งวัน จึงเป็นไปได้แค่ฝัน เพราะความเป็นจริงนั้นเธอไม่มีเวลาแม้จะงีบสักชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ต้องเก็บผลผลิตก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จากนั้นต้องดูแลพืชผัก รวมไปถึงงานพัฒนาชุมชนตามความตั้งใจที่จะเปลี่ยนชุมชนให้เป็น “ชุมชนปลอดสาร”

ตอนนี้อดีตคนเมืองกลายเป็นตัวตั้งตัวตีจัดตั้ง “กลุ่มส่งเสริมอาชีพปลูกผักปลอดสารพิษในโรงเรือน” รวมถึงตั้งตัวเองเป็นประธานกลุ่ม จดทะเบียนอย่างถูกต้อง และมีสมาชิกที่มีแนวคิดเดียวกันจำนวน 10 คน

โดยได้เริ่มต้นจากให้สมาชิกเลิกใช้สารเคมีในพืชผักที่ปลูกไว้รับประทานเอง จากนั้นก็สร้างโรงเรือนปลูกผักปลอดสารพิษในบ้าน ซึ่งสามารถสร้างความสนใจให้กับชาวบ้านคนอื่นๆ ได้มาก

“เราจะบอกชาวบ้านว่า ถ้ายังหยุดใช้สารเคมีไม่ได้ สามารถกันส่วนหนึ่งไว้สำหรับไม่ใช้สารเคมีได้ไหม อย่างพื้นที่ 1 งาน หรือต้นไม้ 100 ต้น ที่จะไม่ใช้สาร และนำผลผลิตที่ปลอดสารนี้มาขายที่กลุ่ม

“เพราะตอนนี้กลุ่มของเรากำลังทำตลาดเล็กๆ ให้มันกลายเป็นกรีนมาร์เก็ตในชุมชนของเรา ซึ่งจริงๆ มันก็คือร้านค้าหน้าบ้านเราเองนี่แหละ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เราอยากทำให้คนในชุมชนกินผักที่ปลอดภัย”

ถามว่า เกษตรที่ทำอยู่ตอนนี้อยู่ได้ไหม เธอตอบว่า อยู่ไม่ได้ แต่ทำให้อยู่รอด หมายความว่า แม้ตอนนี้รายรับและรายจ่ายยังไม่สมดุลกัน เพราะรายได้จากการเกษตรยังไม่สามารถจ่ายทุกอย่างในชีวิต แต่เธอสามารถมีชีวิตอยู่รอดจากผักที่ตัวเองปลูกและมีเงินเล็กๆ น้อยๆ จากการขายผักให้คนในชุมชน

นิภาพร ยังฝากถึงใครก็ตามที่อยากเป็นเกษตรกรว่า อย่างแรกที่ต้องมีคือ ใจรัก รักการปลูกพืช ปลูกผัก รักการคุยกับต้นไม้ เพราะต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิต ถ้าดูแลดีเขาก็จะเติบโตมาอย่างดีและสามารถดูแลคนปลูกได้อย่างที่สองคือ อย่าคิดว่าคุณไม่มีที่ดินทำเกษตร เพราะการปลูกพืชผักสามารถทำได้ทุกที่ ไม่เกี่ยวกับขนาดเล็กใหญ่ หลังจากนั้นวิชาการเกษตรจะติดตัวไป และมันจะทำให้เกิดสิ่งดีๆ อีกหลายอย่างในชีวิตที่คาดไม่ถึง

 

Leave a comment