ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
04 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518351

เราอาจจะเคยเห็นภาพเด็กพิการ ซีพี (Cerebral Palsy) หรือเด็กสมองพิการ ซึ่งต้องนั่งวีลแชร์อยู่เกือบตลอดเวลา แต่ด้วยจังหวะสนุกสนานของเพลง และท่วงท่าของการเต้นรำแบบวีลแชร์แดนซ์ ของกลุ่มเด็กสมองพิการ ทำให้เราลืมไปชั่วขณะหนึ่งว่าพวกเขากำลังประสบปัญหาในชีวิต
ชัยภัทร สมจิตรพรหม เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานแผนงานสร้างเครือข่ายมูลนิธิเด็กพิการ อธิบายปัญหาในการใช้ชีวิตของเด็กสมองพิการเบื้องต้นว่า เด็กสมองพิการ ลักษณะอาการของเขาก็คือสมองไม่สามารถสั่งการให้ร่างกายขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ตามความต้องการของสมอง โดยจะมีอยู่ 2 ประเภทก็คือ ตัวอ่อน แขนขาไม่มีแรง อีกประเภทหนึ่งก็คือกล้ามเนื้อมีอาการบิดเกร็ง แขนขาผิดรูป ซึ่งทั้งสองประเภทแบ่งความรุนแรงเป็นทั้งหมด 5 ระดับ ในระดับที่ 1 ถึง 3 เป็นระดับที่ยังพอสามารถฟื้นฟูเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้
ขณะที่ในระดับที่ 4 จะมีการเริ่มเจาะท้อง เจาะคอ ไม่สามารถกินอาหารเองได้ เริ่มกลอกตาได้อย่างเดียว ระดับที่ 5 มีปัญหาในเรื่องของสติปัญญา ไม่มีทางรักษาให้หาย แต่สามารถพื้นฟูให้ดีขึ้นได้
เด็กที่ได้รับการฟื้นฟูก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ พอหยุดฟื้นฟูอาการก็จะกลับมาถดถอยลง และถ้าไม่ฟื้นฟูก็ทรุดหนักไปเลย ในระดับ 1 ถึง 3 สามารถฟื้นฟูเพื่อให้กลับมาใกล้เคียงปกติ แต่ในระดับ 4 ถึง 5 เป็นการฟื้นฟูเพื่อให้อาการทรงตัว หากเทียบเด็กสมองพิการกับกลุ่มเด็กพิการด้านอื่น เด็กกลุ่มนี้ก็จะมีความพิการที่ค่อนข้างรุนแรงที่สุด
“สาเหตุความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์เช่น คุณแม่สูบบุหรี่ หรือรับประทานยาบางตัว ที่มีผลกระทบต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ คุณแม่ที่เป็นโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือมีโรคบางอย่างที่ขาดการดูแลรักษาตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ หรือโชคร้ายระหว่างคลอด สายรกพันคอ ขาดอากาศเกิน 4 นาที ก็ทำให้เกิดภาวะสมองขาดอากาศได้เช่นกัน
แต่ก่อนจะมีเด็กสมองพิการในกรณีนี้เยอะมาก แต่ในปัจจุบันความผิดปกติที่เป็นมาแต่ตอนตั้งครรภ์เหล่านี้ เริ่มลดลงไปมากแล้ว เพราะว่าวิทยาการทางด้านการแพทย์สมัยใหม่ สามารถดูแลและป้องกันได้ ตัวเลขที่แซงขึ้นมาเกิดจากอุบัติเหตุ ที่ทำให้สมองขาดออกซิเจน เช่น เด็กจมน้ำ เม็ดกระดุมติดคอ เริ่มมีเข้ามารับการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นทุกปี
ทางด้านการรักษาฟื้นฟูเด็กสมองพิการที่ผ่านมา มีโปรแกรมการบำบัดหลายอย่างเช่น การใช้โดสะโฮ หรือการเคลื่อนไหวแบบธรรมชาติแนวญี่ปุ่น หรือการนวดวิถีไทย ก็เป็นหนึ่งในโปรแกรมของการฟื้นฟูเด็กสมองพิการ พอเราได้รับการติดต่อจาก บริษัท ไอโออิ และมูลนิธิศูนย์มิตรภาพมนุษย์ล้อเอเซีย (Wacfcat) ว่าจะมีการนำวีลแชร์แดนซ์เข้ามาทดลองใช้ในการฟื้นฟูเด็กสมองพิการ ก็ยินดี เพราะดูรูปแบบแล้วมีความเหมาะสมกับการฟื้นฟูเด็กสมองพิการอย่างมาก” ชัยภัทร เล่า
จุดเริ่มต้นของวีลแชร์แดนซ์ มาจากแนวคิดของ ศ.เคียวโกะ เทราดะ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนาโงย่า และหนึ่งในคณะกรรมการมูลนิธิศูนย์มิตรภาพมนุษย์ล้อเอเซีย ประเทศญี่ปุ่น เธอเล่าว่าแนวคิดของการนำเอาวีลแชร์แดนซ์ มาใช้กับเด็กสมองพิการนั้นเริ่มจากการค้นหาแนวทางในการรักษาลูกชายของเธอเอง
เริ่มแรกลูกชายของเธอเป็นหนึ่งในเด็กสมองพิการทำให้เดินไม่ได้ เลยศึกษาหนทางหรือวิธีการต่างๆ จนได้มารู้จักกับวีลแชร์แดนซ์ จึงเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้ว่าวีลแชร์แดนซ์นั้นฝึกอย่างไรและจะได้มาทดลองกับลูก จนกระทั่งอาจารย์ที่สอนวีลแชร์แดนซ์เดินทางมาที่ญี่ปุ่น
“ตอนดิฉันเจอกับอาจารย์ ดิฉันอยู่ที่เมืองนาโงย่า ส่วนอาจารย์สอนวีลแชร์แดนซ์อยู่ที่โตเกียว ดิฉันใช้วิธีการเดินทางโดยรถไฟชินคังเซ็นไปกลับเพื่อเรียนรู้พื้นฐานของวีลแชร์แดนซ์ หลักๆ เลยก็คือการลีลาศ จึงได้เริ่มเรียนลีลาศมานับแต่นั้น แต่ก่อนที่ดิฉันจะทำการคิดค้นวีลแชร์แดนซ์ ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ทั้งวิธีการ การดำเนินการ วิธีการปฏิบัติต่างๆ รวมไปถึงร่างกายและจิตใจ ที่สอดประสานกันสำหรับผู้ที่มีความพิการ และในตอนนี้ก็ได้ทำการวิจัยว่า คนที่มีความพิการต่างๆ สามารถที่จะร่วมวีลแชร์แดนซ์ในรูปแบบต่างๆ กัน
เช่น ผู้ที่มีความพิการทางสมอง (ซีพี) ออทิสติก ให้ได้มีการออกกำลังกายในส่วนไหนของร่างกายบ้าง โดยมี 2 กลุ่มที่ทำการวิจัยก็คือ 1 ผู้พิการครึ่งท่อนล่าง และ 2 ผู้พิการทั้งร่างกาย (อัมพาต) โดยเปิดเพลงประสานให้เหมาะสมกับผู้พิการแต่ละประเภทแล้วพบว่า เด็กสมองพิการมีการตอบรับกับการฟื้นฟูด้วยวิธีนี้ได้ดีมาก จึงตั้งใจที่จะเผยแพร่วีลแชร์แดนซ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”
รูปแบบการเต้นวีลแชร์แดนซ์ของ ศ.เคียวโกะ นั้นจะใช้พื้นฐานจากการเต้นลีลาศซึ่งมีจังหวะความเร็วแตกต่างกันออกไป ฝึกครั้งละ 6-15 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และเก็บข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของร่างกายทุก 3 เดือน ซึ่งเธอเริ่มวิจัยช่วงปลายปี 2555 และสิ้นสุดในช่วงกลางปี 2557 ผลกลุ่มการทดลองมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็เห็นจะเป็นความสุขของผู้ปกครองและเด็กเหล่านั้น
อินทัช วงศ์ไวยขจร รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย ผู้สนับสนุนโครงการ เล่าที่มาที่ไปของโครงการ ค่ายครอบครัววีลแชร์ แดนซ์ แคมป์ (Wheelchair Dance Camp) สำหรับเด็กพิการประเทศไทย ครั้งที่ 1 นี้ว่า ในอดีต บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย ทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับกลุ่มเด็กในถิ่นทุรกันดารอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา และพัฒนาทักษะการเรียนรู้อย่างเหมาะสม โดยทำร่วมกับมูลนิธิและองค์กรเอกชนต่างๆ ในประเทศไทย
“มีอยู่ครั้งหนึ่งทางบริษัทได้ร่วมกิจกรรมพาเด็กผู้พิการนั่งเก้าอี้ล้อเข็น ไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล และพาไปสัมผัสน้ำทะเลครั้งแรกในชีวิตที่บางแสน เราได้เห็นสีหน้าดีใจของเด็กผู้พิการกลุ่มนี้แล้ว รู้สึกว่าควรให้โอกาสในการพัฒนากับเด็กกลุ่มนี้ให้มากขึ้น เพราะเด็กผู้พิการกลุ่มนี้ คือกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องให้ตรงกับความต้องการทั้งทางร่างกาย สุขภาวะแวดล้อม และการดูแลเอาใจใส่โดยผู้ปกครองเอง
เราจึงเสนอทางผู้บริหารญี่ปุ่น โดยบริษัทแม่ (ไอโออิ นิเซย์โดวะ ประเทศญี่ปุ่น) เห็นชอบและร่วมทำโครงการด้วย โดยใช้เงินบริจาคส่วนหนึ่งจากความร่วมใจของพนักงานไอโออิ ญี่ปุ่นในการหักเงินเดือนของตัวเองมาใช้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมในประเทศไทย
จากนั้นประสานงานมูลนิธิศูนย์มิตรภาพมนุษย์ล้อเอเซีย ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ช่วยเหลือผู้พิการในการนำดำเนินกิจกรรมต่างๆ จึงได้มีการนำวิทยากรคือ ศ.เคียวโกะ ก็เป็นหนึ่งในผู้วิจัยพัฒนาวีลแชร์แดนซ์สำหรับเด็กสมองพิการ จึงได้นำผลวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับผู้พิการมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยสามีของ ศ.เคียวโกะ ก็คือ ศ.ยาสุโตะ เทราดะ อาจารย์ภาควิชาการศึกษาและดูแลเด็ก จากมหาวิทยาลัยนาโงย่า ที่เชี่ยวชาญด้านการดูแลเด็กมาเป็นผู้ช่วยวิทยากรด้วย
ผมมองว่าการที่ ศ.เคียวโกะ มีลูกชายที่ประสบปัญหาสมองพิการด้วย จึงทำให้เธอเข้าใจปัญหาของเด็กสมองพิการ และปัญหาของผู้ปกครองที่ดูแลเด็ก และการใช้วีลแชร์แดนซ์มาบำบัดเด็กที่สมองพิการครั้งนี้ อาจถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่มีการบำบัดและพัฒนาเด็กสมองพิการด้วยการเต้นรำ เนื่องจากเด็กบางคนเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้แม้แต่กระทั่งขยับร่างกายไปมา
การทำวีลแชร์แดนซ์อาจช่วยส่งเสริมให้เด็กเอง มีการขยับร่างกายมากขึ้น เป็นผลดีทางด้านกล้ามเนื้อที่มีการขยับตลอดเวลา อีกทั้งยังช่วยทางด้านจิตใจ ที่ถึงแม้เด็กสมองพิการอาจจะมีความสามารถในการรับรู้น้อยลง แต่ภาพที่เห็นรู้สึกว่าเด็กกลุ่มนี้กำลังสนุกไปกับการทำกิจกรรม มีเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มเกิดขึ้นในค่ายแห่งนี้ตลอดเวลา ทั้งตัวเด็ก และผู้ปกครอง ที่ต้องดำเนินกิจกรรมไปพร้อมกัน ทั้งร้อง ทั้งเต้น และสนุกไปกับกิจกรรม
ผมเองมีส่วนร่วมในกิจกรรมโดยการนำผ้าหลากสีขนาดใหญ่มาขึงแล้วยกขึ้นลงไปมาและให้เด็กๆ เข้าไปอยู่ในผ้าผืนนั้นซึ่งจะพองลมเหมือนโดมบอลลูนขนาดใหญ่ แล้วก็ให้เด็กๆ ค่อยๆ สัมผัสกับความรู้สึกที่อยู่ในโดมที่มีสีสันแปลกตา เด็กๆ เองก็ชอบและสนุกไปกับมัน สายตามองผ้าที่พองเหมือนอยู่ในบอลลูน เต็มไปด้วยความสุข
เด็กบางคนมีที่พอขยับร่างกายได้ก็มีปฏิสัมพันธ์ดี มีเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม แต่กับเด็กอีกกลุ่มถึงแม้มีสายตาที่เรียบเฉย ไม่มีเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม แต่ผมก็รู้สึกถึงความสนุก การอยากเข้าไปร่วมกิจกรรมของเด็ก ที่พยายามขยับเก้าอี้ล้อเข็นเข้าไปเล่นกิจกรรมเอง ซึ่งผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนดูมีความสุขกับการทำกิจกรรมครั้งนี้ เพราะกิจกรรมวีลแชร์แดนซ์เป็นการร่วมกิจกรรมของเด็กและผู้ปกครอง ที่ต้องปฏิบัติไปพร้อมกัน ส่วนตัวผมจึงรู้สึกประทับใจกับกิจกรรมอย่างนี้ คิดว่าเป็นประโยชน์กับเด็กและผู้ปกครองโดยตรง และจะสนับสนุนเด็กกลุ่มนี้ให้มากขึ้น”
ชัยภัทร เสริมข้อดีของวีลแชร์แดนซ์อีกว่า การหาแนวทางในการฟื้นฟูกายภาพบำบัดให้กับกลุ่มผู้พิการทางสมองก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ปัญหาของพวกเขา มีอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือร่างกายไม่สามารถขยับได้อย่างที่คิด แต่สมองของเขายังทำงานอยู่ เขายังรู้สึกได้ ยังมีความรู้สึก เขายังรู้สึกสนุก รู้สึกความเบื่อ มีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่างๆ
“ในเรื่องการฟื้นฟูก็จะต้องมีเรื่องของความสนุก การความเคลื่อนไหว ทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อแล้ว รู้สึกจำเจ ซึ่งวีลแชร์แดนซ์ก็เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ค่อนข้างที่จะดีมาก ทำให้เด็กๆ รู้สึกสนุกได้เล่น ได้เต้น ได้ฟังเพลง แต่ที่สำคัญก็คือตัวของผู้ปกครองเองก็มีความสุขลดความเครียดกับการเลี้ยงดูลูกที่มีความผิดปกติทางสมองทั้งวัน ให้เขาได้สนุกไปกับลูกๆ ด้วยกัน
การเต้นก็จะมีจังหวะของการเต้น ไม่ใช่การเปิดเพลงแล้วเต้นไปมั่วๆ ก็ได้ หลักสูตรที่ได้มาก็จะมีจังหวะการก้าว การขยับ การยกแขน มีแพตเทิร์นที่กำหนดเป็นรูปแบบที่ชัดเจน และไม่ใช้เฉพาะเพลงลีลาศที่จะฝึกได้เท่านั้น ในค่ายเราก็เปิดเพลง “ผู้สาวขาเลาะ” ก็ยิ่งทำให้ทุกคนสนุกสนานครื้นเครงมากขึ้นไปอีก
หากจะเทียบกับรูปแบบการรักษาการแนวอื่น เทียบกันได้ค่อนข้างที่จะยาก เพราะว่าพื้นฐานทุกแบบก็จะมีเรื่องของการเคลื่อนไหวร่างกาย อาจจะมีเรื่องของการนวดฟื้นฟูกล้ามเนื้อ หรืออาจจะมีการใช้ยาเข้าช่วย แต่ผมเชื่อว่าทางญี่ปุ่นเองก็มีข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยจากที่ญี่ปุ่นมารองรับ
สิ่งที่วีลแชร์แดนซ์ ให้มากกว่าแนวทางการฟื้นฟูอื่นๆ ก็คือเรื่องของจังหวะเพลงที่มีความสนุกสนานประกอบกับการเต้นซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เด็กสมองพิการจะทำได้เอง การฟื้นฟูร่างกายอย่างเดียวอาจไม่พอ จิตใจความสุขก็เป็นสิ่งสำคัญที่เด็กๆ เหล่านี้จะต้องได้รับการฟื้นฟูด้วยเช่นกัน และไม่เพียงแค่เด็กได้รับการรักษา จิตใจของผู้ปกครองที่เครียดกับการดูแลลูก ความสุขบางอย่างที่หายไปก็ได้รับการฟื้นฟูกลับมาด้วยเช่นกัน”