ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/301402
“ไก่อู” ปัดย้าย “วรานนท์” ขวางซื้อเครื่องแสกนม่านตา
“สรรเสริญ” ยกแม่น้ำแจงเหตุผลซื้อเครื่องสแกนม่านตา ยันมีความจำเป็น ปัดข่าวลือ ย้าย อธิบดีกรมการจัดหางาน เพราะขวางซื้อสแกนม่านตา
7 พ.ย. 60 – พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า จากกรณีที่มีคำสั่งที่ 49/2560 เรื่องการพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว ที่ผ่านมีการดำเนินการซักระยะแล้วแต่ยังไม่ค่อยมีความชัดเจน ซึ่งก็มีข้อแนะนำของสหภาพยุโรป เสนอให้ใช้วิธีสแกนม่านตาในการเก็บอัตลักษณ์ของแรงงานข้ามชาติเพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นวิธีที่ระบุอัตลักษณ์ได้มากกว่าการเก็บลายนิ้วมือ และใบหน้า เพราะคนทำงานในอุตสาหกรรมประมงนั้น ลายนิ้วมือจะจางจึงทำให้เกิดโอกาสคลาดเคลื่อนได้ อีกทั้งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่หลายๆประเทศใช้กันแล้ว ถ้าใช้ร่วมกับการเก็บอัตลักษณ์อื่นๆ ทำให้โอกาสคลาดเคลื่อนแทบไม่มี และยังเป็นการป้องกันการสวมรอยเข้ากับบัตร หรือเอกสารต่างๆ ซึ่งคำสั่ง คสช. ฉบับนี้ได้ให้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาการเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน และมีคณะกรรมการจากหลายๆส่วน เช่น อธิบดีกรมการกงสุล อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหาย ผบ.สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมเจ้าท่า และอธิบดีกรมประมง โดยในคำสั่งได้กำหนดให้เริ่มดำเนินการเก็บข้อมูลแรงงานต่างด้าวภาคประมงในพื้นที่ติดทะเลทั้ง 22 จังหวัด ให้แล้วเสร็จใน 31 มี.ค. 61
ทั้งนี้คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่ 3 เรื่องหลัก คือ 1.พิจารณาแนวทางการดำเนินการ เพื่อจัดให้มีการพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงาน 2.กำหนดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบในการจัดเก็บข้อมูล และระบุอัตลักษณ์บุคคล 3.กำหนดให้มีหน่วยงาน ทำหน้าที่รักษาข้อมูลให้มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัย
พล.ท.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า การใช้วิธีเก็บข้อมูลทั้งลายนิ้วมือ ใบหน้า และสแกนม่านตา สามารถระบุตัวตนของแรงงานต่างด้าวได้ ไม่จำกัดประเภทของงาน แม้ว่าเขาจะมาตัวเปล่าๆ เราก็พิสูจน์อัตลักษณ์ได้ว่าเขามาจากไหน ทำงานอยู่กับใคร ซึ่งการใช้วิธีสแกนม่านตาเพิ่มเติมมานั้น มีความแม่นยำ 1 ต่อ 1,500,000 ทั้งนี้โครงการดังกล่าวไม่ได้ใช้งบประมาณเป็นหมื่นล้าน หรือพันล้านบาท แต่ใช้งบแค่ 120 ล้านบาท เท่านั้น และข่าวลือที่ระบุว่าจะต้องเสียงเงิน 45 บาท ในการขอข้อมูลอ่านม่านตา นั้นก็ไม่เป็นเรื่องจริง เพราะซอฟท์แวร์ที่ซื้อนั้นจ่ายเงินครั้งเดียว เครื่องสแกนม่านตาก็ใช้สแกนม่านตา ส่วนเครื่องอ่านข้อมูลก็ใช้อ่านข้อมูล ซึ่งสแกนแล้วก็ต้องมีเครื่องอ่านด้วย แต่เราไม่ได้ซื้อเครื่องอ่าน เพราะว่ามีราคาแพง เปรียบได้กับข้าราชการทางการเมืองบางส่วน รายงานบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก็เก็บข้อมูลไว้ แต่ถ้ามีการร้องเรียนเมื่อไหร่ ก็จะมีการขอข้อมูลมา ส่วนที่ร่ำลือกันว่าการย้าย นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เพราะไปขัดขวางซื้ออุปกรณ์นั้น เท่าที่ตนเรียนข้อมูลจะพบว่าไม่ได้เป็นไปตามข่าวลือนั้น.
