ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.พ. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/850289

สำหรับนักเดินทาง อรุณาจัลประเทศ อาจไม่ใช่เป้าหมายของการเดินทางมากนัก แต่เมื่อได้ไปเยือน จึงพบว่า ที่นี่คือ เพชรแห่งยอดเขาหิมาลัยอันเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติแห่งขุนเขาหิมาลัย เป็นพื้นที่ที่มีหยกขาวอันมีค่าของโลก
ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็คือ ที่นี่คือที่ที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนดินแดนอื่นๆของอินเดีย อันเป็นที่มาของชื่อ…อรุณาจัล ที่แปลว่า “แสงแรกแห่งอาทิตย์อุทัย”
เพราะเหตุที่มูลนิธิพระไตรปิฎกสากล โดย ท่านผู้หญิง ดร.ทัศนีย์ บุณยคุปต์ และ พ.อ.สุรธัช บุนนาค ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกสัชฌายะ สัททะอักขะระปาฬิ พ.ศ.2559 ฉบับ ภปร. และฉบับ สก.ซึ่งถือว่าเป็นพระไตรปิฎกสากลฉบับแรกของโลก ไปยังอรุณาจัลประเทศ รวมถึงนำพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูป ภปร.ที่ได้รับประทานจากสมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารไปประดิษฐานที่วัดกองมูคำในอรุณาจัลเราจึงได้มีโอกาสสัมผัสกับความสวยงามและความยิ่งใหญ่ของอรุณาจัลประเทศในคราวนี้
อรุณาจัลมีประชากรราว 1.4 ล้านคน ในจำนวนประมาณ 400,000 คน นับถือศาสนาพุทธ นอกเหนือจากนั้นมีทั้งฮินดูและคริสต์

การแต่งกายของชาวไตคำตี่..ที่อรุณาจัล.ประชากรส่วนใหญ่ของอรุณาจัล เป็นคนไต ที่เรียกตัวเองว่า “ไตคำตี่” ซึ่งก็คือคนไทกลุ่มหนึ่งในอีกหลายกลุ่มที่อพยพมาจากตอนเหนือของพม่า ข้ามเทือกเขาสูงที่เรียกว่า “เทือกเขาปาดไก่” เมื่อราวศตวรรษที่ 22-23 โดยบรรพบุรุษของคนไทกลุ่มนี้เดินทางมาจากลุ่มแม่น้ำซินด์วินซึ่งอยู่ในรัฐคะฉิ่นของพม่า เป็นรอยต่อชายแดนระหว่างพม่ากับอินเดียเข้ามาสู่แนวที่ราบลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรตีนเขาหิมาลัยในอินเดีย
คนไทกลุ่มเหล่านี้มีทั้ง ไตคำตี่ ไตพ่าเก ไตอ้ายตอน ไตคำยัง ซึ่งเคยตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยกันใกล้กับเชิงเขาปาดไก่ในรัฐอัสสัมปัจจุบัน
วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม การแต่งงาน บ้านเรือน เครือญาติ การนับถือศาสนา โดยเฉพาะรูปแบบของวัดของคนที่นี่เป็นแบบ “จอง” พวกเขาเรียกผู้นำของตนว่า “เจ้าฟ้า” เช่นเดียวกับผู้คนในวัฒนธรรมคนไต หรือไทใหญ่อื่นๆ
แม้จะดูเหมือนไกลจากประเทศไทยมากนัก แต่การเดินทางสู่อรุณาจัลต้องใช้ความมุ่งมั่นและวิริยอุตสาหะพอสมควร เริ่มจากนั่งเครื่องบินจากสุวรรณภูมิไปยังเมืองกัลกัตตาของอินเดีย จากนั้นค่อยต่อเครื่องบินภายในประเทศ ซึ่งส่วน ใหญ่เป็นสายการบินแอร์อินเดีย บินตรงสู่สนามบินดิ๊บรูก้า ใช้เวลาบินพอๆกับบินจากเมืองไทยไปอินเดีย คือ ประมาณ 3 ชม. จากนั้นต่อรถบัสเพื่อเข้าสู่อรุณาจัล ระยะทางราว 150 กิโลเมตร
คณะของเรามี ท่านวิมัลละ ดิสสะ เจ้าอาวาสวัดกองมูคำ ซึ่งเป็นวัดสำคัญของชาวพุทธในอรุณาจัลเป็นผู้นำในการเดินทาง ตามคำเชิญของเจ้านามีน (Chao Na Mein) มุขมนตรีแห่งรัฐอรุณาจัล และรองนายกรัฐมนตรีของอินเดีย เหตุที่ต้องมีการเชิญก็เพราะการเข้าสู่อรุณาจัลประเทศนั้น ต้องผ่านด่านอยู่หลายด่าน จึงต้องได้รับการอนุญาตจากมุขมนตรีเสียก่อน เพราะพื้นที่นี้ไม่เปิดให้เข้าไปได้ง่ายนัก ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งความไม่พร้อมด้านการพัฒนาความเป็นพื้นที่ชายแดน รวมไปถึงการเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมด้วย

ทิวทัศน์สองข้างทางระหว่างเดินทางสู่รัฐอรุณาจัล.ทันทีที่ไปถึงอรุณาจัล ความรู้สึกแรกคือ นี่มันต่างจังหวัดของไทยเมื่อ 40-50 ปีที่แล้วชัดๆ บ้านเรือนที่นี่ปลูกด้วยไม้ง่ายๆมีเสาเรือน ยกพื้นสูงไม่มาก บางหลังเตี้ยติดดินเป็นเรือนแถว สั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในครอบครัว แทบทุกหลังมียุ้งฉางหรือเล้าสำหรับเก็บข้าวเอาไว้ ระหว่างทางที่นั่งรถผ่านมีทั้งวัว ควาย เดินเต็มสองข้างทาง แต่ส่วนมากจะเป็นวัวมากกว่า เพราะวัวเป็นพาหนะของพระศิวะซึ่งชาวฮินดูนับถือ พวกวัวจึงมีสิทธิพิเศษเหมือนที่อื่นๆทุกที่ในอินเดีย คือ สามารถเดินกลางถนนและหยุดนั่ง นอน ตรงไหนก็ได้ รถต่างหากที่ต้องหลบ…ส่วนเสียงแตรก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วของอินเดีย ไม่ได้ยินเสียงแตรรถถือว่ามาไม่ถึงอินเดียนะจ๊า….นายจ๋า
อีกสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ที่อรุณาจัล คือ อากาศที่บริสุทธิ์ กลิ่นไอดินหอมกรุ่น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ที่ร่มครึ้มตลอดสองข้างทาง ทำให้ในช่วงเช้ามืด และช่วงค่ำ อากาศที่นี่จึงค่อนข้างเย็น
ระหว่างทางสู่ตัวเมืองอรุณาจัล เราเห็นตลาดเล็กๆสองข้างทาง มีทั้งปลาและผักสด ผลไม้ ที่ชาวบ้านนำมาขาย ขนาดของผักและผลไม้ที่นี่ บอกได้เลยว่า เมืองไทยไม่มีแน่นอนทั้ง ฟักทอง กะหล่ำปลี มะเขือยาว แครอท หัวไชเท้า มะเขือเทศ ล้วนผลใหญ่โตอลังการจากการเพาะปลูกแบบธรรมชาติ

ที่พักรับรองที่รัฐบาลจัดให้ระหว่างทางด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล เราจึงต้องแวะพักที่ที่รัฐบาลจัดไว้รับรองก่อน เพื่อเก็บแรงไว้เดินทางต่อสู่วัดกองมูคำในวันพรุ่งนี้ แต่แค่ได้สัมผัสความสวยงามของทิวทัศน์สองข้างทางในอรุณาจัล…ในฐานะนักเดินทางที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก…ก็หลงรักดินแดนที่เปรียบเสมือนเพชรแห่งภูเขาหิมาลัยแห่งนี้เสียแล้ว…
มื้อเช้าที่อรุณาจัลอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศแขก ทั้งแกงถั่วหรือแกงดาล และแกงแขกที่คล้ายๆกับแกงกะหรี่บ้านเรา แต่กลิ่นเครื่องเทศอาจจะฉุนเฉียวกว่า เป็นแกงที่กินกับแป้งโรตีหรือนาน ที่ต้องบอกว่าอร่อยกว่าบ้านเรา เพราะเป็นของต้นตำรับ งานนี้หลายคนบอกว่าควรทานอาหารให้อิ่มท้อง เพราะเรายังต้องเดินทางต่ออีกไกลเพื่อมุ่งหน้าสู่วัดกองมูคำ เพื่อประกอบพิธีมหากุศลอันยิ่งใหญ่จากสยามประเทศสู่อรุณาจัล…ในวันต่อไป.