ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/276466
เรียน-เล่าวิทย์ฯ ยังไง ให้สนุก
เปิดเคล็ดลับ 3 นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ เรียน-เล่าวิทย์ฯ ยังไง ให้สนุก
“ผมอยากให้คนลบภาพเหมารวมว่าเด็กวิทย์ต้องขรึม ต้องเนี๊ยบ ต้องเก็บตัวออกไป เด็กวิทย์ฯ แบบเพี้ยนๆ บ้าบอ คุยเก่งก็มีครับ แบบผมนี่ไง” บิ๊กบอส หรือ ธนภัทร ถนอมดำรงศักดิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จังหวัดขอนแก่น กล่าว
บิ๊กบอส มีความฝันอยากเป็นทันตแพทย์มานานแล้ว เลยตั้งใจเรียนวิทย์ เทคโนโลยีและสาธารณสุขให้ดี แต่ไม่ได้เรียนให้เก่ง เพราะเชื่อว่าวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี นั้นเป็นสิ่งที่คนสมัยนี้ขาดไม่ได้ แต่จะเรียนยังไงไม่ให้เครียด
ธนภัทร ถนอมดำรงศักดิ์
โจทย์ของเราคนรุ่นใหม่ คือ เรียนโดยเอาสิ่งของรอบตัวมาเปรียบเทียบ เช่น เอากล่องมาเปรียบเป็นสมองเด็ก ให้จำง่ายๆ แบ่งส่วนของกล่องให้เป็นพื้นที่ต่างเพื่อแยกส่วนว่า สมองประกอบด้วยโครงสร้างอะไรบ้าง ซึ่งเป็นทักษะการเรียนวิทยาศาสตร์ให้สนุกและเพลิดเพลิน
ภายหลังทราบผลว่าชนะชนะการประกวดการแข่งขันเล่าเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทุกแขนง ในโครงการสคูลแลบ (School Lab) เป็นปีแรก อันเป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของโครงการ เฟมแลบ ( FameLab ) ซึ่งดำเนินการมา ภายใต้การความร่วมมือของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริติช เคานซิล และกลุ่มทรู
ซึ่งทั้ง2กิจกรรม ประกาศผลรางวัลและผู้ชนะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณและทุนการศึกษาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ
บิ๊กบอส เล่าวต่อว่า ดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ และอยากให้ผู้จัดมีกิจกรรมเช่นนี้อีกต่อไป อยากให้สังคมรู้ว่าวิทยาศาสตร์ไม่น่าเบื่อและเป็นเรื่องใกล้ตัว ส่วนเทคนิคการเรียนวิทยาศาสตร์ฯ ให้สนุกนั้นจำเป็นต้องมองวัตถุ เนื้อหา และแหล่งข้อมูลที่ใกล้ตัวที่สุด
สิ่งสำคัญ คือ การฝึกจดข้อมูล ย่อย วิเคราะห์ แยกแยะและ สรุปข้อมูล เพื่อจะได้ทบทวนและการเรียน และด้วยทักษะนี้ทำให้ เขามีผลการเรียนดีในสาระความรู้ด้านวิทยาศาสตร์
แต่เขาเชื่อว่า เมื่อเรียนดีแล้วต้องมีการถ่ายทอดความรู้ด้วย ทักษะการสื่อสารจึงจำเป็น เขาจึงเลือกจะฝึกทักษะดังกล่าวเพิ่มเติมและมักได้รับคัดเลือกเป็นผู้นำเสนอโครงการทุกครั้ง เนื่องจากทักษะการสื่อสารที่ชาญฉลาด
สำหรับการแข่งขันครั้งนี้หนุ่มผู้คลั่งไคล้ศาสตร์ด้านชีววิทยาได้เลือกนำเสนอเรื่อง Mirror Neuron หรือ “เซลล์สมองกระจกเงา” ซึ่งเป็นเซลล์ที่สามารถตอบสนอง ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ของมนุษย์ เช่นการตอบสนองต่อการมองเห็น การได้ยิน การได้เห็นภาพ และการได้กลิ่น ตัวกระตุ้นที่เรารับผ่านประสาทสัมผัส เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด
รวมถึงมนุษย์ โดยเฉพาะผ่านการกระทำของผู้อื่น ถ้าเราต้องการที่จะอยู่รอด เราต้องเข้าใจการกระทำของคนอื่น ถ้าปราศจากสิ่งนี้ ก็ไม่มีสังคมมนุษย์ มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่น คือสามารถเรียนรู้จากการสังเกต และเลียนแบบผู้อื่น ซึ่งเราสามารถอธิบายจาก ทฤษฏีเซลล์กระจกเงา
“ เราจะอธิบายเรื่องนี้ได้คิดว่าอย่าไปพูดถึงสมองให้พูดถึงกระจก เวลาเราส่องกระจกอะ เราเห็นเงาในกระจกทำทุกอย่างเหมือนเรา นั่นแหละครับที่ผมจะเล่าว่า สมองคนเราบางทีทำงานแบบนั้น โดยเฉพาะสมองเด็ก คิดวิเคราะห์ยังไม่เป็นก็เลียนแบบไว้ก่อน ผมดีใจมากที่ได้พูดความรู้นี้ออกไปให้คนดูคนฟังเขารู้ และเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ไม่น่าเบื่อ”ธนภัทร กล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่ธีระพงษ์ พลตื้อ หรือมาร์ค นักเรียนชั้นปีที่ 5 เพื่อนรุ่นพี่ร่วมโรงเรียนของบิ๊กบอส ที่เข้าร่วมการแข่งขันโครงการและได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง มองว่า วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมากมาย แต่หากผู้เรียนจมอยู่กับกองข้อมูล ไม่มีการคิด วิเคราะห์และผ่อนคลายตนเอง มักจะทำให้ผู้เรียนเกิดความท้อ 
ธีระพงษ์ พลตื้อ
ดังนั้นทักษะเรียนวิทยาศาสตร์ฯ ให้เก่ง และสนุก คือ ต้องฝึกผ่อนคลายตัวเอง ด้วยการสร้างสรรค์เนื้อหาวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจง่าย ซึ่งโครงการสคูลแลบ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกและถึงไม่ได้รับรางวัลอะไรเลยก็คุ้มจะเรียนรู้และเข้าร่วมการแข่งขัน
“ก่อนมาผมต้องฝึกพูดหลายรอบ พูดกับตัวเอง จนบางครั้งถามตัวเองว่าเพี้ยนหรือเปล่า แต่เชื่อไหมครับว่า การทบทวนเนื้อหาวิทยาศาสตร์ที่ดี คือ การฝึกพูด ฝึกถ่ายทอดครับ ไม่งั้น ข้อมูลจะหายไปหมด” มาร์ค เสริมข้อดีของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ต่อจากรุ่นน้อง
ไม่ใช่แค่เยาวชนรุ่นมัธยมปลายเท่านั้นที่มองว่า วิทยาศาสตร์ฯ ท้าทาย แต่นักศึกษาระดับอุดมศึกษารุ่นใหม่อย่าง “ปริญญา ขินหนองจอก” หรือ “แยม” ชั้นปีที่ 5 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ชนะกิจกรรมเฟมแลบ เล่าเรื่องวิทยาศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ ก็เชื่อเช่นนั้น และเชื่อว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของทุกคน
ปริญญา ขินหนองจอก
อย่างกรณีเรื่องยาที่ได้นำเสนอไปนั้น เป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างมาก เนื่องจากวงการแพทย์และสาธารณะสุขทุกที่ต้องนำมาใช้ แต่การใช้ยาต้องมาพร้อมกับความเข้าใจ โดยเมื่อแพทย์ บุคลากรสาธารสุข เข้าใจแล้ว คนไข้เองต้องเข้าใจด้วย
นี่คือโจทย์ของวงการสาธารสุขทั่วโลกที่จะต้องสื่อสารเรื่องยาให้คนทั่วไปเรียนรู้และรับทราบข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัด ของยา อย่างกรณีที่นำเสนอครั้งนี้เป็นเรื่องยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอย่างเหมาะสม คือ ทุกคนควรทราบว่า ยาแต่ละชนิดที่ใช้รักษาประชากรแต่ละภูมิภาคนั้นออกฤทธิ์ต่างกัน ซึ่งทางสหรัฐอเมริกาเอง เคยทำวิจัยมาแล้ว และในอนาคตต้องศึกษาต่อ จึงคิดว่าโจทย์นี้สำคัญมากสำหรับคนไทย และนำมาแข่งขัน ซึ่งไม่ได้มุ่งหวังจะชนะแต่อยากให้คนไทยได้ความรู้
แอนดรูวส์ กลาส ผู้อำนวยการ บิติช เคาซิลประเทศไทย ระบุว่า ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะทุกคนด้วย โดยในส่วนของผู้ชนะเฟมแลบนั้น จะมีโอกาสไปแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ในงานเทศกาลวิทยาศาสตร์ระดับโลก (Cheltenham Science Festival ) ณ สหราชอาณาจักร พร้อมรับทุนการศึกษาและสิทธิพิเศษ ในการเข้าเยี่ยมชมห้องแลบทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำประเทศใดก็ได้ในทวีปยุโรป ส่วนผู้ชนะสคูลแลบนั้นจะได้ไปทัศนศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ที่สหราชอาณาจักร พร้อมทุนการศึกษาเช่นกัน โดยจะเดินทางไปในเดือนมิถุนายนนี้
อย่างไรก็ตามแอนดรูวส์ มองว่า การศึกษาของคนรุ่นใหม่สำคัญมาก คือ การประยุกต์วิชาความรู้ต่างๆเข้าด้วยกัน ทั้ง 2โครงการที่จัดขึ้นจึงเป็นการประยุกต์ทั้ง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศิลปะ การใช้ภาษา สังคมศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยหวังว่าคนรุ่นใหม่ที่เติบโตไปประกอบอาชีพต่างๆ จะมาสามารถประยุกต์ความรู้ได้ดี



