“น้องนุ๊ก” ไม่ติดเชื้อ”เอชไอวี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280359

“น้องนุ๊ก” ไม่ติดเชื้อ”เอชไอวี”

น้องนุ๊ก ไม่ติดเชื้อเอชไอวี, น้องนุ๊ก, ไม่ติดเชื้อเอชไอวี, เอชไอวี, 1 มิย, CD4

เบื้องต้นตรวจ 2 อย่างไม่ติดครับแล้วจะนำผลทั้งหมดไปหารือสธ.วันที่ 5 จี้ตั้งสอบวินัยร้ายแรง ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์รับผลตรวจเอชไอวีเป็นบวกลวงเกิดได้ 1 ในพัน

 

ความคืบหน้ากรณีหญิงสาวร้องเรียนผ่านนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความชื่อดัง เพื่อขอความเป็นธรรมต่อกรณีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) วินิจฉัยผิดพลาดว่าติดเชื้อเอชไอวี แต่เมื่อมาตรวจอีกครั้งกับสภากาชาดไทยกลับพบไม่ว่ามีการติดเชื้อแต่อย่างใด ทำให้ต้องใช้ชีวิตอย่างทรมานมาโดยตลอดตั้งแต่เด็ก โดย สธ.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและจะเชิญบุคคลทั้งสองเข้าหารือหลังจากทราบผลตรวจเลือดอีกครั้ง

"น้องนุ๊ก" ไม่ติดเชื้อ"เอชไอวี"

วันนี้ (1 มิ.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย  น.ส.สุทธิดา แสงสุมาตร หรือนุ๊ก อายุ 23 ปี ผู้ได้รับความเสียหายจากกรณีการตรวจเชื้อเอชไอวีผิดพลาดตั้งแต่เด็ก เดินทางมาพร้อมกับ นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ เพื่อตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีอีกครั้ง

ซึ่งระหว่างเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจนั้น น.ส.สุทธิดา ถึงกับร่ำไห้กับการลุ้นผลตรวจในครั้งนี้ เพราะจะเป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีจริงหรือไม่ จากนั้นจึงแถลงข่าวผลการตรวจเลือดร่วมกับ ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย และ นพ.สมบัติ แทนประเสริฐสุข ผู้แทนปลัด สธ.

ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีในครั้งนี้ ใช้ทั้งหมด 5 วิธีในตรวจ คือ 1. Rapid Test เป็นการตรวจแบบรวดเร็ว ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีก็ทราบผล 2. การตรวจหาแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มเคยต่อเชื้อ ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีจึงทราบผล  3. ตรวจหาสายพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีหรือ NAT  4. การตรวจระดับลึกแบบ RNA และ 5. การตรวจระดับลึกถึง DNA ซึ่ง 3 วิธีหลังจะทราบผลในอีกประมาณ 2-3 วัน ซึ่งเมื่อทราบผลตรวจทั้งหมดแล้วก็จะประสานส่งข้อมูลให้กับผู้เสียหายและทาง สธ. ซึ่งจะมีการหารือกันในวันที่ 5 มิ.ย.นี้

"น้องนุ๊ก" ไม่ติดเชื้อ"เอชไอวี"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจหาเชื้อเอชไอวีด้วยวิธี Rapid Test และตรวจหาแอนติบอดี ผลออกมาเป็นลบหรือเนกาทีฟ คือไม่พบเชื้อเอชไอวี ทำให้ น.ส.สุทธิดา ถึงกับยิ้มออกว่าไม่ได้มีการติดเชื้อ

น.ส.สุทธิดา กล่าวว่า ตนจำความไม่ได้ว่า มีการติดเชื้อตั้งแต่เมื่อไร และมีการตรวจหาการติดเชื้อตั้งแต่ตอนไหน เพราะยังเด็กอยู่ แต่เท่าที่จำได้คือเมื่อปี 2545 หรืออายุประมาณ 8 ขวบก็ทราบว่ามีเชื้อเอชไอวีอยู่แล้ว

ส่วนการรับประทานยาต้านไวรัสนั้นก็จำไม่ได้อีกว่าได้รับยามาทานครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไร แต่จำได้ว่าช่วงประถมศึกษาก็มีการกินยาแล้ว โดยกินทุกวันเช้าเย็นมาตลอด ซึ่งนับตั้งแต่ทราบว่าติดเชื้อเอชไอวี การใช้ชีวิตที่ผ่านมาก็ทุกข์ทรมานอย่างมาก เพราะถูกสังคมตีตรา ถูกเพื่อนๆ และญาติรังเกียจ ความฝันที่อยากเป็นแพทย์ก็ยุติลง เพราะไม่อยากไปเรียน

เนื่องจากถูกกดดันอย่างหนัก จึงต้องแกล้งป่วยเพื่อไม่ไปเรียน นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากการรับประทานยาต้านไวรัส ทั้งมีอาการปวดหัวและผมร่วง

"น้องนุ๊ก" ไม่ติดเชื้อ"เอชไอวี"

น.ส.สุทธิดา กล่าวว่า ส่วนตอนที่ทราบว่าไม่มีเชื้อเอชไอวีในร่างกายคือ ตอนตั้งครรภ์ครั้งแรกเมื่อปี 2555 โดยมีการตรวจถึง 2 รอบกับ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ ผลออกมาเป็นลบคือไม่มีเชื้อ ซึ่งแพทย์ระบุว่าหากจะให้มั่นใจให้มาตรวจกับสภากาชาดไทย

ซึ่งเมื่อมาตรวจแล้วก็พบว่าไม่มีเชื้อเช่นกัน จึงเลิกรับประทานยาต้านไวรัสมาตั้งแต่ปีดังกล่าว ต่อมาเมื่อปี 2558 ได้ตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง เมื่อตรวจอีกก็ไม่พบเชื้อเช่นกัน และเมื่อจะร้องเรียน จึงได้มีการมาตรวจอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2560 ที่สภากาชาดไทยก็ไม่พบเชื้อเช่นกัน

ส่วนการมาตรวจในวันนี้ก็เพื่อให้รู้แน่ชัดเลยว่า ไม่มีเชื้อเอชไอวีจริงๆ และก็รู้สึกดีใจที่ผลออกมาว่าไม่มีเชื้อ ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้ลูกทั้งสองได้มีที่ยืนในสังคม ส่วนตอนนี้จะขอความเป็นธรรมก่อนว่าไม่ได้เป็นผู้ป่วยที่มีเชื้อเอชไอวี แต่กลับต้องได้รับผลกระทบจากการวินิจฉัยดังกล่าว

นายสงกานต์ กล่าวว่า ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ที่จะมีการเข้าไปหารือกับทาง สธ. จะเรียกร้องให้ สธ.ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับแพทย์และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกรณีประมาทเลินเล่อ เพื่อให้เป็นคดีตัวอย่าง และให้โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศมีความระมัดระวัง และไม่ประมาท โดยขอให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ตรวจสอบเพื่อความยุติธรรม

"น้องนุ๊ก" ไม่ติดเชื้อ"เอชไอวี"

อย่างไรก็ตาม เรื่องข้อมูลเวชระเบียนก่อนปี 2550 ว่ามีการตรวจการติดเชื้อเมื่อไร จ่ายยาครั้งแรกเมื่อใดนั้น รพ.ที่ตรวจรักษาใน จ.ร้อยเอ็ดระบุว่า ทำลายไปแล้ว แต่ล่าสุดเพิ่งมาบอกว่าหาเอกสารเจอแล้ว ซึ่งทั้งหมดจะนำมาหารือกันในวันที่ 5 มิ.ย.นี้

เมื่อถามว่าการตรวจเชื้อในอดีตมีโอกาสผิดพลาดหรือไม่  ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงตอบไม่ได้ เพราะไม่ทราบว่าตอนตรวจครั้งแรกเป็นอย่างไร หากการตรวจครั้งนี้ออกมาว่าไม่มีเชื้อก็คือไม่มีเชื้อ ก็จะประกาศกับสังคมได้เลยว่าไม่มีการติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การตรวจหาเชื้อเอชไอวีระหว่างในอดีตและปัจจุบันมีความแตกต่างกัน โดยปัจจุบันการตรวจก็จะมีความไวกว่า อย่างไรก็ตาม การตรวจเชื้อมีโอกาสเกิดผลบวกลวงหรือผลลบลวงได้ ซึ่งโอกาสเกิดขึ้น 1 ในพัน ดังนั้น แม้ผลจะออกมาเป็นบวกก็ต้องมีการตรวจซ้ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าตรวจซ้ำแล้วจะไม่มีโอกาสผิดพลาดเลย แต่โอกาสก็เกิดขึ้นเพียง 1 ในล้านเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า การรับยาต้านไวรัสแต่ละครั้งต้องมีการตรวจค่าระดับภูมิต้านทาน (CD4) หรือไม่  ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ผู้เสียหายมีอยู่คือ ช่วงปี 2550 เป็นต้นมา ค่า CD4 อยู่ที่ประมาณ 122 ถือว่าต่ำมาก ซึ่งปกติคนเราค่า CD4 จะอยู่ที่ประมาณ 500 ขึ้นไป

อย่างไรก็ตามไม่เห็นข้อมูลผลการตรวจเชื้อเอชไอวีและค่า CD4 ก่อนหน้าปี 2550 ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งการที่ค่า CD4 ต่ำเช่นนี้ประกอบกับมีผลตรวจว่าเป็นบวกเมื่อช่วงปี 2543-2545 ก็ทำให้แพทย์สงสัยว่าเกิดการติดเชื้อเอชไอวีได้มากขึ้น เพราะเมื่อองค์ประกอบของข้อมูลเป็นเช่นนี้ การจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่นก็เป็นไปได้ยาก จึงมีการจ่ายยาต้านไวรัส ซึ่งก็ถือเป็นการทำตามมาตรฐาน

เมื่อถามต่อว่า ผลตรวจออกมาว่าไม่ได้มีการติดเชื้อ การที่ค่า CD4 ตกลงเกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง  ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า อาจตกลงมาได้บ้างในคนเป็นไข้หวัด หรือติดเชื้อไวรัสบางอย่าง แต่ก็ไม่น่าจะต่ำขนาดนี้

"น้องนุ๊ก" ไม่ติดเชื้อ"เอชไอวี"

ส่วนเรื่องผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสนั้น เท่าที่ดูจากสูตรยาที่รับประทาน อาการข้างเคียงก็ถือว่าพอมี แต่เท่าที่ประเมินจากภายนอกก็ไม่พบว่ามีอาการข้างเคียงจากยาแต่อย่างใด เพราะก็ยังดูแข็งแรงดี ซึ่งผลข้างเคียงบางอย่างที่เห็นชัดเจนคือแก้มตอบ ขาลีบ โดยการเจาะเลือดตรวจในครั้งนี้ก็จะประเมินผลข้างเคียงจากยาด้วย แต่ยืนยันว่ายาสูตรที่รับประทานไปนั้น ไม่มีผลข้างเคียงต่อตับและไตอย่างที่เข้าใจ แต่อาจมีอาการปวดหัวได้บ้าง

ส่วนที่ น.ส.สุทธิดา ระบุว่า มีอาการผมร่วงตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ส่วนประวัติเท่าที่ทราบตอนนี้คือ มีการกินยาตั้งแต่ปี 2550-2551 และกินมาตลอดจนปี 2555 และมีการหยุดยาไป ซึ่งตอนนี้กลับมาผมร่วงมากอีก ยืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับยาแน่นอน

อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นอยากให้เป็นบทเรียนว่า ไม่ว่าจะติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ คนในสังคมไม่ควรไปตีตรา

Leave a comment