ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282252
“หมอสุภัทร์” แจงประเด็นค้านแก้กฎหมายบัตรทอง
“หมอสุภัทร์” ชี้ แก้กฎหมายบัตรทองต้องคุยกันมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่รับฟังความเห็นสามนาที แจงประเด็นค้าน ห่วงแนวคิดร่วมจ่ายสร้างสองมาตรฐาน ชี้มีหลายทางไม่ต้องผล
13 มิ.ย. 2560 -น.พ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ ให้สัมภาษณ์รายการกรองข่าวเช้านี้ ทางสถานีวิทยุ FM102 คลื่นคนทำงาน ถึงการวอล์กเอาท์ในเวทีแสดงความเห็นการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่จ.เชียงใหม่ และ จ.สงขลา และการคัดค้านการแก้ไขว่า จะบอกว่าเวทีล่มหรือไม่ก็แล้วแต่จะคิด ซึ่งกติกา จะให้พูดคนละ 3 นาที ทำให้ความรู้สึกของผู้ประชาพิจารณ์รู้สึกไม่เป็นธรรมเพราะให้เวลาน้อย ที่สงขลาประชาชนรู้สึกว่าเรื่องยากๆแบบนี้ที่กระทบกับ 48 ล้านคน ควรจะจัดเวทีรับฟังความเห็นระดับภาคมากกว่ารับฟังคนละ 3 นาที และเป็นการรับฟังโดยไม่ได้ตอบกลับ เมื่อรู้สึกว่าเป็นพิธีกรรมจึงวอล์กเอาท์เพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่าไม่เเห็นด้วย
น.พ.สุภัทรกล่าวถึงแถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบทที่คัดค้านร่างกฎหมายว่า เป็นการหนุนเสริมขบวนการภาคประชาชน ที่ผ่านมาก็ยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทักท้วงกระบวนการและทักท้วงเนื้อหา คอนเซปท์คือ “แก้แล้วแย่ อย่าแก้ดีกว่า” และวันที่มีประชาพิจารณ์ ภาคประชาสังคมก็ไปแสดงออกด้วยการวอล์กเอาท์ทั้งสองที่ ชมรมแพทย์เราก็มีทัศนะว่าถ้าจะแก้ต้องคุยกันเยอะ เพราะเป็นเรื่องยาก มีหลายความเห็นจะแก้รวบรัดเหมืนอมีธงมันไม่ถูก และมีแนวโน้มเป็นการสุมไฟทำให้มีโอกาสทำให้เกิดความรู้สึกที่มไม่ดีสร้างความขัดแย้งวุ่นายให้ปท. คนรู้สึกว่าบัตรทองมีประโยชนน์ การแก้มีความไม่ไว้วางใจอยู่มาก
น.พ.สุภัทรกล่าวต่อว่า ร่างกฎหมายฉบับไม่ได้เลิกบัตรทองแต่ปัญหามีเช่น การจะร่วมจ่ายหรือไม่ร่วมจ่าย ถ้าร่วมใครจะร่วมจะมีเกณฑ์คัดอย่างไร จะมีเกณฑ์อย่างไร กฎหมายอนุญาตให้มีการร่วมจ่ายได้ เป็นไปตามที่กติตากที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด จึงมีความรู้สึกว่าไม่ใช่ หากเห็นอนาคตว่าร่วมแค่นี้ จ่ายแบบนี้ อาจจะพอรับได้ แต่นี่ไปว่าในอนาคตมันก็แปลกๆ
เมื่อถามว่าเรื่องการร่วมจ่ายก็มีอยู่ในกฎหมายเดิมอยู่แล้ว น.พ.สุภัทรกล่าวว่า ก็แล้วแต่ตีความเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ต้องการการถกเถียงอย่างเป็นระบบและเป็นวิชการ ทางชมรมแพทย์ฯ เสนอในที่ประชุมประชาพิจารณ์ว่าสิ่งที่อยากให้เกิดคือทำให้เหมือนเมืองนอกทำทีละประเด็น เช่นร่วมจ่าย แยกเงินเดือน เรื่องการจัดซื้อยาจะเอาอย่างไร สัดส่วนกรรมการจะเป็นอย่างไร ไล่ไปทีละประเด็นจะได้มีคำตอบที่ทุกฝ่ายพึงพอใจอย่างนี้จึงจะเรียกการมีส่วนร่วม สามนาทีนี้มันมีส่วนร่วมเป็นพิธีกรรม ส่วนเนื้อหาในประเด็นต่างๆยังไม่เคยมีการพูดชัดๆแบบนี้ เนื้อหาที่จะแก้ ไม่มีช่องที่เป็นทางการที่จะถกกัน ช่องประชาพิจารณ์ 3 นาทีเป็นช่องทางแรก แต่ว่ามันน่าจะไม่พอ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหากฎมหมายนี้อย่างเดียว แต่มีปัญหาเช่นโรงไฟ้าถ่านหิน โรงแยกก๊าซ ทุกอย่างก็ประชาพิจารณ์ 3 นาที ชาวบ้านรู้สึกพูดไปสองไพเบี้ย พูดอะไรไปสุดท้ายก็อนุมัติให้สร้างทุกทีสุดท้ายก็ชาวบ้านล้มประชาพิจารณ์บ่อยขึ้น ชาวบ้านรู้สึกว่ามันเป็นแค่พิธีกรรม
“หากเอาอำนาจมาตัดสินหรือไม่ใช้ความเห็นร่วมหรือความรู้ ฝ่ายที่ถูกกีดกันก็ไม่ยอมอยู่แล้ว และปัจจุบันภาคประชาสังคมที่ทำหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเข้มแข็งรวมตัวได้จริง เชื่อว่าอิสานหรือกลางก็คงมีชะตากรรมไม่ต่างกัน” น.พ.สุภัทรกล่าว
น.พ.สุภัทรกล่าวต่อว่า เนื้อหาที่ติดใจมากๆ ก็เป็นเรื่องร่วมจ่าย ก็ยังไม่มีข้อสรุป แต่เป็นประเด็นที่ทางกระทรวงผลักดันมานานมาก แต่ยังไม่กล้าดำเนินอย่างจริงจัง ภาคประชาชนกังวลสูงสุด ก่อนหน้านี้สักปีอาจมีกระแสเรื่องงบไม่พอคุณภาพไม่ดี วิธีแก้งบไม่พอทำอย่างไร ก็มีสองวิธี เมื่อรัฐบาลยืนยันไม่เพิ่มงบให้ วิธีคือร่วมจ่าย หากเข้ารับการรักษาอาจจ่าย 10% หรืออาจจะจ่ายเป็นครั้ง ใครไม่มีก็ไม่จ่ายก็ได้ก็จะมีทะเบียนคนจน แต่ความกังวลที่สุดคือ จะเกิดบริการสองมาตรฐาน คนมีเงินจ่ายมีโอกาสที่ได้คิวก่อน ได้การรักษาที่ดีกว่าด้วยอคติหลายๆอย่างของผู้ให้บริการก็มี ต้องขายวัวขายควาย ขายบ้านขายนาอีกไหมเพื่อให้ได้บริการที่สูงขึ้น
“เรื่องนี้ถกเถียงได้ แต่ไม่มีเวทีถกเถียงมันมีแค่ 3 นาที ข้อเสนอชมรมแพทย์คือ หากงบไม่พอเช่นขาด 10,000 ล้าน ก็ เอามาจกาเครื่องดื่มน้ำอัดลม ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลัง ที่เรากินปีละ 1 แสนล้านบาท หากเพิ่มภาษีทำลายสุขภาพ อีกแค่ 10% ก็พอ ก็เป็นการร่วมจ่ายอีกแบบแต่เป็นการร่วมจ่ายทางภาษี การร่วมจ่ายมีหลายแบบไม่ต้องร่วมจ่ายเมื่อป่วยที่จะเป็นการซ้ำเติม “น.พ.สุภัทรกล่าว
สัดส่วนกรรมการก็มีการเพิ่มสัดส่วนที่เป็นภาคผู้ให้บบริการ เพิ่มทั้งหมด 6 คน ส่วนสภาวิชาชีพเพิ่มคนนึง ขณะที่ภาคประชาชนคงไว้ที่ 5 คน ภาคประชาชนเพิ่มสองคนได้ไหม เพื่อให้สมดุลขึ้น แต่ก็ไม่ได้อนุมัติ จริงๆน่าจะเพิ่มให้ได้ เรื่องนี้ถือว่าซีเรียส เพราะกฎหมาย นี้ถือเป็นกฎหมายแม่ สุดท้ายต้องออกระเบียบประกาศกติกาเพิ่มเติมที่เป็นอำนาจของคณะกรรมการ หากมีสัดส่วนภาคประชาชนน้อยโอกาสที่จะผลักดันประเด็นภาคประชาชนโอกาสจะสำเร็จน้อย
เมื่อถามถึงแนวทางการดำเนินการต่อ น.พ.สุภัทรกล่าวว่า “ก็สร้างกระแสต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะทบทวน มาคุยยาวๆ หากยังรีบภาคกลางภาคอิสานก็ต้องมีปฏิบัติการที่เข้มข้นขึ้น”
คลิกฟังที่นี่ http://www.nationradio.co.th/program/details/69616
