ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/290135
ต้องรู้ไว้!ช่วยป้องกันเหตุ ณ “ห้องฉุกเฉิน”
เกิดคำถามขึ้นมากมายต่อระบบการให้บริการผู้ป่วย ณ ห้องฉุกเเฉินของรพ.รัฐ หลังเกิดกรณีเด็กชายคนหนึ่งมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง. ..
แต่เมื่อไปเข้าแผนกฉุกเฉินของรพ.รัฐแห่งหนึ่งในจ.เพชรบุรี เจ้าหน้าที่กลับให้รอๆๆๆท้ายที่สุดเด็กชายต้องเสียชีวิต แม้ต่อมารพ.จะออกมาระบุว่า “เด็กเส้นเลือดใหญ่ในทรวงอกแตก” แต่กระแสตำหนิการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในรพ.ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และลุกลามขยายวงไปสู่บุคลากรในรพ.รัฐอื่นๆด้วย แท้จริงแล้วการให้บริการคัดกรอง ตรวจ รักษาที่ห้องฉุกเฉินมีระบบเป็นอย่างไร และกรณีเช่นเด็กชายคนนี้มีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด?
“ทางออกสำหรับเรื่องนี้คือ ผู้ป่วย และ บุคลากรทางการแพทย์ต้องร่วมมือกัน ถ้าผู้ป่วยรอนานต้องแจ้งให้พยาบาลทราบ ในขณะเดียวกันพยาบาลก็ต้องคอยดูแลสังเกตอาการผู้ป่วยด้วย เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เหมือนกรณีเด็กชายรายนี้เกิดขึ้นอีก” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.)แสดงความคิดเห็นหลังรับทราบเรื่องราว
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร
การที่ผู้ป่วยและญาติจะร่วมมือกับบุคลากรได้นั้น จำเป็นอยากยิ่งต้องรับรู้ระบบการทำงานห้องฉุกเฉินก่อ โดยการให้บริการคนไข้เมื่อเดินทางมาถึงรพ.ในกรณีเข้ารับบริการแบบฉุกเฉิน(ไม่มีนัดล่วงหน้า) พยาบาลจะประเมินอาการผู้ป่วยเบื้องต้น พิจารณาจากลักษณะทางกายภาพ อาการสำคัญที่แสดงความคุกคามต่อชีวิต เช่น หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น หอบเหนื่อย ซึม กระสับกระส่าย เป็นต้น คัดแยกผู้ป่วยตามระดับความรุนแรงของอาการ แบ่งเป็น 5 ระดับใช้สัญลักษณ์เป็นสีแทนตามระดับความรุนแรงจ ได้แก่ ระดับ 1 (แดง) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติระดับ 2 (เหลือง) ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วนระดับ 3 (เขียว) ผู้ป่วยฉุกเฉนไม่รุนแรงระดับ 4 (ขาว) ผู้ป่วยทั่วไป และระดับ 5 (ดำ) ผู้รับบริการสาธารณสุขอื่นๆ
หากเป็นในช่วงเวลาราชการ ผู้ป่วยที่มีอาการไม่ฉุกเฉินจะส่งไปรับบริการตรวจรักษาที่แผนกเฉพาะตามอาการของผู้ป่วย แต่กรณีฉุกเฉิน จะส่งตัวเข้ารับการตรวจที่ห้องฉุกเฉิน และจะมีการประเมินผู้ป่วยอีกครั้ง แยกเป็นระดับ 1-3 พิจารณาจากกายภาพ ผลแล็ป และผลเอ็กซเรย์ เป็นต้น ก่อนที่แพทย์จะตรวจรักษาตามความรุนแรงของอาการผู้ป่วย ไม่ได้ตรวจตามคิวใครมาก่อนมาหลัง แต่ช่วงนอกเวลาราชการ ผู้ป่วยฉุกเฉินจะเข้ารับบริการที่ห้องฉุกเฉินทั้งหมด
ระยะเวลาของการรอรับบริการของผู้ป่วยแต่ละระดับไม่ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่ตัวอย่างของรพ.สระบุรี ระบุไว้ว่า รพ.แบ่งผู้ป่วยฉุกเฉินเป็น 4 ประเภท 1.ผู้ป่วยวิกฤติ ได้รับการตรวจรักษาภายในทันที 0-4 นาที เช่น ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ เหนื่อย หายใจไม่ไหวหรือตัวเขียว 2.ผู้ป่วยเจ็บป่วยรุนแรง ภายใน 10 นาที เช่น สัญญาณชีพอยู่ในภาวะอันตราย ซึม สับสน เจ็บหน้าอก ปวดมากจนทนไม่ไหว 3.ผู้ป่วยเจ็บป่วยปานกลาง ภายใน 30 นาที เช่น ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือส่งตรวจที่เพิ่มเติมหลายชนิด ได้ ตรวจเลือด เอ็ซเรย์ ฉีดยา 4.ผู้ป่วยเจ็บป่วยเล็กน้อย 60 นาที ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือส่งตรวจที่เพิ่มเติมเพียงชนิดเดียว ได้แก่ ตรวจเลือด หรือเอ็กซเรย์หรือฉีดยา และ5.ผู้ป่วยทั่วไป รอตรวจรักษาภายใน 2 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถรอตรวจที่คลินิกทั่วไปหรือนัดมาวันอื่นได้
ปัญหา คือ หลังคัดกรองผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์มีการสื่อสารหรือแจ้งให้ผู้ป่วยหรือญาติทราบหรือไม่ว่า “อาการตอนนี้เป็นอย่างไร มีความฉุกเฉินเพียงใด จัดอยู่ในระดับสีไหน สามารถรอรับการตรวจได้ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องให้บริการผู้ป่วยรายอื่นที่มีอาการฉุกเฉินเสี่ยงต่อชีวิตมากกว่าก่อน” และควรบอกด้วยว่า “หากญาติสังเกตเห็นผู้ป่วยมีอาการแย่ลงต้องรีบไปแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที”!!!!
สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่ง ถึงแม้บุคลากรทางการแพทย์จะต้องดูแลและสอดส่องอาการคนไข้ทุกราย แต่มิอาจปฏิเสธความจริงที่ว่า ณ ห้องฉุกเฉิน มีผู้ป่วยที่ล้วนต้องได้รับการตรวจอย่างเร่งด่วนทั้งสิ้นบวกกับเจ้าหน้าที่มีอย่างจำกัด การอาศัยการสังเกตอาการผู้ป่วยโดยญาติจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เหนืออื่นใด เมื่อญาติแจ้งให้ทราบเจ้าหน้าที่ต้องประเมินอาการผู้ป่วยอีกครั้งทันที
เพราะหากไม่แจ้งให้ญาติทราบถึงอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่เข้าใจตรงกันแล้ว ญาติย่อมมองว่าผู้ป่วยของตนมีอาการป่วยที่ฉุกเฉินต้องได้รับการตรวจรักษาโดยด่วนทั้งสิ้น
ฉะนั้น ในแง่ของการสอดส่อง สังเกตอาการผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์และญาติจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อลดอันตรายที่เกิดแก่ผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ณ ห้องฉุกเฉิน ใช่เพียงแต่อันตรายที่เกิดกับผู้ป่วยเท่านั้น แพทย์และบุคลากรทางการแพทยฺ์ก็มีความเสี่ยงต่ออันตรายเช่นเดียวกัน อาทิกรณีแพทย์ถูกคนไข้เตะ หรือพยาบาลถุกคนไข้ทำร้าย เป็นต้น
นพ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล
แนวทางการแก้ปัญหาระยะยาว กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)มีแผนในการเพิ่มแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินที่ปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉิน รวมถึง ร่วมมือกับสถาบันรับรองคุรภาพสถานพยาบาล(องค์การมหาชน) หรือสรพ. ในการจัดทำ “ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข” (2P Safety) ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์ นพ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ผอ.สรพ. กล่าวว่า สรพ.ได้วางแนวทางการรักษาโดยรวบรวมจากเหตุไม่พึงประสงค์แจกจ่ายให้กับรพ.ทั่วประเทศ กับอีกประเภทคือโรคพบยาก ละเอียดอ่อน มีความไม่แน่นอนสูง ต้องเอากรณีนั้นมาศึกษา และวิเคราะห์ว่าจะป้องกันอย่างไร ถ้ามีโรงพยาบาลหนึ่งทำแล้วแบ่งปันโรงพยาบาลต่างๆ ก็จะมีแนวทางป้องกันความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังการมีมาตราฐาน 2P SAFETY จะทำให้คนไข้ได้รับความปลอดภัยในทุกด้านมากยิ่งขึ้น
นพ.อนุวัฒน์ บอกอีกว่า นอกจากความปลอดภัยที่เน้นย้ำเป็นหัวใจหลัก ยังมีการสนับสนุนบุคคลากรให้รับมือทุกสถานการณ์ และลดการสูญเสียจากการรักษา รวมถึงย้ำในเรื่องของการปรับระบบให้รัดกุม เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยยึดหลักวัฒนธรรมที่เป็นธรรม ที่เป็นการพิจารณาการดำเนินการกับข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นเป็น 3 ระดับ คือ 1.เกิดความผิดพลาดเพราะประมาทจงใจ จะมีบทลงโทษที่เด็ดขาด 2.เกิดความผิดพลาดเพราะคิดว่าไม่เป็นไร ทำพฤติกรรมเหล่านั้นจนชินแล้วไม่เกิดปัญหา แต่ผิดหลักวิชาการ ก็จะมีการอบรมเพื่อปรับพฤติกรรม และ3.เกิดความผิดพลาดจากภาวะแวดล้อม ออกแบบระบบไม่รัดกุม ก็ต้องดำเนินการแก้ไขระบบ
“กรณีน้องนิวที่เกิดขึ้นถือว่าไม่ปกติ เป็นโรคที่หายาก ในชีวิตการเป็นแพทย์ที่ศิริราช เคยเจอ2-3ราย ยากที่จะให้การรักษา พอเกิดเรื่องเนื่องจากขาดประสบการณ์ทำให้การรักษาช้าลง ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ ถือเป็นอุทาหรณ์ซึ่งจะนำไปเป็นบทเรียนและรูปแบบการดูแลผู้ป่วย พร้อมกันนี้ก็เสียใจกับครอบครัวน้องนิว” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว
การแบ่งระดับผู้ป่วยฉุกเฉิน
ระดับ 1 สีแดง ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน มีภาวะคุกคามต่อชีวิต หากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันทีเพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือดหรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีิวิตได้สูง หรือทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างฉับไว
ระดับ 2 สีเหลือง ได้แก่ บุคคลที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วย ซึ่งมีภาวะเฉียบพลันมาก หรือเจ็บปวดรุนแรงจำเป็นต้องได้รับปฏิบัติการแพทย์อย่างรีบด่วน มิฉะนั้น จะทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น ส่งผลให้เสียชีวิต หรือพิการในระยะต่อมาได้
ระดับ 3 สีเขียว ได้แก่ บุคคลที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วย ซึ่งมีภาวะเฉียบพลันไม่รุนแรง อาจรอรับปฏิบัติการแพทย์ได้ในช่วงระยะเวลาหรือเดินทางไปรับบริการด้วยตนเองได้ แต่หากปล่อยไว้เกินเวลาอัยสมควรแล้วจะทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้
ระดับ 4 สีขาว ได้แก่ บุคคลที่เจ็บป่วยแต่ไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉิน อาจรอรับหรือเลือกสรรบริการสาธารณสุขในเวลาทำการปกติได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงขึ้นหรือภาวะแทรกซ้อนตามมา
ระดับ 5 สีดำ ได้แก่ บุคคลซึ่งมารับบริการสาธารณสุขหรือบริการอื่นโดยไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากร
0 พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน 0
qualitylife4444@gmail.com




