ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
06 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/523780

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกมายอมรับเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่าจะดำเนินการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งใหญ่ พร้อมกับจะปรับลดรัฐมนตรีในสัดส่วนของทหารลงด้วย
“กำลังคิดอยู่ ต้องใช้เวลา มันมีเวลาของมันอยู่ ส่วนที่ถามว่าจะปรับในปีนี้หรือไม่นั้น อย่าไปสนใจมากเลย เพราะเป็นเรื่องของการบริหาร” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุเมื่อวันที่ 2 พ.ย.
เดิมที พล.อ.ประยุทธ์ มีความพยายามจะปรับ ครม.มาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากติดงานพระราชพิธีสำคัญทำให้รัฐบาลต้องบริหารภายใต้ทรัพยากรบุคคลเท่าที่มีไปก่อน แต่เมื่องานใหญ่ได้ผ่านพ้นไป ประกอบกับเกิดกรณีที่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ลาออกจากตำแหน่ง รมว.แรงงาน จึงเป็นจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะปรับ ครม.ครั้งใหญ่อีกครั้ง
หากจะพิจารณาว่ารัฐมนตรีคนใดจะไม่ได้ไปต่อกับ พล.อ.ประยุทธ์ อาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
1.กลุ่มที่มีปัญหาเรื่องการถือหุ้น ปัจจุบันมีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี จำนวน 7 คน ได้แก่ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ถือหุ้นสื่อสารมวลชน ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นกลุ่มที่ถือหุ้นที่ทำกิจการค้ากับรัฐและรับสัมปทานของรัฐ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ ถือหุ้นบริษัทเอกชน
ตามขั้นตอน กกต.จะต้องใช้เวลาในการพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน หากรัฐมนตรีคนใดเข้าข่ายขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้ง
แม้จะยังไม่เป็นคดีเร่งด่วนที่จะมีการตัดสินในเร็วๆ นี้ แต่เมื่อเป็นปัญหาที่คาราคาซัง อาจมีความเป็นไปได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการปรับออกจากรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีในกลุ่มนี้อาจจะไม่โดนปรับออกทั้งหมด โดย พล.อ.ประยุทธ์ เลือกเก็บรัฐมนตรีบางคนเอาไว้ที่ทำงานเป็นที่น่าพอใจ เช่น กอบกาญจน์ ม.ล.ปนัดดา อภิศักดิ์ หรือดอน
2.กลุ่มที่มีผลงานไม่เข้าตา พุ่งเป้าไปที่กระทรวงเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ โดยทั้งสองกระทรวงนี้กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกในช่วงที่ผ่านมา หลังจากผลงานไม่ค่อยเข้าตามากนัก
อย่างในกรณีของกระทรวงเกษตรฯ ถูกกังขาถึงการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก หรือ ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก เมื่อเจอทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องถูกร่างแหไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังซ้ำด้วยปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำจนยากต่อการควบคุม ด้วยเหตุนี้ทำให้รัฐบาลเสียคะแนนความนิยมจากส่วนภูมิภาคไม่น้อย
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ แม้ในระยะหลังจะมีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวชี้วัดว่าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แต่ในอนาคตที่ใกล้ถึงวันเลือกตั้ง อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเศรษฐกิจอีกครั้ง เพื่อให้ภาพรวมทางเศรษฐกิจออกมาดีที่สุดก่อนที่ คสช.จะลงจากตำแหน่ง
3.กลุ่มนายทหาร ปัจจุบันถ้าไม่นับ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ศิริชัย ที่เพิ่งลาออกไป เท่ากับ ครม.ชุดนี้จะมีทหารนั่งในเก้าอี้เสนาบดีถึง 10 คน โดยเฉพาะมีตำแหน่งรองนายกฯ ถึง 4 คน
ที่ผ่านมา คสช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่านำเข้าทหารให้มาทำงานฝ่ายพลเรือนจำนวนมากทั้งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หรือแม้แต่ใน ครม. รวมไปถึงตำแหน่งกรรมการบริหารในรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้ถูกครหาเรื่องภาพลักษณ์ของการทำงานที่อยู่ภายใต้ทหาร
ภาพลักษณ์ที่ดูไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก ได้นำมาซึ่งปัญหาในการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะต้องยอมรับว่าต่างประเทศจะไม่ค่อยปลื้มรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่าไรนัก
จากภาพลักษณ์ที่ถูกเพ่งเล็งทำให้เมื่อการทำงานเกิดปัญหา กระแสวิจารณ์รัฐบาลมักจะลามมาถึงสถาบันของกองทัพด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม พล.อ.ประวิตร ถึงยอมรับว่าต้องปรับลดรัฐมนตรีที่เป็นทหารให้น้อยลง
ความเป็นไปได้ที่น่าจะเกิดขึ้น คือ การปรับเปลี่ยนตัวรองนายกฯ ที่ปัจจุบันเป็นทหารถึง 4 นาย ให้ลดลง เพื่อเป็นการส่งสัญญาณกับสังคม แต่สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีอีก 6 คนนั้นจะเปลี่ยนเฉพาะรัฐมนตรีภาคสังคมและเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ความยากของการปรับ ครม.ไม่ได้อยู่ที่การจะเอาใครออกไปหรือการวัดกำลังภายในคนในรัฐบาล แต่อยู่ที่จะไปดึงใครมาทำหน้าที่รัฐมนตรีต่างหาก
ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันตัวเลือกที่พอจะให้ คสช.ได้ใช้สอยอย่างมีคุณภาพไม่ค่อยมีมากเท่าไรนัก ครั้นจะไปดึงพลเรือนที่เป็นสมาชิก สนช.ก็ย่อมถูกติงว่าเป็นการปรับ ครม.แบบวนในอ่างอีก
การจะไปดึงคนนอกแม่น้ำ 5 สาย ก็ทำได้ยาก เพราะยิ่งใกล้ช่วงเลือกตั้งย่อมไม่มีใครอยากลงมาเปลืองตัว สู้เก็บเนื้อเก็บตัวไว้สำหรับการเลือกตั้งน่าจะดีกว่า
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ พอสมควร