ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
30 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/528003

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่สูตร 2 พรรคใหญ่ จับมือผนึกกำลังร่วมตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคทหารและพันธมิตร อันมีตัวช่วยเป็น สว. 250 เสียง ดูจะถูกพูดถึงอยู่อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดแนวคิดนี้ถูกพูดถึงอีกครั้งระหว่างงานเสวนาเรื่อง “ปรองดองแบบ คสช. เมื่อไรจะเจออุโมงค์” จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา
ที่สำคัญไม่ใช่งานนี้ต่างคนต่างพูด แต่รอบนี้มาจากปากระดับแกนนำ ทั้ง จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย และนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
แต่ไม่แปลกที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะไม่ได้ให้ความสนใจ “สัญญาณ” จากสองพรรคใหญ่ที่ออกมาทอดไมตรีปูทางล่วงหน้า
“ให้เขาจับไป เราก็ทำงาน คงไม่เกี่ยวและเราไม่ใช่นักการเมือง และขณะนี้ทหารก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลยจะมาเป็นคู่แข่งได้อย่างไร” พล.อ.ประวิตร ระบุ
เมื่อในความเป็นจริงย่อมเป็นเรื่องยากที่พรรคใหญ่ที่ประกาศยืนกันคนละขั้วมาช้านาน เปิดศึกฟาดฝีปากกันมาหลายปี จะมาจูบปากร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกันแบบลืมอดีตทิ้งความขัดแย้งไว้เบื้องหลัง
แต่อย่าลืมว่าในทางการเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้
ทว่า การออกมาส่งสัญญาณผนึกกำลังของ 2 พรรคใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น อาจไม่ได้หวังผลไปไกลถึงเรื่องการรวมเสียงกันจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
การขยับของสองพรรคใหญ่ใน วันนี้อาจเป็นเพียงแค่การสร้างแรงกดดันกลับไปยังรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ดังจะเห็นว่าหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา แนวร่วมที่เคยยืนอยู่เคียงข้าง คสช.เริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ หลังการบริหารประเทศ ที่ดูจะไม่มีผลงานเข้าตาประชาชน
หลายเรื่องที่สังคมคาดหวังอย่าง “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง” ก็ยังไม่เห็นหน้าเห็นหลัง ทั้งที่ผ่านมา 3 ปี
ยิ่งกฎกติกาใหม่ที่ออกมาจากแม่น้ำ 5 สาย ไล่มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ เรื่อยมาจนถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หลายเรื่องถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดที่ผิดทาง
แทนที่จะทำให้ระบบการเมือง เข้มแข็งอย่างที่ตั้งใจ ในทางปฏิบัติ ถูกมองว่าจะทำให้พรรคการเมือง อันเป็นกลไกที่สำคัญอ่อนแอลง ด้วยความพยายามที่จะทำให้เห็นว่า “นักการเมือง” เป็นจำเลยที่สร้างปัญหา และนำพาประเทศก้าวมาสู่วงวนความ ขัดแย้งในปัจจุบัน
ที่ผ่านมาจึงเห็นพรรคใหญ่ที่ไม่เคยคิดเห็นตรงกัน ต่างประสานเสียงออกมาถล่มรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ออกมาอย่างพร้อมเพรียง
สถานะของพรรคการเมือง ที่ผ่านมาจึงเหมือนถูกบีบให้อยู่ในมุมอับ ไม่อาจมีปากมีเสียง หรือออกมาเคลื่อนไหวดำเนินกิจกรรมอะไรได้
ในขณะที่รัฐบาล คสช.เองที่ ขันอาสาเข้ามาแก้ปัญหาประเทศในช่วงวิกฤตการเมือง พร้อมให้สัญญาว่า ขอเวลาอีกไม่นานนั้น 3 ปีผ่านมา รัฐบาล คสช.เริ่มมีทีท่าเตรียม ขยับขยายเข้าสู่ถนนการเมืองในอนาคต
จากสถานะ “กรรมการ” และยังเป็นผู้มีส่วนวางกฎ กติกา เวลานี้เตรียมจะกระโดดลงมาเป็น “ผู้เล่น” ย่อมทำให้พรรคการเมืองออกมา ดักคอขอให้ลงสนามแบบยุติธรรม ไม่เอาเปรียบด้วยตัวช่วยต่างๆ
ยิ่งในวันที่กระแสข่าวการจัดตั้งพรรคทหารเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลายฝ่ายเปิดหน้าเตรียมตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย
เมื่อเชื่อมต่อกับกลไก 250 เสียงของ สว. และการต่อสายเชื่อมสัมพันธ์กับพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กในปัจจุบัน ทำให้เริ่มเห็นภาพในอนาคตชัดเจนขึ้น
ที่สำคัญ การยื้อไม่ให้พรรค การเมืองออกมาเคลื่อนไหว ดำเนินกิจกรรม ทั้งที่ พ.ร.ป.เกี่ยวกับการ เลือกตั้งมีผลบังคับใช้ด้วยแล้ว ด้วยกฎ กติกาใหม่ที่ต่างไปจากเดิม น่าจะทำให้พรรคการเมืองมีเวลาได้เตรียมตัวลงสนามหลังจากถูกแช่แข็ง กว่า 3 ปี อาจถูกมองว่าเป็นการชิงความได้เปรียบ
สัญญาณการผนึกกำลังของสองพรรคใหญ่ จึงถือเป็นการขยับเพื่อกดดันกลับไปยัง คสช.ไม่ให้มาตีกรอบหรือบังคับให้เดินไปตามที่ต้องการ เพราะการเมืองไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวอย่างที่คิด