ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
04 ธันวาคม 2560 เวลา 09:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/528667
โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ในที่สุดคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดทำร่าง พ.ร.ป.ทั้ง 10 ฉบับ เสร็จสิ้นไปแล้ว โดยสองฉบับสุดท้าย คือ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพิ่งส่งถึงมือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับนับว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้
ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พบว่า กรธ.มีการบัญญัติหลักการใหม่ๆ หลายประการ เช่น การให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 2 ใน 3 เพื่อเลื่อนวันเลือกตั้งได้หากเห็นว่ามีความจำเป็นอันมิอาจเลี่ยงได้ที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร
มาตราดังกล่าวเป็นความต้องการของ กรธ.ที่ไม่อยากให้เกิดสุญญากาศเหมือนเมื่อครั้งในอดีต ที่มีการขัดขวางการเลือกตั้งจนสร้างผลกระทบต่อการเลือกตั้งทั่วประเทศ
ขณะที่ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.นั้น กรธ.ก็ได้ทำการกำหนดกลุ่มวิชาชีพจำนวน 20 กลุ่มที่จะมีสิทธิมาสมัครเป็น สว.อย่างเป็นทางการ เช่น กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กลุ่มการศึกษา กลุ่มประชาสังคม กลุ่มสื่อสารมวลชน 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เป็นต้น
โดยร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับไม่เพียงแต่ส่งถึงมือ สนช.เท่านั้น แต่ สนช.ยังมีมติรับหลักการในวาระที่ 1 ด้วย เรียกได้ว่าเป็นการกลบข่าวที่ว่า สนช.จะคว่ำกฎหมายลูกลงไปได้ในระดับหนึ่ง
มติรับหลักการของ สนช.เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ถือว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร เนื่องจากเป็นการแสดงออกต่อสาธารณะในระดับหนึ่งว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นได้ในปี 2561 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้ก่อนหน้านี้
ตามขั้นตอน จากนี้จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้งสองคณะที่จะไปพิจารณารายละเอียดและส่งกลับมาให้ที่ประชุม สนช. หาก สนช.มีมติเห็นชอบและ กกต. พร้อมด้วย กรธ.ไม่เสนอตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย (สนช.-กกต.-กรธ.) จะเข้าสู่ขั้นตอนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย
เมื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อไหร่ก็นับถอยหลัง 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือนเพื่อเดินหน้าเข้าคูหาเลือกตั้งได้ทันที เว้นเสียแต่ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันหรือส่งร่างกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย จะส่งผลให้วันเลือกตั้งล่าช้าไปอีกสักระยะ
อย่างไรก็ตาม ถ้าสังเกตจากอากัปกิริยาของสมาชิก สนช.ต่อร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว.แล้ว ปรากฏว่าไม่ค่อยมีท่าทีตอบรับเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะร่างกฎหมาย สว.
ทั้งนี้ เป็นเพราะมีสมาชิก สนช.หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเลือกไขว้ที่ กรธ.ออกแบบไว้ในเชิงตำหนิรุนแรง ถึงขั้นมีการตั้งคำถามว่าระบบการได้มาซึ่ง สว.แบบนี้จะดีกว่าอดีตอย่างไร
“ผมเกรงว่าสิ่งที่ท่านวางไว้อย่างนี้มันจะไม่ได้ผลตามเจตนารมณ์ เพราะบล็อกกันง่ายเหลือเกิน ระบบนี้จะเป็นระบบที่แก้ปัญหาได้ดีกว่าระบบการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนหรือไม่ สว.ต่อไปตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะตรงตามเจตนารมณ์ที่ดีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่อย่างไร” เสียงท้วงติงจาก กล้านรงค์ จันทิก สมาชิก สนช.
ไม่ต่างอะไรกับเสียงเตือนจาก “สมชาย แสวงการ” สมาชิก สนช. ซึ่งเป็นอดีต สว.มาหลายปี ก็พูดในทำนองเดียวกัน
“พรรคการเมืองใหญ่นอกจากจะส่งคนลงสมัคร สส.เขตเลือกตั้ง หรือ สส.บัญชีรายชื่อ ต่อไปนี้จะส่งคนลง สว.ด้วย โดยจะวางคนเข้ามาทุกกลุ่ม กลุ่มละ 100 คนทั่วประเทศ และกำหนดไปเลยว่าจะเลือกให้ใครเป็น สว. หรือไม่เลือกให้ใครเป็น สว.” สมชาย ระบุ
ไม่มีใครรู้ว่าเสียงเหล่านี้จะไปถึงหูของผู้มีอำนาจใน คสช.หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่า คสช.ต้องเงี่ยหูฟังไม่มากก็น้อย เพราะ คสช.จะต้องมีหน้าที่เลือก สว. 250 คนตามบทเฉพาะกาลที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยมีจำนวน 50 คนที่ คสช.ต้องเลือกจากกลุ่มบุคคลที่ผ่านการเลือกกันเองตามร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
ทีนี้หาก คสช.นำคำอภิปรายของ สนช.มาพิจารณาแล้วเห็นว่าการเลือก สว.ตามกลุ่มอาชีพตั้งแต่ระดับอำเภอถึงระดับประเทศ จะทำให้ คสช.จำเป็นต้องเลือก สว. 50 คนจากบัญชีรายชื่อที่เป็นสีเทาๆ อย่างที่ สนช.ระบุ ก็มีความเป็นไปได้ที่ คสช.ต้องเข้ามาดำเนินการอะไรบางประการ เพราะวุฒิสภาในอนาคตจะทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาแทน คสช.ในวันที่ คสช.ต้องลงจากอำนาจ
เรียกได้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการ “คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ” ของ คสช.ว่าจะให้น้ำหนักกับเสียงท้วงติงจาก สนช.ระดับใด ถ้ามองว่าเป็นเรื่องอนาคตที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นอย่างที่กังวลหรือไม่ หรือคิดว่ากติกาที่มีอยู่เพียงพอแล้ว คสช.ก็ไม่จำเป็นต้องออกแรงอีก แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เป็นไปได้ที่กฎหมายลูกทั้งสองฉบับอาจต้องถูกแช่แข็งไว้ก่อน
ขึ้นอยู่กับว่าจะแช่แข็งโดยมาตรา 44 หรือมติ สนช.ที่พร้อมใจกันฉีกร่าง พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับ ซึ่งนั่นจะหมายถึงการเลือกตั้งที่ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด