ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295748
ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา
น้องจิ๊บ มหาบัณฑิตพิการ พิสูจน์ตัวเองแม้จะพิการ แต่ก็สามารถก้าวข้ามสิ่งที่ทำได้ยากๆ เพื่อจะพัฒนาตนเองได้
เฟซบุ๊ก เรารัก สมเด็จพระเทพ ฯ : Our Beloved Princess Maha Chakri Sirindhorn ได้โพสต์ภาพ “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับยืนและพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้พิการ 3 ราย พร้อมข้อความว่า “สายพระเนตรที่ทรงเปี่ยมพระเมตตา ที่เปรียบเสมือนประทานกำลังใจให้กับน้องๆ ที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาที่ร่างกายไม่สามารถเป็นอุปสรรคในการศึกษา #ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” โดยเป็นภาพจากเฟซบุ๊ก “Mahidol University” ของมหาวิทยาลัยมหิดล
“ช่วงเวลานั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก จนทำตัวไม่ถูก รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นพระองค์ประทับอยู่เบื้องหน้าแล้ว แม้พระองค์ไม่ได้ตรัสอะไร ก็ยังมีความรู้สึกตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา”และแม้จะเป็นครั้งที่ 2 ที่มีโอกาสได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระองค์หลังจากเรียนจบปริญญาตรีก็ยังมีความรู้สึกตื่นเต้น”
จิ๊บ- พิจิตรา สินเสมอสุข มหาบัณฑิตผู้พิการ วัย 25 ปี คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาสังคมศาสตร์และสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ ถ่ายทอดความรู้สึกวินาทีที่ได้รับพระราชทานปริญญาจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีการศึกษา 2559 เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา
จิ๊บ- พิจิตรา สินเสมอสุข
“จิ๊บ” จบม.6 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา สำเร็จการศึกษาป.ตรี ที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะวิทยาศาสตร์ ภาคชีววิทยา จิ๊บเป็นออทิสติกและป่วยโรคเมทบอลิก มีภาวะกระดูกเปราะ ทำให้ร่างกายไม่สามารถเจริญเติบโตได้เหมือนคนปกติ เป็นแรงบันดาลใจให้สนใจเรียนด้านวิทยาศาสตร์ พอเข้ามหาวิทยาลัยเลือกเรียนชีววิทยา เพราะชอบที่จะเรียนรู้ที่เกี่ยวกับธรรมชาติ และอยากจะค้นหาคำตอบของโรคที่เป็นว่ามาจากอะไร พอเรียนจบป.ตรี ก็เรียนต่อระดับป.โท เลือกสาขานี้ก็ต่อยอดจากสิ่งที่เรียนมา
หลังจบการศึกษาระดับป.โท ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.5 ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และตั้งใจว่าไม่อยากให้คะแนนต่ำไปกว่านี้ ซึ่งเธอยืนยันว่าการศึกษาไม่ใช่อุปสรรคของคนพิการ และคนพิการทุกคนควรจะได้เรียนหนังสือ แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ อาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนพิการ หรือ อุปกรณ์บางอย่างที่ใช้ในการเรียนการสอน
“บางทีไปส่งงานอาจารย์อาคารไม่มีลิฟท์ ต้องขึ้นบันไดไป 2 ชั้นก็ต้องเดินขึ้นไป ก็ค่อนข้างลำบากนิดหน่อยเพราะขั้นบันไดสูงพอควรสำหรับภาวะร่างกายของเรา แต่คุณแม่จะคอยช่วยดูแลด้วย หรือเวลาเข้าห้องแล็ปทำการทดลอง อุปกรณ์ต่างๆทำมาเพื่อคนปกติใช้ ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อให้แก่คนพิการ ซึ่งไม่ได้รู้สึกท้อแท้ แค่เราต้องพยายามให้มากขึ้น เพราะคุณแม่สอนเสมอว่าต้องพยายามสู้ พยายามมากกว่าคนอื่นๆการไม่พยายามจะไม่ได้อะไรเลย”
จิ๊บ บอกถึงเป้าหมายด้วย ว่า อยากจะมีส่วนในการช่วยพัฒนาคนพิการด้วยกัน โดยเฉพาะอยากให้คนพิการทุกคนได้เข้ามาเรียนหนังสือ ได้รับการศึกษาตามสิทธิ และอยากจะเป็นนักพูดที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนพิการด้วยกัน รวมถึงทำให้คนในสังคมปรับทัศนคติต่อคนพิการ ให้เห็นว่าคนพิการก็มีศักยภาพไม่แพ้คนปกติ เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าคนในสังคมมองและพูดว่าคนพิการทำอะไรไม่ได้สักอย่าง พอมีคนพูดมากๆเข้า คนพิการหลายคนก็คิด กลัวไม่กล้าออกมาเจอสังคม เพราะไม่อยากถูกจ้องมอง ไม่อยากถูกดัน
เมื่อครั้งไปนำเสนอผลงานวิทยานิพนธ์ที่ประเทศฟิลิปินส์
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้คนพิการ โดยเฉพาะคนพิการผู้หญิงได้รับการดูแล คือเรื่องวิถีเพศของหญิงพิการ ที่เรามักถูกมองข้ามและมักถูกยื่นข้อเสนอให้มีการทำหมัน เพราะมองว่าเราไม่สามารถมีครอบครัว มีลูกได้ หรือถ้ามีก็อาจจะมีภาวะความพิการ เรื่องนี้เป็นหัวข้อหนึ่งที่เขียนไว้ในวิทยานิพนธ์ “Just a Person Walking Slower than the Others, but can Reach the Intended Destination” (ฉันเพียงเป็นคนที่ก้าวเดินช้ากว่าคนอื่น แต่ฉันก็เดินถึงจุดหมายเหมือนกัน) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้ไปนำเสนอที่ฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ตาม ในหัวข้อที่เกี่ยวกับวิถีเพศของหญิงพิการ ชื่อหัวข้อที่ว่า How can I have a Sweetheart like everybody else? (ทำอย่างไรฉันถึงจะมีคนรู้ใจเหมือนคนอื่นบ้าง) ขณะนี้ได้รับคัดเลือกจากทางเวียดนามให้จัดทำเป็นโปสเตอร์และบรรยายให้ผู้ที่สนใจฟังในการประชุมวิชาการ the 9th Asia Pacific Conference on Reproductive and Sexual Health and Rights (APCRSHR) ในวันที่ 27-30 พ.ย.นี้ ที่ประเทศเวียดนาม
จิ๊บและครอบครัว
ด้าน คุณแม่ “เพ็ญศิริ” วัย 55 ปีซึ่งอยู่เคียงข้อง “จิ๊บ” ดูแลรับ-ส่งมาตลอด เล่าว่า มีลูก 3 คน จิ๊บเป็นลูกคนกลาง มีภาวะออทิสติก จึงลาออกจากงานประจำที่ทำในบริษัทเอกชน มาดูแลลูกอย่างเต็มตัว เพราะแพทย์แนะนำว่าถ้าอยากให้ลูกปกติก็ต้องมาเลี้ยงลูกเอง ก็มาดูแลส่งเสริมพัฒนาการด้านการคิด วิเคราะห์ ใช้เหตุและผล และด้วยน้องมีภาวะกระดูกที่ไม่แข็งแรง เปราะหักง่าย แม้จะเดินได้เองปกติก็ต้องให้ใช้วีลแชร์ร่วมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เขาล้มเพราะจะเป็นอันตราย
ส่วนเรื่องการเรียนก็ให้น้องเป็นคนเลือกเองตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ซึ่งเขาก็เลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์ แม้จะกังวลแต่น้องกลับเป็นคนให้เหตุผลว่าเขาต้องการเรียนเพื่อค้นหาคำตอบโรคที่เขาเป็น โดยครอบครัว แม่จะคอยดูแลข้างๆ และน้องเขาอยากจะพิสูจน์ตัวเองแม้จะพิการ แต่ก็สามารถก้าวข้ามสิ่งที่ทำได้ยากๆ เพื่อจะพัฒนาตนเองได้ และก็หวังให้คนพิการอื่นๆเกิดแรงบันดาลใจว่าตัวเขาเองทำได้และประสบความสำเร็จ คนอื่นๆก็ทำได้เช่นกัน ที่ผ่านมาน้องก็ตั้งใจอย่างมาก น้องมีโอกาสได้นำเสนอผลงานวิทยานิพนธ์ในเรื่องเกี่ยวกับวิถีเพศ ในการประชุมวิชาการ เช่น ที่ฟิลิปปินส์ และล่าสุดกำลังจะไปที่เวียดนาม สิ่งต่างๆเหล่านี้สำหรับแม่แล้ว การได้เห็นความสำเร็จของลูก ได้เรียนจบในสถาบันที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจ.
ภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก “Mahidol University” และคุณแม่เพ็ญศิริ สินเสมอสุข









