ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289039
ชัยชนะเหนือความแห้งแล้งของอิสราเอล กรณีศึกษาของประเทศไทย
ชัยชนะเหนือความแห้งแล้งของอิสราเอล กรณีศึกษาของประเทศไทย
การเยือนประเทศอิสราเอลของคณะจากประเทศไทย นำโดย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานและคณะ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจะว่าธรรมดาหรือพิเศษย่อมได้ทั้งสิ้น
อิสราเอลแห้งแล้งเหมือนประเทศตะวันออกกลางทั้งหลาย แหล่งน้ำต้นทุนก็อาศัยยึดเอาจากประเทศจอร์แดนที่ไม่ลงรอยกัน ซ้ำร้ายประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างล้วนเป็นศัตรูทั้งสิ้น
ความอยู่รอดของอิสราเอลดำรงตนอยู่ได้จนถึงวันนี้ จึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์พันลึกทั้งสิ้น คณะจากเมืองไทยดูงานที่ประเทศนี้กันมากมาย ได้กลับมาบ้าง ไม่ได้บ้าง คงเนื่องเพราะเรายังอุดมสมบูรณ์เรื่องน้ำมากกว่าอิสราเอลเป็นไหนๆ แรงจูงใจต่อเรื่องการขาดแคลนน้ำยังอยู่ในระดับต่ำอยู่
ภายใต้ข้อจำกัดแทบทุกด้าน อิสราเอลไม่ยอมปล่อยให้ปัจจัยภายนอกครอบงำหรือควบคุมตัวเอง ตรงข้าม กลับใช้มันสมองปราดเปรื่องแก้ไขและเอาชนะความยากลำบากเหล่านั้นจนได้ ทั้งด้านเทคโนโลยี และการบริหารจัดการน้ำ
เหนืออื่นใด ยังมีพ่วงประเด็นจิตสำนึกสูงส่งของความรักชาติ การนำพาชาติพ้นจากภัยกับดักต่างๆ ไปสู่ความมั่นคงสถาพร ดูเหมือนเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดเหตุปัจจัยอะไรต่อมิอะไรได้หมด
ถ้าผู้นำกระทรวงเกษตรฯ ของไทยไม่สนใจดูงานเรื่องน้ำของอิสราเอล อาจดูแปลกแยกพิสดารยิ่ง เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมโดยพื้นฐาน ประชากรไม่น้อยกว่า 30 ล้านคนอยู่ในภาคการผลิตนี้
อิสราเอลไม่ได้อยู่รอดอย่างเดียว หากยังมีนวัตกรรม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการน้ำที่ลือลั่นไปทั่วโลก ทุกวันนี้ส่งออกความรู้ด้านแหล่งน้ำ และการชลประทาน สร้างรายได้ให้ประเทศอีกด้วย
ส่วนหนึ่งของการดูงานครั้งนี้ มีการเยี่ยมชมองค์กรเกษตรกรส่วนภูมิภาคโมชาเว ฮาเนเกฟ ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ทะเลทรายทางตอนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกผลไม้ขนาดใหญ่ที่ใช้ระบบชลประทานแบบน้ำหยดบนผิวดิน (Surface Drip Irrigation System) และเยี่ยมชมสวนผลไม้ที่ใช้น้ำ Recycled Water จากโรงงานบำบัดน้ำเสียจากแคว้นดาน
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน หนึ่งในทีมของกระทรวงเกษตรฯ เล่าว่า องค์กรเกษตรกรส่วนภูมิภาค โมชาเว ฮาเนเกฟ มีสมาชิกครัวเรือนเพาะปลูกราว 2,700 ไร่ จากครอบครัวที่มีพื้นที่เพาะปลูกเฉลี่ยราวๆ 50 ไร่ รวมตัวทำการเกษตรลักษณะเดียวกับเกษตรแปลงใหญ่ที่กระทรวงเกษตรฯ ไทยกำลังขับเคลื่อนอยู่
โมชาเว ฮาเนเกฟ เป็นสหกรณ์รูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า โมชาฟ ซึ่งในประเทศอิสราเอลมีด้วยกัน 450 แห่ง สมาชิกซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินรวมตัวกัน เพื่อดำเนินการด้านปัจจัยการผลิตและการตลาด ผลผลิต 90% สหกรณ์จะบริหารจัดการตั้งแต่การเก็บเกี่ยว แปรรูป และจำหน่าย
“สหกรณ์จะเป็นผู้ลงทุนระบบน้ำและระบบต่าง ๆ รวมทั้งอ่างเก็บน้ำในท้องถิ่น ซึ่งใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่มีผลดีคือทำให้เกษตรกรทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเท่ากับเป็นการลงทุนเองผ่านสหกรณ์” ดร.สมเกียรติกล่าวถึงศักยภาพของสหกรณ์แห่งนี้
การบริหารสหกรณ์มีการสร้างแรงจูงใจ เช่น สมาชิกทำดีก็มีโอกาสได้รับที่ดินส่วนกลางทำการเกษตรเพิ่มเติม เป็นส่วนผลักดันให้เกษตรกรแข่งกันทำการเกษตรที่มีคุณภาพ
ในแปลงเกษตรของโมชาเว ฮาเนเกฟ ยังมีแรงงานจากประเทศไทยมาร่วมทำงานด้วย และได้รับคำชมจากชาวอิสราเอลว่า มีความขยัน เชี่ยวชาญด้านการเกษตร อิสราเอลต้องการแรงงานไทยเพิ่มอีก 15,000 คน ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากอิสราเอลประสบปัญหาแรงงานภาคการเกษตรเช่นเดียวกับประเทศอื่น แรงงานเกษตรมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 60 ปี คนหนุ่มสาวก็ไม่กลับมาทำเกษตร ทำให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายส่งเสริมเพิ่มแรงงานอายุน้อย 2 โครงการ โดยให้เรียนการเกษตรและฝึกงานการเกษตรปีละ 1 ฤดูกาลผลิต และให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อทำการเกษตร
ในอิสราเอลมีน้ำต้นทุน 3 ส่วน ได้แก่ น้ำธรรมชาติ น้ำทะเลจากการแยกเกลือ และน้ำจากระบบบำบัดน้ำเสีย จะถูกบริหารในภาพรวม โดยรัฐบาลจัดลำดับความสำคัญจากน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อเกษตรกรรม และน้ำเพื่ออุตสาหกรรมตามลำดับ
ทั้งนี้ น้ำธรรมชาติรวมถึงน้ำจืดจากน้ำทะเล ทั้งจากผิวดินและใต้ดินจะใช้สำหรับอุปโภคบริโภค น้ำจากระบบบำบัดน้ำเสียจะใช้เพื่อการเกษตร โดยก่อนใช้ต้องตรวจสภาพดินและน้ำเพื่อความเหมาะสมในการปลูกพืชแต่ละชนิด ทั้งยังต้องตรวจความปลอดภัยจากกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย จากนั้นส่งผ่านระบบท่อเพื่อลดอัตราการระเหยไปยังพื้นที่การเกษตร ต่อจากนั้นเกษตรกรจะเดินท่อระบบน้ำหยดปล่อยน้ำโดยตรงไปยังรากพืชวันละ 1 ครั้ง บางครั้งใส่ปุ๋ยปล่อยลงไปกับน้ำด้วย
ปีหนึ่งๆ น้ำเสียจากบ้านพักอาศัย จะถูกรวบรวมไปยังแหล่งบำบัดเพื่อให้ได้มาตรฐานราว 100 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับเขื่อนขนาดใหญ่ที่เล็กที่สุดเขื่อนหนึ่งทีเดียว
“เท่าที่สอบถามจากเกษตรกรทราบว่า ต้องจ่ายค่าน้ำในอัตรา 12 บาท/ลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ราคาน้ำอุปโภคบริโภคสูงถึง 30 บาท/ลูกบาศก์เมตร ในการปลูกต้นอ่อนจะใช้น้ำประมาณ 480 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ปี พอพืชโตขึ้นจะใช้น้ำเป็น 1,920 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ปี หรือ 4 เท่าของน้ำที่ใช้กับต้นอ่อน ถ้าไม่มีระบบท่อต้องใช้น้ำมากกว่านี้หลายเท่า เพราะมีอัตราการระเหยสูง” ดร.สมเกียรติกล่าว
เท่ากับเป็นการบริหารจัดการน้ำที่คุ้มค่ามากที่สุด น้ำถูกใช้ 2 รอบ ลดการระเหยให้มากที่สุด ส่งตรงทางท่อไปถึงระบบรากพืช
“เป็นการใช้เทคโนโลยีการบริหารจัดการ และจิตสำนึกจนสามารถเอาชนะความแห้งแล้ง และมีน้ำและอาหารหล่อเลี้ยงประชากรทั้งประเทศราว 8 ล้านกว่าคน โดยลดการพึ่งพาจากภายนอก”
ถ้า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ จะลองเอาวิธีคิดและเทคโนโลยี รวมถึงงานวิจัยของอิสราเอลมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยที่มีน้ำสมบูรณ์กว่า ผ่านกลไกความร่วมมือที่ได้ลงนามกันสดๆ ร้อนๆ ก็น่าจะบังเกิดผลดีแก่ประเทศไทยอย่างมหาศาลในชั่วเวลาไม่กี่ปี มีต้นทุนต่ำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้โดยไม่ต้องกังวลอย่างทุกวันนี้

