ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288970
สศก.ลุ้นราคาสินค้าเกษตรครึ่งหลังดีีขึ้น
สศก.ลุ้นราคาสินค้าเกษตรครึ่งหลังดีีขึ้น
นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า ภาคการผลิตสินค้าเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถควบคุมการผลิตได้ คือ ปศุสัตว์และประมง ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาทางด้านการตลาดและราคา แต่ที่น่าห่วงคือสินค้าพืช ที่ยังต้องพึ่งสภาพอากาศที่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นสัดส่วนหลักในการผลักดันภาวะเศรษฐกิจการเกษตร หรือ จีดีพี โดยสินค้าพืชส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดในครึ่งปีหลัง ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสับปะรด
สำหรับ ข้าว เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยฝนตกต้องตามฤดูกาล คาดว่าเกษตกรจะปลูกข้าวนาปีได้เต็มพื้นที่ 58.68 ล้านไร่ ตามตามแผนข้าวครบวงจรปี 60/61 ที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับแผนการเพาะปลูกตามความเหมาะสมของพื้นที่และหลีกเลี่ยงน้ำท่วมโดยได้เร่งการปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ลุ่มแถบพิษณุโลกพิจิตร กำแพงเพชร ตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเก็บเกี่ยวได้ในปลายเดือน ก.ค.- ส.ค. ก่อนน้ำเหนือไหลหลากช่วงปลายเดือน ส.ค.- ต.ค. ส่วนพื้นที่อื่นในภาคเหนือตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางพื้นที่ดอน สามารถปลูกได้ตามปกติ
แต่กระทรวงเกษตรฯจะเข้าไปสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมนาแปลงใหญ่ เพื่อสามารถควบคุมปริมาณการผลิตข้าวแต่ละชนิดตามความเหมาะสมของพื้นที่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโดยภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่ปลูกข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิภาคกลางข้าวหอมปทุมธานี1 และข้าวขาว การร่วมนาแปลงใหญ่นี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง คุณภาพดีขึ้น
ส่วน ราคา ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาสถานการณ์ผลผลิตของประเทศคู่แข่งที่สำคัญคืออินเดีย ที่เกิดภาวะน้ำท่วมหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่สำคัญ คาดว่าผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหาย และรัฐบาลอินเดียอาจมีมาตรการกำหนดการส่งออกเพื่อสต็อกข้าวสำรองไว้เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร นอกจากนี้ยังมีบังกลาเทศผู้ผลิตข้าวที่สำคัญยังมีปัญหาน้ำท่วมหนักเช่นกัน
ในด้านการตลาดได้รับรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ฟิลิปปินส์ อิรัก และอิหร่าน สนใจจะทำบันทึกข้อตกลงหรือเอ็มโอยู ซื้อข้าวกับไทยในขณะที่ยังมีอีกหลายประเทศที่ต้องการข้าวที่กำลังจะออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้ ทั้งคู่ค้าเดิม คู่ค้าใหม่ คู่ค้าที่หายไป และต้องการกลับมาซื้อใหม่ดังนั้นราคาข้าวของไทยจึงมีโอกาสในการแข่งขันและราคาปรับเพิ่มขึ้น
“สิ่งที่สำคัญคือต้องควบคุมการเก็บเกี่ยว เนื่องจากมีความเป็นไปได้จะเจอฝนปลายฤดูกาล ดังนั้นเกษตรกร จึงควรจัดการ ตาก หรือจัดเก็บไว้ในยุ้งฉาง เพื่อลดความชื้นให้ได้ระดับ 15-18% จะทำให้ข้าวขายได้ในราคาสูงขึ้นไม่ถูกหักความชื้นมากเกินไป นอกจากนี้แผนการจำหน่ายข้าวของไทยจะแยกตามเกรดข้าว เช่น ข้าวพรีเมี่ยม ข้าวสี ข้าวอินทรีย์ ทั้งหมดนี้เพื่อรวมกับต้นทุนการผลิตที่ลดลง จะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้น ”นางสาวจริยา กล่าว
ทั้งนี้ตามแผนข้าวครบวงจร แบ่งการปลูกข้าวออกเป็น 2 ช่วง กำหนดผลผลิตรวมที่ 29 .50 ล้านตัน แยกเป็น ช่วง 1 ข้าวนาปีจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือน พ.ย. คาดว่าจะได้ผลผลิต 24.34 ล้านตันข้าวเปลือก และการปลูกช่วงที่ 2 ข้าวนาปรัง จะเริ่มปลูกช่วงเดือน ธ.ค. เป็นต้นไป กำหนดพื้นที่ ให้ปลูกเฉพาะในเขตที่เหมาะสม 8.01 ล้านไร่ คาดจะได้ผลผลิต 5.16 ล้านตันข้าวเปลือก ผลผลิตที่ได้ทั้งหมด แยกเป็นข้าวหอมมะลิ 8.07 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวหอมจังหวัด 1.39 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวหอมปทุมธานี 1 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวเจ้า 12.20 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวเหนียว 6.72 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวอื่นๆเช่นข้าวสี ข้าวอินทรีย์ 1.2 แสนตันข้าวเปลือก ทั้งหมดจะผลักดันให้ได้ 10 ล้านตันข้าวสาร ที่เหลือจะใช้เพื่อบริโภคในประเทศ
ยางพารา ปัจจุบันพื้นที่ปลูกกระจายอยู่ทุกภาค รวมประมาณ 23 ล้านไร่ คาดจะมียางออกสู่ตลาด 4.3-4.4 ล้านตัน มากเป็นอันดับ 1 ของโลก รองลงมา คือ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ผลผลิตที่ได้ในภาคใต้จะแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบ ส่วนที่อื่นเกษตรกรจะขายในรูปของยางก้อนถ้วย ซึ่งฤดูกาลเปิดกรีดจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือน ก.ค. เป็นต้นไป แต่ผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. ของทุกปี
ในภาวะปกติราคายางพาราช่วงเปิดกรีดจะพุ่งสูงขึ้นแต่ในปีนี้ราคายางพาราในเดือน ก.ค.ปรับลดลงเหลือเฉลี่ยเพียงกิโลกรัมละ 48.67 บาท ต่ำกว่าราคาในเดือน มิ.ย. ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 53.15 บาท แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมายังอยู่ในระดับที่สูงกว่า ในขณะที่ ราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้าปรับเพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันดิบ
นอกจากนี้ สศก. ได้พิจารณาความต้องการของตลาดโลกรวมประมาณ 13 ล้านตัน สมดุลกับปริมาณที่ผลิตได้ โดยไทยมีตลาดส่งออกใหญ่คือจีน ที่เป็นผู้ใช้ยางมากที่สุดในปี 2560 คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือจีดีพี ของจีนจะขยายตัว 6.5% ซึ่งในไตรมาสแรกขยายตัวไปแล้วกว่า 6.5% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจในประเทศ ยังอยู่ในภาวะเติบโต สะท้อนมายังความต้องการใช้ยางที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ประกอบการในได้นำสต็อกยางออกมาใช้แล้วจำนวนมาก โอกาสที่จะเร่งซื้อเพื่อใช้และสต็อกอีกจึงมีสูง ซึ่งผู้ประกอบการทุกคนคนเล็งมายังประเทศไทยที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่
จากการส่งออกยางพาราของไทย 5 เดือนแรก สามารถส่งออกได้ 1.36 ล้านตัน ลดลง 2.26%แต่มูลค่า 103.52 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 57.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าราคายางของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยตลาดมาเลเซียส่งออกได้ 1.5 แสนตัน ลดลง 6.82% มูลค่า 11.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.55% สหภาพยุโรปหรืออียู 1.2 แสนตัน ลดลง12.65% มูลค่า 9.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.42% ญี่ปุ่น 9 หมื่นตัน ลดลง 4.33% มูลค่า 7.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.87% สหรัฐ 8 หมื่นตัน ลดลง 1.66% มูลค่า 6.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.49% จีน 7.1 แสนตัน เพิ่มขึ้น 1.99% มูลค่า 52.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60.79% และตลาดอื่นๆ 2.2 แสนตัน ลดลง 5.22% มูลค่า 16.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.12%
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีการปลูกยางพารา ปัจจุบันสามารถกรีดได้แล้ว และมีเป้าหมายส่งออกในตลาดจีนเป็นหลัก เพื่อนบ้านเหล่านี้มีอาณาเขตใกล้จีน ทำให้ได้เปรียบด้านการขนส่ง ส่งผลให้ราคายางพาราของไทยอาจจะแกว่งได้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อน จึงต้องลดความเสี่ยงด้วยการส่งเสริมให้ชาวสวนยางทำสวนผสมผสาน โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 15 ไร่
ด้านสับปะรดโรงงาน เป็นสินค้าที่น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากตั้งแต่ปลายปี 2557-2559 ราคาปรับขึ้นสูงมากแตะ กก.ละ 10.29 บาท เนื่องจากภัยแล้งทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย แต่จากราคาที่สูงดังกล่าวทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่การเพาะปลูกจาก ปี 2557 ที่ 4.52 แสนไร่ ผลผลิต 1.92 ล้านตัน เป็น 4.75 แสนไร่ในปี 2560 ผลผลิต 1.95 ล้านตัน โดยราคาเฉลี่ยช่วงเดือน ม.ค.- มิ.ย. อยู่ที่กก.ละ 5.86 บาท
ราคาที่ลดลง เนื่องจากตลาดต่างประเทศชะลอการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สับปะรดของไทย ทำให้โรงงานแปรรูปสับปะรดปรับลดกำลังการผลิต และปรับลดราคารับซื้อสับปะรดโรงงานจากเกษตรกรดังนั้นในฤดูการเก็บเกี่ยวพ.ย.2560- มิ.ย. 2561 กระทรวงเกษตรฯร่วมกับทางจังหวัดที่ปลูก ได้หารือกับโรงงานเพื่อทำบันทึกข้อตกลงกับโรงงานรับซื้อให้ราคาที่เหมาะสม ในขณะที่เกษตรกรต้องวางแผนขายสับปะรดในรูปบริโภคสดก่อนซึ่งจะได้ราคาดีกว่าที่เหลือจึงส่งเข้าโรงงาน
สำหรับมันสำปะหลัง เนื่องจากราคาที่ทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557- ปัจจุบันทำให้เกษตรกรไม่ขยายพื้นที่ปลูก ส่วนใหญ่จะปลูกเฉพาะพื้นที่ใกล้กับโรงงานแปรรูปรัศมีไม่เกิน 50 กิโลเมตร ในปี คาดว่าจะพื้นที่ปลูก8.64ล้านไร่ ผลผลิต 31.19 ล้านตัน ลดลง 3.16%ราคาที่เกษตรกรขาย เฉลี่ยเดือน ม.ค.-มิ.ย. อยู่ที่กก.ละ 1.48 บาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่เกษตรกรขายได้ 1.81 บาท โดยราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ควรจะอยู่ที่กก.ละ 2 บาทขึ้นไป ดังนั้นเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวเกษตรกรควรขุดมันสำปะหลังในช่วง 8-14 เดือน ที่ให้เปอร์เซนต์แป้งสูง เท่านั้น
ด้านอ้อย ซึ่งมีพื้นที่ปลูกซ้อนกันกับมันสำปะหลังแถบ ลพบุรี สระบุรี อย่างไรก็ตามเนื่องจากการปลูกอ้อยผูกไว้กับโควตาการส่งออก ดังนั้นการขยายพื้นที่จึงต้องสอดคล้องกับความต้องการของโรงงานและมีราคาที่ชัดเจน สินค้าทั้ง 2 ชนิดนี้หากมีปัญหาทางด้านราคา จะสามารถเปลี่ยนรูปจากการบริโภคเป็นเอทานอลใช้เป็นพลังงานทดแทนได้
ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายให้ปลูกหลังการทำนา เพื่อแก้ปัญหาการปลูกในพื้นที่ผิดกฎหมาย โดยควรปลูกตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไปแต่ไม่ควรเกินกลางเดือน ม.ค. ทั้งนี้เพราะความชุ่มชื้นในดินยังมีอยู่ จะทำให้ใช้น้ำน้อยลงและเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนฤดูฝน ความชื้นที่ได้ไม่ควรเกิน 16% คาดว่าในปีนี้จะมีพื้นที่ปลูก 7.03 ล้านไร่ ผลผลิต 4.61 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ประกาศให้ภาคเอกชนรับซื้อทั้งหมดในราคากก.ละ 8 บาททุกพื้นที่
