ปราโมทย์ติง‘ภาษีน้ำ’หวั่นชนวนขัดแย้งเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297523

ปราโมทย์ติง‘ภาษีน้ำ’หวั่นชนวนขัดแย้งเกษตรกร

ปราโมทย์ ไม้กลัด, ภาษีน้ำ

ปราโมทย์หวั่น‘ภาษีน้ำ’ชนวนขัดแย้ง กลุ่มเกษตรเตรียมเคลื่อนหลังต.ค.

                   นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงการออกกฎหมายทรัพยากรน้ำ โดยหลักใหญ่จะเป็นการเก็บค่าน้ำในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งอยากตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการทำแบบรวบรัด โดยฝ่ายราชการเสนอกฎหมาย ผ่านคณะรัฐมนตรี(ครม.) ไปแบบไม่มีใครรู้เรื่อง และกำลังพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อเป็นกฎหมายของหน่วยงานที่เตรียมจัดตั้งขึ้นใหม่ คือสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่จะยุบกรมทรัพยากรน้ำไปรวม

             อย่างไรก็ตามการทำความเข้าใจกับประชาชนผู้เกี่ยวข้องในการใช้น้ำอาจยังไม่มีความชัดเจน และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งเป็นวงกว้างได้ และกฎหมายอย่างนี้เป็นได้แค่ตัวหนังสือบังคับใช้ไม่ได้

          “เรื่องนี้มีการเรียกร้องมานานให้มีการออกกฎหมายเก็บค่าน้ำในกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ เช่นโรงงานต่างๆ ที่ตั้งริมแม่น้ำ เช่นแม่น้ำท่าจีน แม่กลอง มีโรงงานน้ำตาล จำนวนมาก แต่สูบน้ำไปใช้ฟรีๆ สวนส้มในจ.เชียงใหม่ เป็นพันไร่ ชักน้ำเข้าสวน กวาดจากลำน้ำฝางไปหมด แย่งชิงกันใช้ ในช่วงหน้าแล้ง ธุรกิจแบบนี้ต้องเสียค่าน้ำ เพราะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีน้ำใช้ รวมทั้งสนามกอล์ฟ และกลุ่มธุรกิจประกอบกิจการเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีหลักการ ไม่เก็บค่าน้ำที่ใช้ประกอบการเพื่อยั่งชีพ”

             นายปราโมทย์ กล่าวว่าควรเก็บค่าน้ำจากการทำเกษตรแปลงใหญ่เข้าสู่อุตสาหกรรม ใช้แม่น้ำตามธรรมชาติ ต้องออกมาเป็นกฎกระทรวงแยกประเภทให้ชัดเจน มีการขึ้นทะเบียน ส่วนการใช้น้ำเพื่อการทำมาหากิน ไม่ต้องเสีย

            “อย่างไรก็ตามต้องไปทำความเห็นกับผู้คนให้เกิดการมีส่วนร่วม เห็นด้วยหรือไม่ ไปออกกฎหมายกว้างๆตีกันตาย ใครเป็นเจ้าของกฎหมาย ไม่ทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน”

            ทั้งนี้ ก่อนเสนอร่างกฎหมายต้องมีความชัดเจน ประเภทประกอบธุรกรรม ขึ้นทะเบียนชัดเจนว่าธุรกิจประเภทไหน พวกนี้ต้องมีมิเตอร์วัด ตั้งเครื่องวัดน้ำ ส่วนเกษตรกรชาวนา ชาวไร่ แม้ว่าทำนา 50 ไร่แต่ก็ไม่ใช่ธุรกิจร่ำรวยอะไร กรมชลประทาน มีหน้าที่ผลิตน้ำเพื่อการเพาะปลูก จะทำกฎหมายขึ้นมาต้องดูธุรกิจที่มีรายได้

             “เกษตรกรใช้น้ำเพื่อยังชีพ ต้องฟรี การรวบรัดออกกฎหมาย ชาวบ้านไม่รู้เรื่องก็พัง ต้องทำความเข้าใจก่อน โดยเฉพาะกับชาวนา ชาวไร่ สำหรับเมืองไทย เราต้องโอบอุ้มชาวนา ชาวไร่”

              นายปราโมทย์ กล่าวว่า ถ้ากฎหมาย มีข้อขัดแย้ง จะบังคับใครไม่ได้เลย เป็นแค่ตัวหนังสือ กระทรวงก็ขายหน้า เพราะในรัฐบาลนี้มีกี่คนรู้เรื่องกฎหมายน้ำ ซึ่งตนเห็นว่าการตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ต้องไม่เกี่ยวข้องกับระดับอธิบดี ซึ่งกฎหมายทรัพยากรน้ำ เป็นกฎหมายที่หน่วยอยากได้ ทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้น ว่าจะเก็บเงินค่าน้ำไปไหน ส่งเข้ากระทรวงคลัง ไปทำรถไฟความเร็วสูงหรือ รัฐบาลต้องแยกแยะให้ออกว่า ไม่ใช่กฎหมายน้ำที่เป็นกลางของชาติแท้จริง

               ด้านนายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้(คยป.) เปิดเผยว่าภาคีเครือข่ายฯทั่วประเทศได้ศึกษารายละเอียดของร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำเห็นชัดเจนว่ามีการกำหนดอัตราเก็บภาษีค่าใช้น้ำทำเกษตรเพื่อค้าขาย ตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไปถือเป็นเกษตรอุตสาหกรรม โดยจัดเก็บในอัตรา 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งการทำเกษตร 50 ไร่คือเกษตรกรรายย่อย การออกมาเช่นนี้ทำให้ทุกคนเดือดร้อนแน่นอน โดยเฉพาะชาวนา ใช้น้ำไร่ละ 1.5-2 พันลบ.ม.ต้องเสียค่าน้ำ 4-5 หมื่นบาท คงทำไปไม่รอดต้องเลิกอาชีพกันหมด

                นอกจากนี้การเก็บภาษีน้ำเกษตรกรไม่รู้มาก่อน จะเป็นการซ้ำเติมผลผลิตราคาตกต่ำ สิ่งสำคัญรัฐบาลนี้ ให้พ่อค้า นายทุนใหญ่มานั่งเป็นที่ปรึกษา มากำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ก็คือเกษตรพันธสัญญา เกษตรกรมีสถานะเป็นลูกจ้าง ถูกดึงมาทำสัญญาทาส กับพ่อค้าขายเครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร บริษัทขายปุ๋ยยา นายทุนมีสิทธิเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์ ให้เร่งการผลิตหลายรอบจนทำให้พื้นดินตรงนั้นจะกลายเป็นทะเลทรายปลูกอะไรไม่ขึ้น

             “เกษตรกรกำลังอดทนไม่ไหว หลังงานพระราชพิธีฯหลายกลุ่มทั่วประเทศจะลุกฮือกันหมด เพราะรัฐบาลไม่ประกันราคา กลับมาเก็บค่าน้ำเกษตรกรจำนวนมากที่อยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรภาคใต้ เริ่มเคลื่อนไหวกันหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วย เช่นการควบรวม11 รัฐวิสาหกิจที่เป็นห่วงที่สุด กรมธนารักษ์ มีที่ดินทั่วประเทศอยู่ในมือ อีกที่ดินส.ป.ก.ใช้ ม.44 ปลดล็อก อนุญาตทำกังหันลม พลังงาน เหมืองแร่ ทองคำ โดยให้สิทธิคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน พิจารณาอนุญาต ในการทำธุรกิจอุตสาหกรรม ทั้งที่เป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น”

              นายทศพล กล่าวว่า จะเปิดเวทีช่วงกลางเดือน ต.ค. หยิบยกเรื่องภาษีที่ดิน ภาษีน้ำ การปฏิรูป 11 รัฐวิสาหกิจ เราต้องลุกขึ้นสู้หาแนวทางขับเคลื่อน ส่วนโครงการ 9101 ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท ก็ส่อขาดทุนหมด อย่างที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โครงการทำปุ๋ยอินทรีย์ผลิตได้ 5,000 กระสอบ ขายกระสอบละ 200 บาท ต้นทุน 400 บาท ขาดทุน 1.5 ล้าน ซึ่งส่วนใหญ่ขาดทุน เงินกองทุนหมู่บ้านของกระทรวงมหาดไทย 2.5 แสนบาทต่อชุมชน ให้มาขุดลอก มีแต่เอาวัชพืชขึ้น ก็ไม่มีใครตรวจ เพราะไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง

Leave a comment