บิ๊กตู่อ้อน“จันท์”ไทยนิยมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/312310

บิ๊กตู่อ้อน“จันท์”ไทยนิยมยั่งยืน

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  13 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นาฬิกาหรู,ประวิตร,จนทบุรี,ประยุทธ์,ไทยนิยม

“บิ๊กตู่”ชูกำปั้นปลุกคนจันทบุรีประกาศเป็นประชารัฐแบบไทยนิยมเต็มตัวเผยตัวเองไม่เหมือนนักการเมืองเป็นทหาร ป.ป.ช.ระบุ“บิ๊กป้อม”ยังไม่แจงปมนาฬิกาหรูรอบ3

 

ที่อาคารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 กุมภาพันธ์  2561 จ.จันทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2561 โดยก่อนเป็นประธานการประชุม ได้กราบสักการะพระบรมราชินยานุสาวรีย์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 โดยก่อนการประชุมนายกฯ ได้พบปะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา ที่มาต้อนรับ โดยนักศึกษาได้บูมคำขวัญต้อนรับนายกฯ ด้วยคำว่า “ชีวิตมั่นคง ดำรงมั่งคั่ง สามัคคีคือพลัง พาชาติยั่งยืน” ทำให้นายกฯ ถึงกับยิ้มและกล่าวขอบคุณ พร้อมร่วมถ่ายภาพอย่างเป็นกันเอง

บิ๊กตู่เผยมีความสุขลงพื้นที่ตราด-จันทบุรี
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้รู้สึกมีความสุข และเป็นกำลังใจให้ตนเองและครม. รวมทั้งได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ จากภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับหลักการข้อเสนอต่างๆ กว่า 10 โครงการและจะนำไปพิจารณาเพื่อให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามการลงพื้นที่ครั้งนี้มีความพอใจโดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวซึ่งนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้ยืนยันว่ามีความสุขกับประเทศไทยถือเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจแทนคนไทยทุกคน ดังนั้นเราจะต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจะต้องดูแลเป็นพิเศษ นอกจากนี้รู้สึกยินดีที่ได้ไปเยี่ยมชุมชนริมน้ำจันทรบูร แม้มีคนหลายกลุ่มหลายศาสนาแต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีอะไรก็มาพูดจาและหาข้อแก้ไขร่วมกัน ตนถือว่าเป็นความปรองดองโดยประชาชนเอง ไม่เช่นนั้นก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ต่างคนต่างไม่ยอมตามนิสัยคนไทยแท้ วันนี้เราต้องเอาสิ่งเหล่านี้กลับขึ้นมาให้ได้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันของคนไทย ซึ่งควรนำไปใช้เป็นตัวอย่างในพื้นที่อื่นๆ ด้วย

 

บิ๊กตู่อ้อน“จันท์”ไทยนิยมยั่งยืน 

 

“เราต้องมีการพัฒนาให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ ยืนยันว่าผมไม่ต้องการเข้าไปทำลายธุรกิจของใคร หรือเอื้อประโยชน์ให้ใคร ทั้งหมดคือการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามการทำงานต่างๆ เราต้องมีกฎหมายและกติกาที่ชัดเจนเพื่อคุ้มครองรวมถึงรัฐเข้าไปดูแลช่วยเหลือประชาชนได้สิ่งต่างๆ จะต้องเกิดในสมัยรัฐบาลปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะไม่ทำอะไร ทุกรัฐบาลจะต้องทำแต่รัฐบาลปัจจุบันต้องการทำให้ทุกพื้นที่ 76 บวก 1 จังหวัดเพื่อให้เกิดขึ้นได้ในทุกๆ กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เราจะต้องไม่มีจังหวัดของคนนั้นคนนี้อีกต่อไป ผมไม่เคยกลัวอะไร นอกจากนักข่าวจะถามคำถาม นอกจากนี้อยากให้คิดว่าหากใครทำให้บ้านเมืองเสียหายวันนี้ แล้วเลือกตั้งไม่ได้ใครจะรับผิดชอบ ดังนั้นใครที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ต้องตอบลูกหลานให้ได้ด้วยว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะกำลังทำให้ทุกคน ยืนยันไม่ได้หาเสียง” พล.ประยุทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามวันนี้รัฐบาลได้เริ่มต้นเพื่อวางรากฐานไว้ให้ทุกคน แต่ต่อไปทุกคนจะต้องช่วยกันขับเคลื่อน ต้องมองไปถึงอนาคต โดยไม่ใช่การมองเฉพาะตัวเอง แต่ต้องคำนึงถึงคนอื่นและประเทศชาติ เพราะถ้าไม่เห็นแก่ประเทศชาติและคนอื่นก็จะนำไปสู่ความขัดแย้ง แม้จะคิดไม่เหมือนกันแต่จะต้องให้ความร่วมมือ อย่าเอาสิ่งที่จะขัดแย้งมาทะเลาะเบาะแว้งกัน เพื่อเปิดทางให้สิ่งที่ดีเกิดขึ้นได้ เรื่องใดที่ยังเห็นว่าแก้ไม่ได้ก็เอาไว้ทีหลัง นำเรื่องที่เห็นตรงกันมาเดินหน้าก่อน ส่วนนักศึกษาจะต้องรู้จักตัวเองว่าเป็นใคร สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต และอยากให้ทุกคนเลือกเรียนในสาขาที่จบไปแล้วมีงานทำ โดยเน้นสาขาที่เรียนยาก เพราะจบแล้วจะมีงานทำ และรัฐบาลกำลังเตรียมเรื่องต่างๆ ไว้ให้พวกเรา ขอให้ทุกคนเป็นเด็กดีของสังคม

 

บิ๊กตู่อ้อน“จันท์”ไทยนิยมยั่งยืน 

ชี้วันเลือกตั้งเป็นไปตามกฎหมาย
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงถึงกระแสที่เรียกร้องให้ระบุวันเลือกตั้งให้ชัดเจนเพราะยังมีความคลุมเครืออยู่ในขณะนี้ว่า ก็ระบุวันเลือกตั้งเป็นไปตามกฎหมาย กฎหมายลูกมีผลใช้เมื่อไหร่ก็นั่นแหละวันเลือกตั้ง เป็นไปตามกระบวนการ เรื่องพ.ร.ป.การเลือกตั้งส.ส.-ส.ว.ยังอยู่ในกระบวนการ เมื่อทุกอย่างพร้อมทุกฝ่ายพร้อม ก็โอเค ก็เลือกตั้งไป เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ได้คุยกับนักการเมืองท้องถิ่นภาคตะวันออกที่มาพบ ซึ่งไม่ได้บังคับมา ก็มาคุยกันได้ปรับความเข้าใจกันว่าที่คุยกันหมายความว่าอย่างไร ที่รัฐบาลพูดไว้ว่าอย่างไร ไม่ได้ไปสู้รบปรบมือกับเขา และก็บอกว่ารับฟังทั้งหมด แต่ไม่ได้มีโอกาสพูดกันโดยตรง อาจจะไม่เข้าใจกัน อยากมาพบก็คุยด้วยได้ และไม่มีเฉพาะนักการเมือง มีทั้งอปท.-อบต. ภาคประชาชนด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยต่อว่า ความขัดแย้งต้องเริ่มจากเอาทุกคนมาพูดคุยกันในเวลาเดียวกัน แต่ตนถามว่าบางคนบางพวกไม่ยอมคุยกับใครเลย ถามว่าใครล่ะที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เรามองประเทศชาติหรือเปล่า หรือมองแต่เพียงว่าทำอย่างไรจะให้เลิกคดีความได้อะไรได้ ถ้าพูดแค่นั้นปรองดองไม่ได้หรอก คดีคือเป็นเรื่องการดำเนิน การทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมคนที่เข้าสู่กระบวนการก็สู้คดีไปได้ แล้วทำไมบางคนบางพวกรับไม่ได้ไม่เข้าใจเหมือนกัน หลายอย่างได้ประโยชน์จากทางกฎหมายก็รับได้ พอไม่ได้ประโยชน์ก็โทษกระบวนการยุติธรรมว่าไม่ยุติธรรม ก็จะยืนตรงจุดที่เหมาะให้ได้

ชี้ชะลอสร้างโรงไฟฟ้ายังกดดันอีก
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มผู้คัดค้านการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ขอให้ถอดโครงการออกจากแผนพัฒนาพลังงานว่า วันนี้รัฐบาลได้ขยับการพิจารณาออกไปแล้ว แต่กลับมากดดันให้รัฐบาลตอบว่าจะไม่ทำโครงการอีก ซึ่งไม่มีรัฐบาลไหนตอบได้ว่าจะไม่ทำ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องประเมินความเสี่ยง เนื่องจากอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นยังไม่รู้ และต้องศึกษาว่าจะทำอะไร ไม่ใช่จะเลิกหรือไม่เลิก และวันนี้มีอีกพวกที่ออกมาสนับสนุน แล้วรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร ดังนั้นสื่อต้องช่วยกันทำความเข้าใจว่าจะทำอย่างไรและจะแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานอย่างไร ขณะที่การใช้พลังงานทดแทนก็ถือเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ต้องมองความเสถียร จึงขอให้ทุกคนพิจารณความเป็นไปได้ด้วย

  ลั่นตนเองไม่เหมือนนักการเมือง
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางมายังสหกรณ์เกษตร อ.มะขาม จ.จันทบุรี เพื่อเยี่ยมชมกระบวนการบริหารจัดการผลไม้อย่างครบวงจร โดยมีประชาชนเตรียมต้อนรับประมาณ 2,000 คน ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนจากทุกอำเภอที่ลงทะเบียนไว้ โดยมีเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยได้วางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ประชาชนที่จะมาเตรียมต้อนรับนายกฯ จะต้องผ่านเครื่องสแกนวัตถุอันตราย พร้อมตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระอย่างละเอียด และแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ก่อน ขณะเดียวกันประชาชนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องเดินทางกลับ

มีรายงานว่า ระหว่างรอนายกฯ ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรกดติดตามเพจเฟซบุ๊ก “ไทยคู่ฟ้า” เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของรัฐบาล โดยเกษตรกรคนใดกดติดตามเพจดังกล่าว จะมีเจ้าหน้าที่แจก “หมวกไทยคู่ฟ้า” จากสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นของรางวัล โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คอยตรวจสอบว่าเกษตรกรได้กดติดตามเพจดังกล่าวจริงๆ แล้วหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรมีปัญหาในการกดติดตามทำให้เจ้าหน้าที่สำนักโฆษกต้องคอยช่วยแนะนำ

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างพบปะประชาชนกว่า 2,000 คน ว่า “ทำเสียงเหมือนนักการเมืองหรือเปล่า ไม่เหมือน เพราะเสียงเป็นทหารที่พูดความจริง ไม่โกหก เพราะถวายสัตย์ปฏิญาณไว้หมด ยืนยันว่ารักทุกคน เป็นนายกฯ ของคนทุกจังหวัด วันนี้รักคนจันทบุรี แต่ก็ทิ้งคนไทยไม่ได้ อย่างไรก็ตามย้ำว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อย่ามองว่านานเกินไปเพื่อหวังสืบทอดอำนาจ ซึ่งตนและครม.ทุกคนก็มีชีวิตจิตใจ มีหัวอกหัวใจ วันนี้ขอให้ลดปัญหาความขัดแย้งลงก่อน ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยก็เป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่สามารถรับประกันได้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ตราบใดที่ยังอยู่ตรงนี้ รัฐบาลนี้จะรักษาประโยชน์ให้มากที่สุด ให้คนไทยมีอนาคตที่ดี

ยันเป็นประชารัฐแบบไทยนิยม
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องสร้างกระบวนการปรองดองให้เกิดขึ้นให้ได้ พร้อมเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ วันหน้าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น โดยรัฐบาลกำลังดูทุกอย่าง แก้ไขปัญหาทุกอย่างขออย่าได้ต่อต้านรัฐบาลเลย สัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุด ไม่ให้คนไทยมาทะเลาะกันอีกทั้งวันนี้และวันหน้า สำหรับการเลือกตั้งถ้านักการเมืองมาพูดและสัญญาอะไร ท่านจะเชื่อเขาหรือไม่ รัฐบาลนี้ต่างจากรัฐบาลก่อนๆ เราเป็นรัฐบาลของประชาชนทุกคนทั้งประเทศ ไม่ได้เลือกเป็นรัฐบาลของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ถ้าใครมาสัญญาว่าจะทำอะไรให้ขออย่าไปเชื่อ อย่างไรก็ตามย้ำว่า วันนี้เราไม่ใช่พรรคการเมือง แต่เป็นพรรคเดียวคือ พักผ่อนยังไม่ได้ ถ้าไม่ใช่นายกฯ คงเหลือคนนั่งฟังไม่กี่คน ขอให้ฟังหน่อย พูดมา 3 ปีแล้ว จริงจังมาก ไม่ได้ทำเล่นๆ เราพยายามเริ่มต้นทุกอย่าง เพราะที่ผ่านมาเกิดปัญหามากมาย มีการโกงกันเกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ สั่งให้ประชาชนลุกขึ้นพร้อมถามว่า “ที่ผมพูดเชื่อผมไหม” โดยประชาชนตอบว่า “เชื่อ” จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ กำหมัดพร้อมพูดว่า “ขอให้ความรุ่งเรืองเกิดขึ้นกับคนไทย เดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง ประเทศไทยรวมเลือดชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐแบบไทยนิยม นั่นก็คือนิยมทำความดี”

  ไม่ตอบเรื่อง”บิ๊กป้อม” หนีลงจากโพเดียม
ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหนักใจกรณีของพล.อ.ประวิตร หรือไม่ เพราะกระแสสังคมยังไม่หยุดการโจมตี แม้ขั้นตอนจะอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมแล้วก็ตาม โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ทำไม จะถามทำไมกันอีก วันนี้ท่านยังไม่กลับมา ประชุมอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ คิดถึงหรือ เอาคำถามต่อไป”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวการยื่นหนังสือลาออกของ พล.อ.ประวิตร โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเลี่ยงว่า “อะไรนะ เรื่องอะไร มีเรื่องอื่นอะไรอีกหรือไม่ ไม่มีก็สวัสดีครับ”จากนั้นได้เดินออกจากโพเดียมการให้สัมภาษณ์ทันที

      พลังชลแจงสนธยาพบบิ๊กตู่
วันเดียวกัน นายสุระ เตชะทัต โฆษกพรรคพลังชล กล่าวถึงกรณีนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล พร้อมด้วยอดีต ส.ส.ของพรรค พบปะพูดคุย พล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างเดินทางไปประชุม ครม.สัญจร จ.จันทบุรี ทำให้เกิดกระแสข่าวเตรียมเข้าร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งสมัยหน้าว่า นายสนธยาเป็นนักการเมืองที่อยู่ในพื้นที่ ได้ทำงานสนับสนุนเพื่อพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกตลอดมา เมื่อนายกฯ เดินทางมาประชุมครม.สัญจร ในฐานะเจ้าบ้านเลยเดินทางไปต้อนรับ ยิ่งในอนาคตจะมีโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เกิดขึ้น จึงนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านคมนาคมทางบก อากาศ น้ำ การท่องเที่ยว การกีฬา มาร่วมแลกเปลี่ยน

นายสุระ กล่าวว่า ส่วนประเด็นการเมืองที่มีการตั้งข้อสังเกตกันนั้น ไม่มีการพูดคุยประเด็นการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากขณะนี้ยังไม่อนุญาตให้นักการเมือง พรรคการเมืองทำกิจกรรม ยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งชัดเจน ดังนั้นใครจะไปไหน สนับสนุนใครเป็นนายกฯ จึงไม่สามารถบอกได้ คงต้องรอให้วันนั้นมาถึง นักการเมืองได้ทำกิจกรรม แล้วค่อยมาว่ากันอีกที

    “สมศักดิ์” เหน็บพูดอะไรก็ต้องเชื่อ
ขณะที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่ระหว่างประชุมครม.สัญจร จ.จันทบุรี และพบปะกับนักการเมืองแต่ปฏิเสธว่าไม่ใช่การหาเสียง ว่าในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศแล้วว่าจะไม่เล่นการเมืองและไม่ได้เป็นการหาเสียง ไม่ได้ไปทำงานการเมืองก็ต้องเชื่อว่าการลงพื้นที่ภาคตะวันออกเพื่อต้องการสร้างให้เป็นพื้นที่ส่งออก เป็นตลาดผลไม้โลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและอยากเห็นความสำเร็จดังกล่าว ส่วนการที่นักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ มีทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังชล ต้อนรับก็อย่าไปมองว่าเป็นการเมือง แต่ขอให้มองว่าเป็นการต้อนรับนายกฯ ที่มาเยือนก็เหมือนตอนที่ไป จ.สุพรรณบุรี จ.อ่างทอง หรือไปที่ไหนๆ ก็ต้องมีนักการเมืองท้องถิ่นมาต้อนรับเพราะเป็นเรื่องประโยชน์ของประชาชนในภูมิภาคนั้นๆ

“ตอนนี้นายกฯ พูดอะไร ก็ต้องเชื่อไว้ก่อน เหมือนที่บอกว่าจะมีการเลือกตั้ง ถ้าไม่เชื่อท่านแล้วจะเชื่อใคร แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรประชาชนก็ต้องตัดสินใจเลือกเอาเอง หากเมื่อไหร่ที่นายกฯ ตัดสินใจแล้วบอกว่าจะเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย มีพรรคการเมืองเป็นของตัวเอง นั่นแหละถึงจะเชื่อได้ว่าการไปอย่างนี้เพื่อดึงกลุ่มเหล่านี้มาเป็นสมาชิกพรรค หรือมาทำงานการเมืองร่วมกัน แต่ตอนนี้ผมไม่กล้าที่จะมองเป็นอย่างอื่น” นายสมศักดิ์ กล่าว

 เตือนอย่าละเมิดสิทธิคนชุมนุม
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกให้รัฐบาลรู้ว่าประชาชนต้องการเห็นการเลือกตั้ง เพราะกลุ่มประชาชนที่ออกมานี้ต้องการให้รัฐบาลปฏิบัติตามโรดแม็พ คืนอำนาจให้ประชาชน ดังนั้นสัญญาณเหล่านี้เป็นการเตือนให้เห็นแล้วว่าไม่ได้มีเพียงกลุ่มเล็กๆ แล้ว แต่มีการกระจายข้อมูลในโซเชียลไปมากแล้วว่าวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ มารวมตัวกัน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตามที่เขาต้องการทวงอำนาจกลับคืนมา เป็นการทวงสัญญาจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ให้คำมั่นสัญญาเขาเอาไว้

“ผมขอฝากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งหลายว่าอย่าใช้ความรุนแรง อย่าจำกัดสิทธิเสรีภาพ หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่าให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ผมยอมรับว่ากลัวและหวาดวิตก เพราะในประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่วันนี้ ปี 2561 เป็นตัวเลขเดียวกันทั้งหมด ดังนั้น 45 ปีผ่านไปอย่าให้ประวัติศาสตร์ของการทำร้ายประชาชน แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกลับมาซ้ำรอยอีกเลยเราทุกคนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามระบอบ ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงบนกองเลือดและคราบน้ำตาประชาชน ก็ขอให้สติไว้ อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อย่าให้ 2516 กับ 2561 เป็นเลขอาถรรพณ์เลย” นายสมศักดิ์ กล่าว

“มีชัย”ชี้ สนช.รื้อกฎหมายลูกเยอะ
เมื่อ‪เวลา 13.30 น.ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการพิจารณาร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับ ที่ผ่านการพิจารณาของสนช.ว่า จะทำความเห็นแย้งเพื่อตั้งกมธ.ร่วมหรือไม่ ว่าแก้เยอะไปหมด รอคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาดูว่ามีประเด็นไม่ตรงตามเจตนารมณ์หรือไม่ โดยเจตนาสำคัญคือ ต้องลับ สุจริต เที่ยงธรรม เพื่อให้ประชาชนรู้คุณค่าของคะแนนเสียง หากผิดจากนี้ถือว่ามีปัญหา เช่น แก้ไขให้ช่วยคนพิการกาบัตร ทำให้สงสัยว่า การลงคะแนนจะลับได้อย่างไร คนตาบอดเขาจะรู้ได้ยังไง แต่หากเขาเดินไม่สะดวกแล้วช่วยเหลือเข็นรถก็พอได้ ส่วนที่แก้ไขห้ามรณรงค์โหวตโน เท่ากับมัดมือมัดเท้าประชาชน เพราะมันเป็นสิทธิ

 

บิ๊กตู่อ้อน“จันท์”ไทยนิยมยั่งยืน 

 

ส่วนการขยายเวลาลงคะแนนเป็น ‪07.00–17.00 น. ‬เห็นว่าเป็นปัญหากับคนทำงานเดิมเริ่ม ‪8 โมง‬ ต้องตื่นตี 4 พอปรับเป็นเริ่ม ‪07.00 น. ‬ก็ต้องตื่นตี 3 ต้องเห็นใจคนทำงาน อีกทั้งยามวิกาลการเคลื่อนย้ายหีบบัตรนั้นอันตราย ขณะที่มหรสพจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันเยอะ เหมือนติดสินบนชาวบ้าน ซึ่งจากร่างของกรธ.ก็ผ่อนปรนในส่วนนี้เพื่อให้ใช้ความสามารถได้โดยไม่ต้องมีเครื่องมือ ใครพูดเก่งก็พูด ใครร้องลำตัดเก่งก็ร้องลำตัด ซึ่งมหรสพจะทำให้มีปัญหาหลายอย่าง ยากในการควบคุมรายจ่าย ปิดบังได้ง่าย

เมื่อถามถึงงานบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72 มีการล้อรัฐธรรมนูญ ปูทางนายกฯ คนนอก นายมีชัย กล่าวว่า ล้อกันทุกปี สมัยก่อนล้อเก่งกว่านี้อีก เห็นปุ๊บรู้เลย เดี๋ยวนี้ต้องมาอธิบายกัน มันเป็นความเห็นเขาก็ต้องฟังไว้ จะไปซีเรียสจนกระทั่งให้เกิดเรื่องก็เปล่าประโยชน์ รับฟังไว้ดีกว่าพูด
กกต.ส่งความเห็นแย้งก.ม.ลูกส.ส.-ส.ว.

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. แถลงว่า ที่ประชุมกกต.มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ที่สนช.ให้ความเห็นชอบวาระสามและส่งให้กกต.พิจารณาทำความเห็นกลับไปนั้น โดยที่ประชุม กกต.มีมติที่จะทำความเห็นแย้งร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยยืนยันว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวของกกต.นอกจากอยู่บนหลักคิดว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่แล้ว ยังเห็นว่าหากปล่อยผ่านไปจะส่งผลเสียให้บ้านเมือง และการแย้งจะทำให้การร่างกฎหมายดีขึ้นมีความสมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเลือกตั้งในอนาคต ไม่ได้สนใจว่าจะเข้าทางใคร หรือจะทำให้เกิดการยืดระยะเวลาออกไปมากหรือน้อยเพียงไร แต่เอาสาระของกฎหมายเป็นที่ตั้ง ซึ่งมีการพิจารณาโดยอิสระ ปราศจากการล็อบบี้ นอกจากนั้นก็ไม่ได้พิจารณาว่าเป็นเรื่องความยากลำบากในการทำงานของกกต. เพราะส่วนนั้นถือเป็นข้อขัดข้องในเชิงปฏิบัติไม่ใช่ขัดรัฐธรรมนูญ

นายสมชัย กล่าวต่อว่า ในส่วนของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. จะทำความเห็นแย้งใน 5 ประเด็นประกอบด้วย 1.มาตรา 48 ที่ให้ผู้สมัครพรรคการเมืองมีหมายเลขแตกต่างกันไปตามเขตเลือกตั้ง ซึ่งกกต.เห็นว่าขัดกับมาตรา 224(2) ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้กกต.มีบทบาทในการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม เพราะการมีหมายเลขแตกต่างกันในแต่ละเขตจะทำให้กระบวนการจัดเตรียมพิมพ์บัตรเลือกตั้งต้องกระจายออกไปในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งทำให้การป้องกันและการตรวจสอบการปลอมแปลงบัตรทำได้ยากขึ้น ทำให้ยากจะจัดการเลือกตั้งให้เกิดการสุจริตและเที่ยงธรรมได้ 2.มาตรา 73 ที่ให้จัดมหรสพหาเสียงได้ ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 224(2) เช่นกัน เพราะทำให้นำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม การคำนวณค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้จะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคใหญ่พรรคเล็ก และทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นการเลือกตั้งคุณภาพ เพราะประชาชนจะให้ความสนใจมหรสพมากกว่าให้ความสนใจนโยบายผู้สมัคร

    จ่อเตรียมส่งสนช.9ก.พ.
ส่วนข้อ 3.มาตรา 62 วรรคสอง ที่กำหนดให้ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของพรรคการเมืองเท่ากัน โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กกต.กำหนดนั้น กกต.เห็นว่าจะนำไปสู่การตกลงร่วมกันระหว่างกกต.กับพรรคการเมือง โดยสิ่งที่กกต.กังวลในทางปฏิบัติคือในการประชุมร่วมพรรคเล็กที่มีจำนวนมากกว่าจะโหวตกำหนดให้ค่าใช้จ่ายกลางจำนวนน้อย อาทิ หากพรรคเล็กโหวตให้งบหาเสียงของพรรคไม่เกินล้านบาท แต่พรรคเล็กส่งผู้สมัครส.ส.เขตเพียงคนเดียวก็สามารถใช้เงิน 1 ล้านบาทบวก 1.5 ล้านบาทของส.ส.เขตทุ่มหาเสียงในเขตนั้นได้ แต่ถ้าเป็นพรรคใหญ่ส่งผู้สมัคร 350 เขต ก็จะมีงบกลางที่ใช้หาเสียงเฉลี่ยเพียงคนละ 2,857 บาท ซึ่งมองว่าแม้จะเป็นการเขียนกฎหมายให้เท่าเทียมกันแต่จะเกิดความไม่เที่ยงธรรมเมื่อนำไปปฏิบัติ 4.มาตรา 133 เรื่องขอบเขตอำนาจศาลฎีกาที่ให้สั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) ได้หลังประกาศผลเลือกตั้ง เป็นการเขียนเกินขอบเขตของกฎหมาย เพราะในรัฐธรรมนูญมาตรา 226 กำหนดให้ศาลมีอำนาจเฉพาะเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (ใบดำ) และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) เท่านั้น ดังนั้นการบัญญัติดังกล่าวจึงขัดกับสาระของรัฐธรรมนูญเท่ากับขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และ 5.มาตรา 138 หลังการประกาศเลือกตั้งให้ศาลฎีกามีเพิกถอนสิทธิสมัครเท่านั้น แต่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 226 บัญญัติให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ

“ส่วนร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ในส่วนของประเด็นเรื่องการแยกประเภท แบ่งกลุ่ม การเปลี่ยนจากการเลือกไขว้มาเป็นเลือกแบบกลุ่มนั้น กกต.ไม่เห็นแย้ง แต่เห็นแย้งเฉพาะมาตรา 64 เรื่องที่ให้อำนาจศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ที่กำหนดให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ การทำความเห็นแย้งไปเสียเวลาไม่มากนัก คือจะเพิ่มขั้นตอนอีก 15-20 วันเท่านั้น จากการตั้งกรรมาธิการสามฝ่ายพิจารณา 15 วัน ก่อนเสนอเข้าสนช. ซึ่งรวมระยะเวลาทั้งหมดไม่เกิน 20 วัน จึงไม่ส่งผลกระทบในเชิงของระยะเวลาที่จะเสียไปเพิ่มเติมมากนัก โดยคาดว่าจะส่งความเห็นดังกล่าวให้ สนช.ได้ ภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้” นายสมชัยกล่าว

ป.ป.ช.เผยบิ๊กป้อมยังไม่แจงรอบ 3
ส่วนความคืบหน้าการสืบสวนคดีนาฬิกาหรูอของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม วันเดียวกัน รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งถึงการตรวจสอบการครอบครองทรัพย์สินของพล.อ.ประวิตร เกี่ยวกับเรื่องนาฬิกาและแหวนเพชร ซึ่งป.ป.ช.ให้ พล.อ.ประวิตร ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 3 โดยส่งหนังสือไปเมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงทั้งที่จะครบกำหนดในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ส่วนกรณีที่ ป.ป.ช.ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลจากบุคคลภายนอกที่มีความเกี่ยวข้องกับนาฬิกาดังกล่าวตามที่ พล.อ.ประวิตร กล่าวอ้างจำนวน 4 ราย ขณะนี้ได้รับความร่วมมือในการให้ถ้อยคำและให้ข้อมูลเป็นอย่างดี นอกจากนี้จากการที่ ป.ป.ช.มีหนังสือไปยังบริษัทตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาภายในประเทศที่ปรากฏเป็นข่าว เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ก็ได้รับเอกสารจากบริษัทเอกชนบางส่วนมาแล้ว คาดว่าการตรวจสอบจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

บิ๊กตู่อ้อน“จันท์”ไทยนิยมยั่งยืน 

มือพ่นภาพนาฬิกาดอดพบตร.
ความคืบหน้ากรณีมีผู้สร้างงานศิลปะบนกำแพงบริเวณสะพานลอยคนข้ามถนนระหว่างซอยสุขุมวิท 56 กับ 58 ฝั่งมุ่งหน้าพระโขนง โดยพ่นสีสเปย์เป็นภาพนาฬิกาซึ่งมีใบหน้าของชายละม้ายคล้ายกับ พล.อ.ประวิตร โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘Headache Stencil’ รับว่าเป็นผู้สร้างผลงานดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความมีเนื้อหาโดยสรุปว่า มีตำรวจที่กำลังไปเฝ้าตามที่พักหรือรังควานบ้านคนรู้จักของตนกลางดึก สิ่งที่ตนทำไปเป็นการแสดงออกถึงสิ่งที่คิดอยู่ผ่านงานศิลปะเท่านั้น ไม่ได้ฆ่าใครตาย เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สน.พระโขนง นายมานพ แย้มอุทัย อดีตอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง บิดาของมือพ่นสีกราฟฟิตี้ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ชนิน วชิรปาณีกูล ผกก.สน.พระโขนง และร.ต.ท.พีรณัฐ กำเนิดเพชร รองสว.(สอบสวน) สน.พระโขนง เพื่อสอบถามแนวทางการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ หลังทราบข่าวว่ามีการออกหมายเรียกลูกชายให้มารับทราบข้อกล่าวหาตามความผิดพระราชบัญญัติการสาธารณสุข ของกรุงเทพมหานคร

ภายหลังการหารือ นายมานพ กล่าวว่า การเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้เพื่อขอทราบแนวทางการดำเนินคดี โดยยืนยันว่าบุตรชายไม่ได้มีเจตนาจะเข้าไปเกี่ยวข้องทางการเมือง โดยลูกชายของตนคือนายแป้ง (นามสมมุติ) ตอนนี้อยู่ที่ต่างจังหวัด เบื้องต้นจะนำตัวมารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 10.00 น.

ด้าน พ.ต.อ.ชนิณ วชิรปาณีกูล ผกก.สน.พระโขนง กล่าวว่า นายมานพได้ติดต่อขอเข้ามาพบเพื่อขอคำปรึกษาในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งในเบื้องต้นได้อธิบายขั้นตอนให้รับทราบ ในส่วนกรณีที่เกิดขึ้นตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดหาตัวผู้พ่นภาพกราฟฟิตี้ดังกล่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว โดยขั้นตอนได้ส่งหมายเรียกทางไปรษณีย์ตามภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งการออกหมายเรียกนายแป้งเป็นการออกหมายเรียกให้มาเสียค่าปรับตามความผิดพ.ร.บ.การสาธารณสุข ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดคือ 5 พันบาท อย่างไรก็ตาม วันและเวลาที่จะเดินทางเข้ามอบตัวนั้นยังไม่ได้ระบุ

รัฐเมินโพลล์หนุน-ต้าน“บิ๊กป้อม”
ด้านพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เครือข่ายสังคมออนไลน์จัดทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องสนับสนุนและคัดค้านการอยู่ในตำแหน่งของพล.อ.ประวิตร ว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายการทำโพลล์ในลักษณะดังกล่าว เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดมาตลอดว่าโพลล์คือการทำผลสำรวจความคิดเห็นที่ไม่ใช่เสียงของคนทั้งประเทศ เพราะเสียงของคนทั้งประเทศคือการลงประชามติ ไม่ได้มีผลในการปฏิบัติ เป็นเพียงการสร้างสีสันหรือจูงความคิดของคน อีกทั้งการทำโพลล์หรือเปิดเว็บไซต์ให้คนลงชื่อนั้น มีนัยทางการเมือง เราจึงไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และนายกฯ ยึดมั่นกฎกติกาทางกฎหมาย สำหรับกรณีของพล.อ.ประวิตร เป็นเรื่องที่ท่านจะชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่วนป.ป.ช.จะวินิจฉัยอย่างไรนั้นก็ต้องรอฟัง อย่างไรก็ตาม คิดว่าสังคมเริ่มปรับตัว ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ที่เมื่อเกิดอะไรขึ้นคนจะมีความรู้สึกร่วมกับเรื่องนั้นค่อนข้างมาก แต่วันนี้ทุกคนปรับตัวได้ว่าโซเชียลคือโซเชียลที่มีความน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง

เมื่อถามว่าจะตรวจสอบไปยังบุคคลเบื้องหลังที่ทำโพลล์ในเว็บไซต์ต่างๆ ในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า คิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามเมื่อไหร่ที่มีการกระทำผิดกฎหมายเขาจะหาว่าเป็นใคร และแจ้งให้ทราบว่ากำลังกระทำผิดกฎหมาย หากไม่หยุด ก็ต้องดำเนินคดี เมื่อถามว่ารัฐบาลจะขอความร่วมมือผู้ที่ทำโพลล์หรือไม่ พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า “คิดว่าขอแล้วจะได้หรือไม่ นายกฯ พูดมาหลายครั้งแล้ว ขอก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่สิ่งที่ทำได้คือให้ทุกคนเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวเอง”

ชี้เลือกตั้งพันครั้งก็ไม่สงบถ้าไม่ยึดก.ม.
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด กล่าวถึงกรณีกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยนัดชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งภายในปีนี้ ‪ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์‬นี้ ว่าเรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงติดตามอยู่ แต่ไม่ได้กดดัน เพียงแต่ทุกคนทราบในข้อกฎหมายและจากการรับฟังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เขาจะใช้มาตรการที่ทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจที่สุด เช่น เมื่อรู้ว่าใครจะทำอะไรจะแจ้งให้ทราบว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง หลักกฎหมายเป็นอย่างไร ถ้าเชื่อทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าไม่เชื่อทำไปไม่ผิดกฎหมายก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าผิดกฎหมายเขาต้องดำเนินคดี ไม่เช่นนั้นจะถูกต่อว่าจากคนอีกกลุ่มว่าปล่อยปละละเลยให้มีผู้กระทำผิดกฎหมาย และไม่ว่าจะเป็นสถานการ์วันนี้หรือวันที่มีการเลือกตั้ง เรารู้ว่ากฎหมายคืออะไร แล้วยังกระทำผิดกฎหมาย ต่อให้มีการเลือกตั้งอีกร้อยครั้งพันครั้ง</

Leave a comment