พท.เชื่อบิ๊กป้อมไม่ลาออก-มธ.แจงหุ่นล้อไม่เจตนาการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/311988

พท.เชื่อบิ๊กป้อมไม่ลาออก-มธ.แจงหุ่นล้อไม่เจตนาการเมือง

มธ.แจงหุ่นล้อไม่เจตนาการเมือง, พท.ไม่เชื่อบิ๊กป้อมลาออก

คสช.ไม่ให้ราคากลุ่มปั่นกระแสไล่รัฐบาล ชี้ขบวนพาเหรดล้อการเมืองไม่มีอะไรล่อแหลม พท.เชื่อ“บิ๊กป้อม” ไม่ออก โหวตไล่ทะยานครึ่งแสน

      เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (ผบ.มทบ.11) ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงภาพรวมการจัดการแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72 ที่สนามศุภชลาศัย เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเห็นได้ถึงการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงเองก็ได้เข้าไปดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตั้งแต่ก่อนการจัดงานจนถึงวันจัดงาน และหลังจัดงานเสร็จเรียบร้อย ซึ่งทุกอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ตามแผนที่วางไว้ ส่วนขบวนพาเหรดล้อการเมืองนั้น ได้เห็นแล้วว่าไม่มีอะไรล่อแหลม ถือเป็นกิจกรรมที่มีมานานจนเป็นประเพณีที่จะต้องมีการล้อเลียนการเมืองและล้อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงกรอบแนวคิดของนักศึกษา รวมถึงวิธีการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพทำให้คนยุคปัจจุบัน หรือผู้ใหญ่ในสังคมได้รับฟังข้อคิดเห็น เพราะคนทั้งสองรุ่นนี้ต้องก้าวไปด้วยกัน

      “ยืนยันว่าคสช.ไม่ได้ห้ามล้อประเด็นนาฬิกา หรือห้ามล้อเลียนการเมืองใดๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปนั้นอยู่ในส่วนการดูแลเรื่องความปลอดภัยเท่านั้น และยังอำนวยความสะดวกในการจัดงานเต็มที่ ด้านครู อาจารย์ และแกนนำนักศึกษาที่อยู่ในส่วนของคณะกรรมการจัดงานและฝ่ายความมั่นคงก็พบปะประชุมร่วมกันต่อเนื่อง ภาพที่เกิดขึ้นวันงานเป็นสิ่งสะท้อนแนวคิดคนรุ่นใหม่ที่สังคมต้องรับฟัง ก่อนหน้านั้นจะเห็นได้ว่ามีคนที่ไปปลุกกระแสต่างๆ เชื่อว่าต่อไปคงจะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ” พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าว

พท.เชื่อบิ๊กป้อมไม่ลาออก-มธ.แจงหุ่นล้อไม่เจตนาการเมือง

จี้ฟันนศ.จัดงานบอลประเพณี

    วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่มีการออกหมายเรียกเพื่อจะดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่สกายวอล์ก 39 คน และที่กระทรวงกลาโหม 40 คน ดังที่ปรากฏตามสื่อมวลชนนั้น ส่วนหนึ่งของการดำเนินคดีมาจากการใช้ข้อกฎหมายจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12 ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองในที่ใดๆ ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ดังนั้นในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งมีกิจกรรมทางการเมืองในลักษณะทำหุ่นและแปรอักษรล้อทางการเมืองด้วย จึงน่าจะเข้าข่ายเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่ฝ่าฝืนข้อ 12 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ดังนั้นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยต้องไปดำเนินคดีด้วยเช่นกัน เรื่องนี้นายกฯ ในฐานะหัวหน้า คสช.ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าว โดยตนจะส่งหนังสือไปทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (อีเอ็มเอส) ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เพื่อให้นายกฯ สั่งการให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างไม่มีการยกเว้นหรือเลือกปฏิบัติกับบุคคลใดๆ ที่กระทำการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ดังกล่าว

มธ.โต้นศ.ทำหุ่นล้อไม่มีเจตนา

     ขณะที่นายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงกรณีมีผู้เรียกร้องให้ดำเนินคดีนิสิตนักศึกษาที่ทำหุ่นและแปรอักษรล้อทางการเมืองในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ว่าอาจจะเข้าข่ายการชุมนุน ผิดคำสั่งคสช.3/2558 ว่างานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อให้นักศึกษาได้แสดงออกถึงความคิดทางการเมืองและสังคม ไม่ได้มีเจตนาทางการเมืองที่มุ่งจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย หรือเป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องทางการเมืองแต่อย่างใด ทั้งนี้การทำหุ่นล้อคนทางการเมืองก็เป็นเพียงกิจกรรมในขบวนพาเหรด เป็นการเสนอข้อมูลบางอย่างที่เกิดขึ้นในสังคม มีเจตนาก็เพื่อกระตุ้นสังคมให้ฉุกคิดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายการชุมนุม ดังนั้นการที่มีคนออกมาเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับบรรดานักศึกษาที่จัดกิจกรรม ตนมองจะเป็นการบั่นทอนพลังหนุ่มสาว รวมถึงทำให้นักศึกษาถูกสังคมมองภาพไม่ดี รวมถึงพยายามเบี่ยงเบนกิจกรรม ให้เป็นเรื่องการเมือง จุดประเด็นให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

พท.เชื่อบิ๊กป้อมไม่ลาออก-มธ.แจงหุ่นล้อไม่เจตนาการเมือง

โหวตไล่บิ๊กป้อมพุ่งครึ่งแสน

     ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าแคมเปญรณรงค์บนเว็บไซต์ change.org หัวข้อว่า “อยากให้รองนายกประวิตรฯ ลาออก ตามที่ได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่กระทรวงกลาโหม” โดย นางทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นผู้ริเริ่มเคมเปญดังกล่าวโพสต์ว่า “การไม่รักษาสัจจะคือความเสื่อมของผู้ลั่นวาจา ไม่ใช่ผู้ทวงถามความรับผิดชอบของผู้ลั่นวาจา” โดยล่าสุด ณ เวลา 18.00 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พบว่ามีผู้เข้าร่วมแคมเปญให้ พล.อ.ประวิตร ลาออกมากกว่า 58,648 คนแล้ว

     ด้านผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Headache Stencil ซึ่งระบุว่าคือผู้สร้างงานกราฟฟิตี้รูปนาฬิกาพร้อมใบหน้า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ บริเวณสะพานลอยแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท ก่อนจะถูกเทศกิจลบไปแล้วนั้น ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ มีเนื้อหาโดยสรุปว่า มีบุคคลซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเฝ้าคอนโด โดยผลัดเปลี่ยนเวร 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ หากกระทำความผิดขอให้ส่งหมายเรียกไปยังที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ยินดีจะเดินทางไปพบพร้อมทนายความ โดยข้อความมีดังนี้

    “ทำไมถึงต้องมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาเปลี่ยนเวรเฝ้าที่คอนโดผมตลอด 24 ชม.ด้วยครับ? ปกติไล่ตามจับคนพ่นกำแพงกันขนาดนี้จริงๆ หรอครับ? แล้วทำไมต้องนอกเครื่องแบบ ทำไมถึงไม่มีหมาย? ผมไม่กลับไปให้โง่หรอกนะครับแบบนี้ วิธีที่ทำอยู่มันส่อแปลกๆ นะครับ แนะนำนะครับ ส่งหมายเรียกไปที่บ้านตามที่อยู่บนบัตรประชาชนครับ ผมจะไปเจอตามหมายเรียกพร้อมทนายครับ ผมมีสิทธิทราบก่อนนะครับว่าผมทำอะไรผิด ไม่ใช่ส่งคนมาเฝ้า 24 ชั่วโมงในลานจอดรถคอนโด เกินกว่าเหตุนะครับผมว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำงานเพื่อประชาชนเถอะครับ เปลืองบุคลากร เปลืองภาษีราษฎรครับ เว้นเสียแต่คนที่มาเฝ้าไม่ใช่ตำรวจ…”

พท.รู้ทันตั้งไทยนิยมหวังผล

    ขณะที่ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยใช้ชุดปฏิบัติการทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชนลงพื้นที่ทั่วประเทศ ว่ามองว่าเมื่อใกล้เลือกตั้งรัฐบาลคงมีจุดมุ่งหมายอะไรอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ทราบทุกครั้งที่ลงพื้นที่คือประชาชนจะถามเสมอว่าเมื่อไรจะมีการเลือกตั้งเพราะเขาหวังว่าเมื่อเกิดเลือกตั้งแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้น เมื่อประชาชนมีความหวัง รัฐบาลควรสนอง ไม่ใช่ทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ฟัง ทั้งนี้ยังเชื่อว่าประชาชนยังเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทยที่จะแก้ปัญหาได้หลายอย่าง ส่วนปี 2562 จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ตนยังหวั่นกับร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งหากมีการคว่ำกฎหมายส.ว.จริง ก็จะไม่ทราบว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อใด จะเป็นการเลื่อนเลือกตั้งไปอย่างไม่มีกำหนด ขอร้องอย่าทำอย่างนี้เลย ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลเข้าใจว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการวันนี้คือการเลือกตั้ง ซึ่งหากมีการเลื่อนเลือกตั้งไปเรื่อยๆ จะไม่ส่งผลดีต่อบ้านเมือง รวมถึงกรณีการครอบครองนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่จะทำให้เกิดขาลงได้

เชื่อ“บิ๊กป้อม”ไม่ลาออก

     เมื่อถามว่าขณะนี้เริ่มมีการล่ารายชื่อให้พล.อ.ประวิตร ลาออกจากตำแหน่ง และขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร ก็พูดเองว่า “ถ้าประชนไม่ต้องการผมก็พร้อมไปจากตำแหน่งนี้” แต่ขณะนี้ พล.อ.ประวิตร เองก็ยังนิ่งเฉย มองอย่างไร พล.ต.ท.วิโรจน์ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร ใช้คำพูดแบบนักการเมืองรุ่นเก่า เป็นลีลาของนักการเมือง ซึ่งพล.อ.ประวิตร อาจจะไม่ลาออกจากตำแหน่งอย่างที่พูดไป ส่วนพล.อ.ประวิตร ควรแสดงสปิริตลาออกหรือไม่นั้น คงต้องถามพล.อ.ประวิตรเอง ไม่มีความเห็น เพราะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่าเขาจะอยู่หรือจะไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ ถามกลับประชาชนว่าต้องการแบบเดิมๆ หรือต้องการแบบที่ทำอยู่นั้น ตอบเลยว่าประชาชนต้องการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่จำเป็นต้องไปถามเรื่องอื่นเพราะตนไปไหนมีแต่คนเรียกร้องเรื่องนี้เจอ 10 คนก็ถามมากว่า 9 คนแล้ว

พท.เชื่อบิ๊กป้อมไม่ลาออก-มธ.แจงหุ่นล้อไม่เจตนาการเมือง

“พีระศักดิ์”แจงปมเลื่อนเลือกตั้ง

    ที่โรงแรมบียอนด์ ป่าตอง จ.ภูเก็ต นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 ให้สัมภาษณ์ระหว่างการลงพื้นที่โครงการสนช.พบประชาชนที่ จ.ภูเก็ต ถึงกรณีสังคมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ภายหลังสนช.ขยายเวลาบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ออกไป 90 วัน นับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ว่าอาจสื่อสารคลาดเคลื่อนว่าการเลือกตั้งจะเลื่อนไปอีก 90 วันจากโรดแม็พเดิม เพราะความจริงอาจจะไม่เลื่อนเลย หรือเลื่อนไม่เต็มกรอบระยะเวลา 240 วันก็ได้ ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง ประกอบกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดการเลือกตั้งว่าจะใช้เวลาประสานกับรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเวลาที่ขยายจึงเป็นการเผื่อไว้เท่านั้น โดยที่อาจจะใช้เวลาน้อยกว่ากรอบเวลาที่กำหนดก็ได้

    ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้มีกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เลือกตั้งจะทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำงานลำบากขึ้นหรือไม่ นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งจะให้เร็วตามที่หลายฝ่ายเรียกร้องคงไม่ได้ เพราะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้กระบวนการทางนิติบัญญัติกำลังจะเสร็จเรียบร้อย โดยร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. อยู่ระหว่างการส่งให้กกต. และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณาว่ามีประเด็นใดขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนกรณีกระแสข่าวว่ามีสมาชิกสนช.บางคนประสานให้กกต. โต้แย้งประเด็นการอนุญาตให้จัดมหรสพช่วงหาเสียงเลือกตั้งนั้น ซึ่งในช่วงการพิจารณาประเด็นดังกล่าวในที่ประชุมสนช. มีความเห็นหลากหลายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จึงอาจจะมีสมาชิกอยากจะให้กกต.โต้แย้ง แต่ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และถือเป็นเรื่องดีที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่าย

เชื่อเลือกตั้งท้องถิ่นส.ค.นี้

    ส่วนที่ถามขณะนี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์สนช.พยายามออกกฎหมายที่สุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นการขยายเวลาการเลือกตั้งออกไปหรือไม่ นายพีระศักดิ์ กล่าวยืนยันว่าไม่มีใครสามารถล็อบบี้สนช.ให้ออกกฎหมายสุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้นข้อวิจารณ์ดังกล่าวจึงมีโอกาสน้อยมาก

ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ 2561 ได้หรือไม่นั้น ขณะนี้มีความคืบหน้าในส่วนของกกต. ที่จะนำร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นไปดำเนินการรับฟังความเห็นประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 วรรคสอง จากนั้นจะส่งให้ครม.อีกครั้ง โดยคาดว่าจะส่งให้สนช.ภายในเดือนมีนาคม ทั้งนี้ สนช.จะใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 2 เดือน เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ คิดว่ากกต.จะจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ประมาณเดือนกรกฎาคม–สิงหาคมนี้

พท.ชี้เลือกตั้งคือหนทางปลดขัดแย้ง

    วันเดียวกัน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีซูเปอร์โพล ระบุประชาชนส่วนใหญ่กังวลความขัดแย้งจากการเลือกตั้ง หวั่นเกิดเหตุรุนแรง บ้านเมืองหยุดชะงัก กระทบเศรษฐกิจประเทศ ว่าประชาชนอาจสงสัยสำนักโพลล์นี้มีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะสำนักโพลล์อื่นๆ สำรวจความคิดเห็นทีไรก็สะท้อนว่าประชาชนอยากให้มการีเลือกตั้งโดยเร็ว แต่โพลล์ที่สวนกระแสกับความเห็นของประชาชนทั้งประเทศชัดเจนขนาดนี้จึงไม่แน่ใจว่าทำเพื่อวัตถุประสงค์ใด ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานใดหรือจากใครหรือไม่ ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการนำข้อมูลลักษณะนี้ออกมาเผยแพร่ การเลือกตั้งนั้นนอกจากจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งแล้วยังเป็นหนทางแห่งการดับความขัดแย้งอย่างเป็นสากลและดีที่สุด การเลือกตั้งโดยเสรี เป็นธรรม ไม่ทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวาย แต่การไม่เลือกตั้งต่างหากทำให้เกิดความวุ่นวาย ประเทศชาติเสียหาย เช่นการชัตดาวน์ประเทศ ก่อจลาจลล้มและขัดขวางการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 จนผู้กระทำความผิดต้องติดคุกคนละหลายปี และกำลังทยอยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกมาก

    “การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมไม่เคยนำไปสู่ความวุ่นวาย โพลล์นี้จึงถูกตั้งคำถามว่าถูกต้องหรือไม่ และในความเป็นจริง ตนเชื่อมั่นว่า ไม่มีนักการเมืองในระบบรัฐสภาที่มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติคนใด หาประโยชน์จากความขัดแย้ง และถ้าทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย ยึดมั่นประชาธิปไตยและสันติวิถี ความวุ่นวายจะไม่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งอย่างแน่นอน” นายอนุสรณ์ กล่าว

พท.เชื่อบิ๊กป้อมไม่ลาออก-มธ.แจงหุ่นล้อไม่เจตนาการเมือง

ปชป.ชี้4จุด“บิ๊กตู่”สู่รัฐบาลขาลง

    ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรียอมรับว่าเป็นเรื่องปกติที่การทำงานในปีท้ายๆ ของรัฐบาลจะอยู่ในช่วงขาลง ว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ในช่วงขาลงหรือขาขึ้นได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาลเอง ถ้ารัฐบาลทำงานดีมีผลงาน ประชาชนก็จะให้การสนับสนุน ทำให้รัฐบาลอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ถ้ารัฐบาลทำไม่ดีไม่มีผลงานเข้าตา ประชาชนก็จะทำให้รัฐบาลอยู่ในช่วงขาลงได้ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลอยู่ในช่วงขาลงน่าจะมาจากสาเหตุสำคัญ 4 ประการ คือ 1.ปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส ซึ่งรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใสมาเป็นระยะจากความพยายามหาประโยชน์จากโครงการต่างๆ จนมาประทุเป็นเชื้อไฟลามทุ่งเมื่อผู้คนมุ่งจับจ้องมาที่เรื่องนาฬิกา 2.ปัญหาเรื่องการสืบทอดอำนาจแต่เดิม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงตนอยู่ในสถานะกรรมการใช้ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ปรับเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น แต่เมื่อประกาศตัวเป็นนักการเมือง มีความพยายามใช้กลไกต่างๆ ที่ตนเองสร้างขึ้นมาผ่านแม่น้ำ 5 สาย ประกอบกับการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่รุกหนักในทางการเมืองมากขึ้น ทำให้สถานะของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นทั้งกรรมการ และผู้เล่นในสนามการเมืองไปพร้อมกัน อันส่งผลให้ถูกมองถึงการสืบทอดอำนาจชัดเจนขึ้นซึ่งส่งผลถึงความไม่ชอบธรรมในการครองอำนาจ

    3.ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี เข้ามามีอำนาจใหม่ๆ ได้ประกาศเรื่องการปฏิรูปประเทศ เรื่องการปรองดองของคนในชาติ แต่เวลาผ่านมาเกือบ 4 ปี การปฏิรูปไม่สามารถสัมผัสได้ โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจ การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปสังคมลดความเหลื่อมล้ำ ในขณะที่การปฏิรูปการเมืองก็มีการใส่วิธีการใหม่ๆ เข้าไปในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะตอบโจทย์เรื่องปฏิรูปการเมืองได้หรือไม่ ในขณะที่เรื่องการปรองดองก็ยังเป็นเรื่องล่องลอยอยู่ในอากาศ ไม่มีอะไรที่ส่งสัญญาณให้เห็นเป็นรูปธรรม ทำให้ความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาหลักๆ ของประเทศลดลง

แนะนายกฯแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

    นายองอาจ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งที่ถูกเลื่อนมาตามลำดับ ก็ทำให้ความน่าเชื่อมั่นในตัวพล.อ.ประยุทธ์ลดลง หลังจากประกาศครั้งแรกเมื่อ 31 พฤษภาคม 2557 จะใช้เวลาราว 1 ปี จะเริ่มเข้าสู่การเลือกตั้ง จากนั้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ประกาศที่ประเทศญี่ปุ่นว่าเตรียมแผนคิดเลือกตั้งสิ้นปี 2558 หรือต้นปี 2559 เมื่อ 28 กันยายน 2558 ก็กล่าวระหว่างหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติว่าคาดว่าจะประกาศเลือกตั้งกลางปี 2560 เมื่อเดินทางไปพบประธานาธิบดีทรัมป์ก็ประกาศอีกครั้งว่าเลือกตั้งพฤศจิกายน 2561 จนมาถึงการใช้กลไกแม่น้ำ 5 สาย คือ สนช.ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งส.ส.ออกไป 90 วันทำให้กำหนดจะอยู่ประมาณกุมภาพันธ์ 2562 การเลื่อนการเลือกตั้งมาตามลำดับทำให้ความเชื่อมั่นลดลงตามสมควร 4.ปัญหาการแก้ไขเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนถึงแม้รัฐบาลจะโฆษณาว่าเศรษฐกิจโดยรวมดีอย่างไรก็ตาม แต่ความจริงที่ประชาชนสัมผัสได้ไม่ได้เป็นไปดังคำโฆษณา ประชาชนระดับฐานรากยังอยู่สภาพชักหน้าไม่ถึงหลัง เศรษฐกิจฝืดเคือง เสียงบ่นระงมเรื่องเศรษฐกิจไม่ดีมีทุกหย่อมหญ้า ซึ่งรัฐบาลก็คงทราบดี จึงมีความพยายามที่จะแก้ไขแต่เกือบ 4 ปีก็ยังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนไม่ได้ก็ทำให้เป็นอีกเหตุปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลยังอยู่ในช่วงขาลง

    “จากสาเหตุปัจจัยทั้ง 4 ประการที่ทำให้เกิดปัญหาส่งผลเป็นเงื่อนไขทำให้รัฐบาลและคสช.อยู่ในสภาวะขาลงนี้ ถ้านายกฯ ไตร่ตรองทบทวนดูให้ดีและหาวิธีการแก้ไขก็อาจจะมีส่วนช่วยให้สภาวะขาลงเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ แต่ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามกลไกอำนาจต่างๆ โดยไม่ยอมแก้ไขก็ย่อมทำให้กลายเป็นสภาวะขาลงมากยิ่งขึ้น ปัญหาซ้อนปัญหาจนยากที่จะเยียวยาแก้ไข จะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม และไม่เกิดผลดีต่อใครทั้งสิ้น จึงอยากเห็นนายกรัฐมนตรีแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดหยุดสภาวะขาลง เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ด้วยดีเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมต่อไป” นายองอาจ กล่าว

ยันพิจารณาตามหลักกฎหมาย

   ด้านนายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ว่ากกต.จะพิจารณาบนพื้นฐานว่าร่างพ.ร.ป.ทั้งสองฉบับดังกล่าวมีมาตราใดที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ถ้ามีประเด็นก็ต้องทำหนังสือไปที่ประธานสนช. ภายใน 10 วันนับแต่วันที่กกต.ได้รับหนังสือจากประธานสนช. ทั้งนี้การพิจารณาของกกต.ไม่มีอะไรมากดดัน เป็นไปตามหลักกฎหมาย เราต้องดูให้รอบคอบเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากกกต.มีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 224(2) ของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต่างๆของกกต. ยึดหลักนิติธรรมและหลักกฎหมายเป็นสำคัญ ไม่ได้ทำตามอำเภอใจหรือความสะใจของตนเอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 และมาตรา 27

สุริยะใสแนะปฏิรูป360องศา

    ส่วนนายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวว่า กระแสรุมเร้ารัฐบาลในขณะนี้จนหลายฝ่ายมองว่าเป็นกระแสขาลงนั้น หากรัฐบาลไม่สามารถหยุดกระแสนี้ได้ เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งพรรคทหาร หรือพรรคที่เชียร์ทหาร หรือดับฝันนายกรัฐมนตรีคนนอกหลังเลือกตั้งครั้งหน้าได้ ดังนั้นการกอบกู้ศรัทธาจากประชาชนในสภาวะแบบนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก เพราะประชาชนได้ให้โอกาสรัฐบาลมาหลายปี ฉะนั้นลำพังจะเดินหน้ามาตรการไทยนิยมเต็มสูบเพื่อกู้วิกฤติศรัทธาอย่างเดียว คงพอทำได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามแม้หลายเรื่องที่เป็นมาตรการที่ดีๆ ของรัฐบาลที่ทยอยออกมาถี่ขึ้นในช่วงนี้ แต่ก็ดูเหมือนถูกข่าวนาฬิกาบิ๊กป้อมบดบังไปเสียทั้งหมด และไม่มีทีท่าที่ประเด็นนาฬิกาจะหายไปจากความสนใจของประชาชนในช่วงเร็วๆ นี้ ส่วนการปลุกม็อบเชียร์หรือการออกมาตอบโต้จะไม่ช่วยให้เรื่องนี้ได้ข้อยุติแต่กลับจะสร้างปัญหาต่อเนื่องและมีปัญหาใหม่ตามมา อย่าลืมว่าบทเรียนของรัฐบาลทุกรัฐบาลในข่วงขาลง มักเลือกใช้การจัดตั้งกองเชียร์ออกมาเคลื่อนไหวแต่สุดท้ายก็ไปต่อไม่ได้เพราะความจริงก็คือความจริง

   นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า การจัดการปัญหาภายในรัฐบาลก็เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ การดึงไม่ให้คนที่เคยเป็นกองหนุนกลายเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลก็เป็นเรื่องเร่งด่วนเหมือนกัน ฉะนั้นการปฏิรูปประเทศแบบปฏิรูป 360 องศา ลงมือปฏิรูปในสิ่งที่ประชาขนคาดหวังทันทีและทันตาเห็น เพื่อดึงมวลชนที่เคยคาดหวัง กระทั่งบางคนอาจหมดหวังไปแล้วให้กลับมาเป็นรูปธรรม ซึ่งรัฐบาลอาจจะเลือกทำ 3-4 เรื่องใหญ่ๆ เพราะรัฐบาลยังมีอำนาจเต็มในมือสามารถทำได้เลย และก็มีข้อเสนอดีๆ เพราะพิมพ์เขียวปฏิรูปที่สำคัญน่าสนใจ ซึ่ง สปช.และสปท.ศึกษาค้นคว้าไว้แทบจะครอบคลุมทุกเรื่อง และส่งมอบให้รัฐบาลไปแล้ว

พท.เชื่อบิ๊กป้อมไม่ลาออก-มธ.แจงหุ่นล้อไม่เจตนาการเมือง

จ่อชงคืนตำแหน่งผู้ว่าฯพ้นมลทิน

   วันเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำนักนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตของผู้ว่าฯ หลายจังหวัด ที่ก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่งมาตรา 44 ให้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ในสำนักนายกฯเพื่อเปิดทางให้ตรวจสอบ ซึ่งสำนักนายกฯ รายงานว่าไม่พบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นกรณีใด โดยหลังจากนี้จะทำเรื่องเสนอนายกรัฐมนตรี ว่าเมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด จะให้กลับไปตำแหน่งเดิมหรือไม่ ส่วนที่ตรวจสอบล่าช้า เพราะก่อนหน้านี้ได้ให้ข้าราชการหลายคนมาปฏิบัติหน้าที่ในสำนักนายกฯ จึงมีความยุ่งยากในการสอบสวน เพราะการตั้งคณะกรรมการสอบนั้นไม่ใช่หน้าที่ของต้นสังกัดเดิมแต่เป็นหน้าที่ของปลัดสำนักนายกฯ โดยบางกระทรวงก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าที่ควร‬

    นายวิษณุ กล่าวต่อว่า แม้สำนักนายกฯ จะรายงานว่าไม่พบผู้ว่าฯ มีความผิดฐานทุจริต แต่พบว่ามีคนอื่นผิด ดังนั้นจึงจะต้องไปเล่นงานคนอื่นเอา ส่วนผู้ว่าฯ ที่ผ่านมาตรวจสอบแล้วนั้น นายกฯ กับต้นสังกัดคือกระทรวงมหาดไทยจะต้องพิจารณาว่าจะให้กลับไปดำรงตำแหน่งเดิมหรือไม่ เนื่องจากต้องมีกระบวนการนำความกราบบังคมทูลฯ แล้วโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับผู้ว่าฯ นนทบุรีและชลบุรี ที่มีคำสั่งให้มาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกฯ เพื่อตรวจสอบกรณีการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งจะครบกำหนดในการย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ 3 เดือน‪ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์นี้

ญาติวีรชนปี35ทวงกระดูกคืน

    ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 พร้อมญาติวีรชนประมาณ 15 คนร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้อง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้เร่งหาข้อยุติคนหายและคืนอัฐิวีรชนในเหตุการณ์พฤษภา 35 โดยกล่าวว่า จากที่ญาติวีรชนให้เวลา พล.อ.อนุพงษ์ 30 วันนั้น ตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ หากยังไม่ได้คำตอบญาติจะเดินสายขอพบ พล.อ.อนุพงษ์ ที่กระทรวงมหาไทย และขอพบพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เพื่อให้ดำเนินการช่วยเหลือก่อนที่ญาติวีรชนจะไม่มีทางเลือก เพราะถ้าไม่ทำอะไรให้เลยสักอย่าง เท่ากับบีบบังคับให้เราไม่มีทางไป เนื่องจากเรื่องนี้ผ่านมา 26 ปีแต่ยังไม่ทีท่าทีจะจบ ยืนยันว่าต่อไปนี้ไม่มีม็อบแต่จะรุนแรงกว่าม็อบหลายเท่า และอาจจะซ้ำรอยพฤษาทมิฬ 35 ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ไม่ใช่การข่มขู่

     นายอดุลย์ กล่าวว่า ทั้งนี้คณะกรรมการออกแถลงการณ์เรื่องเร่งปรองดองก่อนความขัดแย้งจะบานปลาย หาข้อยุติคนหายในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 โดยเห็นว่าตลอดเวลากว่า 3 ปีที่ประชาชนให้เวลากับคสช.ในการทำงาน คสช.กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความไว้ใจของประชาชน ไม่จริงใจในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นหรือไม่ ถึงเวลาที่ภาคประชาชนจะส่งสัญญาณให้คสช.ได้ทบทวนตัวเองและรีบลงจากอำนาจโดยเร็วที่สุด และขออย่าได้เสียคำพูดเพื่ออำนาจอีกเลย จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลคสช. 4 ข้อ คือ 1.นายกฯ ต้องประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ชัดเจนครั้งสุดท้ายว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ และต้องไม่เลื่อนโรดแม็พอีก 2.ขอให้พล.อ.ประวิตร พิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่ง ปมนาฬิกาหรู 3.รัฐบาลสามารถใช้อำนาจทางบริหาร ตามมาตรา 21 พ.ร.บ.องค์กรอัยการ พ.ศ.2553 ระงับการดำเนินคดีนักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิดทั้งหมดเพื่อขจัดความขัดแย้ง เพื่อทำให้อุณหภูมิบ้านเมืองลดลงได้ และ 4.ไม่ใช้อำนาจพิเศษ หรือมาตรา 44 และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมทางการเมือง

(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)

Leave a comment