ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/310946
สนช.โหวต 197 เสียงผ่านกม.ส.ว.
สนช.โหวต 197 เสียงผ่านกม.ส.ว.ไม่ขยายการบังคับใช้กฏหมาย ให้เลือกกันเองในกลุ่ม พร้อมปรับลดกลุ่มอาชีพเหลือ 10 กลุ่มจาก 20 กลุ่ม
26 ม.ค.61 ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา(ส.ว.) ในวาระ 2 และวาระ 3 ที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายสมคิด เลิศไพรฑูรย์ ประธานกมธ.ชี้แจงว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีจำนวน 92 มาตรา กมธ.แก้ไข 19 มาตราเพิ่มขึ้นใหม่ 2 มาตรา ตัดออก 2 มาตรา กมธ.สงวนความเห็น 4 คน จำนวน 5 มาตรา มีสมาชิกสนช.สงวนความเห็น 6 คน จำนวน 9 มาตรา ซึ่งกมธ.ได้นำรายงานการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านเว็บไซต์มาประกอบการพิจารณาด้วย
ก่อนเข้าสู่การพิจารณา นายสมชาย แสวงการ สนช.เสนอ ว่าในเมื่อร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ที่ผ่านพิจารณาของสนช.ไปแล้ว ในมาตรา 2 มีการปรับแก้ ขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน ดังนั้นร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ก็ควรจะปรับแก้ให้สอดคล้องกันหรือไม่ ซึ่งก็สอดคล้องกับความเห็นของนายพรเพชรที่ให้กมธ.ไปตรวจสอบร่างพ.ร.บ.ให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้นายสมคิด ก็รับไปพิจารณา
จากนั้นเริ่มพิจารณาเรียงรายมาตรา โดยในมาตรา 11 การแบ่งกลุ่มวิชาชีพ นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กมธ.ในฐานะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญกำหนดในวรรคแรกของมาตรา 107 โดยให้แนวคิดว่า ส.ว.ต้องมีวิชาชีพที่หลากหลาย ดังนั้นการแบ่งกลุ่มจึงต้องมีความหลากหลายในส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ได้มีโอกาสได้รับเลือกเป็นส.ว.ซึ่งตามทฤษฎีนั้นประเทศเรามีอาชีพ 240 กลุ่ม ก็น่าจะมี 240 กลุ่ม แต่ในทางปฏิบัติทำไม่ได้ แต่เมื่อ กรธ.มีการถามประชาชนมาแล้ว ก็เห็นพ้องกันว่าควรมี 20 กลุ่ม โดยจะมีกลุ่มอาชีพเยอะเท่าไหร่ก็ตาม ทุกคน ทุกวิชาชีพจะต้องมีโอกาสได้เข้ามาเป็นวุฒิสภาได้ ทั้งนี้ ร่างเดิมของกรธ.กำหนดกลุ่มอาชีพไว้ 20 กลุ่ม โดยใช้หลักการที่เอากลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถในแนวทางที่ใกล้เคียงกันมาจับเป็นกลุ่ม
นางสุวรรรณี สิริเวชชะพันธ์ สนช. ผู้ขอแปรญัตติ อภิปรายว่า ในร่างเดิมที่ กรธ.เสนอมา มีสัดส่วนของกลุ่มสตรีอยู่ในส.ว.ร้อยละ 14.5 ของสมาชิกทั้งหมด ซึ่งสัดส่วนตรงนี้ถือเป็นการร่างกฎหมายที่ทันสมัยสำหรับสิทธิสตรี แต่ กมธ.ได้แก้ไขโดยนำกลุ่มสตรีไปรวมไว้กลับกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่มีอัตตลักษณ์ ตนรู้สึกตกใจที่มีการเอากลุ่มสตรีมารวมกับกลุ่มอัตตลักษณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่บอบบาง ดังนั้นเราต้องเสริมสร้างผู้หญิงในรัฐสภาอย่างเท่าเทียม โดยควรจะมีสัดส่วนผู้หญิงที่เท่ากับผู้ชาย ดังนั้นหากกมธ.เห็นด้วยกับตนก็ขอขอบคุณมาก แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็ขอให้กลับไปร่างเดิมโดยคงมาตรา 11 (14)ที่กลุ่มสตรีเฉพาะอยู่ด้วย
ขณะที่นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. อภิปรายว่า ตนเห็นว่าการได้มาซึ่งส.ว.ยังมีปัญหา ซึ่งอาจทำให้เกิดการบล็อคโหวตในกลุ่มวิชาชีพได้ เพราะมีการจัดกลุ่มในรูปแบบที่ไม่ถูกต้อง จะนำไปสู่การที่ส.ว.ที่ได้มา 50 คนแรก อาจเกิดปัญหาและทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติได้ในอนาคต จึงอยากเสนอให้ประชาชนเป็นผู้เลือกจัดกลุ่มอาชีพด้วย ก่อนที่คสช.จะเป็นผู้เลือก ส.ว. เพื่อให้ได้ ส.ว. ที่เป็นบุคคลที่มาจากผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนการแบ่งกลุ่มอาชีพนั้น เห็นด้วยกับเจตนารมณ์ที่ต้องการได้กลุ่มอาชีพที่หลากหลาย แต่การออกแบบให้มี 20 กลุ่มถือว่าไม่ได้สะท้อนถึงความหลากหลายของอาชีพอย่างแท้จริง ทำให้เกิดการบล็อคโหวตได้ง่ายเพราะบางกลุ่มมีประชากรจำนวนหลักร้อย ขณะที่จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกัน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองสามารถส่งผู้แทนเข้ามาเป็น ส.ว. ได้จำนวนมาก
“ขอชี้แจงว่าการที่ผมเสนอให้เหลือ 10 กลุ่ม ผมไม่ได้มีความต้องการอยากจะเป็น ส.ว. ตามที่มีคนกล่าวหา จึงไม่ต้องกังวลว่า จะเป็นการอภิปรายเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับตัวเอง แต่เห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตของประเทศ หากไม่มีการพิจารณาให้ดีก็จะทำให้เกิดปัญหาว่าผู้ที่มาเป็น ส.ส. และ ส.ว. มาจากกลุ่มเดียวกัน” นายสมชาย กล่าว
ด้านนายสมคิด แจงว่า จำนวนกลุ่มตามร่างเดิมที่กรธ.ร่างมามี 20 กลุ่ม มีผู้สงวนความเห็นไว้ 5 กลุ่ม กับ 10 กลุ่ม แต่หลักการของรัฐธรรมนูญคือต้องให้ครอบคลุมทั้งหมด ทุกคนสามารถเข้าทุกกลุ่มได้ ซึ่งเมื่อมี 20 กลุ่ม ก็เกิดคำถามว่าทำไม 10 กลุ่มหรือ 30 กลุ่ม แต่ 5 กลุ่มน้อยเกินไป เพราะกลุ่มน้อยจะทำให้มีการฮั้วง่ายขึ้นหรือไม่ ถ้ามากกลุ่มการฮั้วหรือการบล็อคก็ยากขึ้นกว่าเดิม แต่ฐานความคิดของกมธ.เห็นว่า 20 กลุ่มระเอียดเกินไป กมธ.จึงเอา 20 กลุ่มเป็นตัวตั้งแล้วพิจารณาใหม่ เหลือ 15 กลุ่ม ส่วนกลุ่มสตรีนั้นมีหลายประเทศที่ไม่ได้กำหนดสตรีเป็นกลุ่มเฉพาะ แต่เอาไปรวมกับกลุ่มอื่น ซึ่งก็มีสตรีเข้ามาทำงนในสภาได้อย่างไม่เป็นปัญหา ดังนั้นเห็นว่าสตรีของเรามีความรู้ความสามารถ เชื่อว่าส.ว.ครั้งนี้สตรีจะเข้าไปนั่งในสภาได้อย่างไม่เป็นปัญหา ทั้งนี้ไม่ได้ติดใจถ้าจะลดจำนวนกลุ่มเหลือ 10 กลุ่ม
นายมณเทียร บุญตัน สมาชิกสนช. อภิปรายว่า แม้การแบ่งกลุ่มเป็น 20 กลุ่มจะดูว่ามีการลักลั่นในเชิงประเด็นและเชิงตัวแทน แต่คนยากจน คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสยังถูกขมวดปมให้อยู่จุดเล็ก ๆ แต่การเลือกไขว้กันนั้นจะยิ่งทำให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส สตรี คนพิการ คนที่ทำงานด้านสังคม มีโอกาสน้อยลงไปอีกด้วยซ้ำ ดังนั้น การแบ่งเป็น 20 กลุ่ม จึงน่าจะมีความหลากหลายทางอาชีพมากที่สุด
นายสมคิด ได้ชี้แจงอีกครั้งว่า หลังจากฟังสมาชิกอภิปรายและได้หารือนอกรอบกันแล้วว่า กมธ.หารือกันแล้วเห็นว่าควรมี 10 กลุ่มน่าจะพอกับการคำนวณ เพราะจะได้กลุ่มละ 20 คน ส่วน 15 กลุ่มนั้นจะมีปัญหา เพราะจะมีกลุ่มละ 13 คน ซึ่งถือว่าไม่ลงตัวและลำบากต่อการคำนวณ ดังนั้นจึงนำ 20 กลุ่มมาแบ่งใหม่เป็น 10 กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ 1 การบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง ได้แก่ ผู้เคยเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรืออื่น ๆ
ในทำนองเดียวกัน กลุ่มที่ 2 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน กลุ่มที่ 3 การศึกษา ได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นครู อาจารย์ นักวิจัย ผู้บริหารสถานการศึกษา บุคคลากรทางการศึกษา และการสาธารณสุข ได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นแพทย์ทุกประเภท เทคนิคการแพทย์สาธารณสุข พยาบาล เภสัชกร หรืออื่น ๆในทำนองเดียวกัน
กลุ่มที่ 4 อาชีพทำนา ปลูกพืชล้มลุก ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกันกลุ่มที่ 5 พนักงาน ลูกจ้าง ซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานรัฐ ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ หรืออื่นๆในทำนองเดียวกันกลุ่มที่ 6 ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน กลุ่มที่ 7 ผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและย่อมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และผู้ประกอบกิจการอื่นๆ ผู้ประกอบธุรกิจ หรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบกิจการหรือพนักงานโรงแรม ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน กลุ่มที่ 8 สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์
กลุ่มที่ 9 ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา สื่อสารมวลชน ผู้สร้างวรรณกรรม หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน กลุ่มที่ 10 กลุ่มอื่นๆ ทั้งนี้ทางกมธ.เสียงข้างมาก เห็นว่า การนำ 20 กลุ่มที่กรธ.เสนอมาแบ่งใหม่ ถือเป็นสายกลางแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้มีการพักการประชุม 20 นาที เพื่อหารือนอกรอบระหว่างผู้แปรญัตติและกรรมาธิการเพื่อให้ได้ข้อสรุปเนื่องจากเกรงว่า จะพิจารณาร่างกฎหมายไม่เสร็จทันในวันนี้ ภายหลังการหารือนายสมคิด ชี้แจงว่า การหารือนอกรอบกับสมาชิกผู้แปรญัตติ มีทั้งตกลงกันได้และไม่ได้ ซึ่งสมาชิกเห็นว่าให้คงไว้ 20 กลุ่มเหมือนเดิม โดยมีกลุ่มสตรีด้วย แต่ทางกมธ.ยืนยันว่าจะยุบจาก 15 กลุ่มเหลือ 10 กลุ่ม
อย่างไรก็ตามที่นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. อภิปรายติงกมธ.ว่า ไม่มีเหตุผลว่าที่ลดเหลือ 10 กลุ่มดีกว่า 15 กลุ่มที่เสนอไว้ก่อนหน้าที่อย่างไร ทั้งที่เสนอมา 15 กลุ่ม พอมีสมาชิกเสนอ 10 กลุ่ม กมธ.ก็เอาด้วย เห็นด้วยทันทีโดยไม่มีเหตุผลเลย ขณะที่นายสมคิด ชี้แจงว่า กมธ.ก็คิดว่า กรธ.เองก็อธิบายไมได้ว่าทำไมต้องแบ่งเป็น 20 กลุ่ม ว่าจะดีกว่าหรือไม่ อย่างไร เพราะหากถามว่าการแบ่งเป็น 20 กลุ่มตามกรธ.เสนอมานั้นรอบคอบแล้วหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ แต่กมธ.เห็นว่าการแบ่ง 10 กลุ่ม น่าจะดีเพราะคำนวณง่าย ซึ่งการลดเหลือ 10 กลุ่ม กมธ.ก็ไม่ได้ไปตัดสิทธิ์กลุ่มใด ไม่ได้ไปตัดสิทธิ์ใครทั้งสิ้น ยังมีครบทุกกลุ่มอาชีพอยู่ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการแบ่งกลุ่มไม่ว่าจะ 10 กลุ่ม หรือ 20 กลุ่ม ก็สามารถมีการฮั๊ว หรือ การล็อคได้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะกำหนดกติกาด้วย
สุดท้ายที่ประชุมได้ลงมติในมาตรา 11 โดยเห็นด้วยกับการแก้ไขกับกมธ. คือให้มี มี 10 กลุ่ม ด้วยคะแนน เห็นชอบ 166 ไม่เห็นด้วย35 งดออกเสียง 5
ต่อมาเวลา 13.00 น. ที่ประชุมเข้าสู่การพิจารณา มาตรา 15 ว่าด้วยวิธีการสมัครสว. เนื่องจากนายสมชาย แสวงการ และพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร ขอแปรญัตติ ให้ผู้สมัครรับเลือกเป็นสว. มี 2 ประเภท ได้แก่ 1.ผู้สมัครแบบอิสระ และ 2.ผู้สมัครซึ่งเป็นตัวแทนขององค์กร ทำให้ในเวลา 14.00 น. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 2 ซึ่งเป็นประธานการประชุมขณะนั้น สั่งพักการประชุม เพื่อให้กมธ. และสมาชิกสนช.ที่สงวนคำแปรญัตติ ได้หารือกันนอกรอบในมาตรา ซึ่งเชื่อมโยงกับมาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 เกี่ยวกับรูปแบบการเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม ตามที่กรธ.เสนอ แต่กมธ.เสียงข้างมากปรับแก้ให้ใช้การเลือกกันเองภายในกลุ่ม ไม่เลือกไขว้ อีกทั้งเพื่อให้หารือข้อเสนอเพิ่มค่าสมัครจาก2,500 บาท เป็น 5,000 บาท
ภายหลังหารือหนึ่งชั่วโมงเต็มได้เปิดประชุมอีกครั้ง นายสมคิด ในฐานะประธานกมธ. แจ้งว่า ทางกมธ.จะปรับแก้ให้มีวิธีการสมัครสว. 2 วิธีตามที่นายสมชาย ขอแปรญัตติไว้ คือ 1.สมัครด้วยตนเองโดยตรง และ2.เสนอชื่อผ่านองค์กร
ด้านนายอุดม รัฐอมฤต ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ท้วงติงว่า ตนเป็นห่วงว่าการกำหนดดังกล่าวจะเกิดปัญหาว่าเป็นการเขียนกรอบนอกรัฐธรรมนูญ เพราะจะกลายเป็นว่าเรากำลังสร้างรูปแบบที่มาของสว.มาจาก 2 ประเภท
อย่างไรก็ตาม สมาชิกสนช. อาทิ นายมนุญช์ รัตนโกเมร นายมณเฑียร บุญตัน นายกล้านรงค์ จันทิก เป็นต้น ได้ท้วงติงในประเด็นดังกล่าวว่า การแก้ไขให้ผู้สมัครได้ 2 ช่องทางนั้น เป็นการอุดเรือกลางทะเล และเป็นอันตราย ถือว่าหันหัวเรือจากที่กมธ.ไม่ได้คิดมาเลย ซึ่งอาจเกิดปัญหา ดังนั้น จึงขอให้แสดงความชัดเจนว่าการปรับแก้ไขดังกล่าวจะไม่มีปัญหา
นายสมคิด ชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นการอุดเรือ หรือเป็นการแก้ไขแบบที่กมธ.ไม่รู้มาก่อน เพราะกมธ.ก็ได้คิดมาก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องนายสมชายและพล.อ.สิงห์ศึกก็ได้แปรญัตติก่อนหน้านี้ในชั้นกมธ.แล้ว ดังนั้น จึงได้คิดรูปแบบมาบ้างแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อภิปรายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา (ส.ว.) ในแต่ละมาตราจนถึงมาตราสุดท้ายคือมาตรา 92 แล้ว ซึ่งที่ประชุมจะต้องกลับไปพิจารณาในมาตราที่แขวนไว้คือ มาตรา 40 – 42 โดยนายนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่ประธานในการประชุมในขณะนั้น ได้สั่งพักการประชุมในเวลา 18.30 น.เป็นเวลา 10 นาที เพื่อให้กรรมาธิการฯ ผู้แปรญัตติ และสมาชิกสนช. ไปร่วมหารือกันเพื่อหาข้อยุติในมาตราดังกล่าว
จากนั้นเวลา 18.55 น. ที่ประชุมสนช.ได้กลับมาประชุมอีกครั้งหลังจากที่มีการพักการประชุมเป็นครั้งที่ 3 โดยนายสมคิด เลิศไพรฑูรย์ ประธานกมธ. ชี้แจงว่า ได้ดำเนินการปรับปรุงมาตรา 40 – 42 ซึ่งเป็นมาตราเกี่ยวข้องกับวิธีการเลือกส.วในระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ โดยกมธ.ได้มีปรับปรุง ให้สอดคล้องกับข้ออภิปรายของสมาชิกสนช.เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขให้เลือกกันเองในกลุ่ม
จากร่างเดิมที่ให้เลือกไขว้ และกรรมาธิการเพิ่มเติมกรณีที่กลุ่มใดมีผู้ไม่ได้รับคะแนนเลือกเลยมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของจำนวนผู้สมัครและแสดงตนในกลุ่มนั้น แต่ไม่น้อยกว่า 3 คน ให้สันนิษฐานว่ามีการสมยอมกันในการเลือกและถือว่าการเลือกไม่เป็นโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้มีการดำเนินการเลือกกันเองใหม่ โดยผู้ที่ไม่ได้รับคะแนนนั้นหมดสิทธิและได้รับเลือก
ทั้งนี้การลงมติในมาตรา 40 เห็นด้วย 203 ไม่เห็นด้วย 1 งดออกเสียง 6 มาตรา 41 เห็นด้วย 202 ไม่เห็นด้วย 1 งดออกเสียง 7 มาตรา 42 เห็นด้วย 203 ไม่เห็นด้วย 1 งดออกเสียง 7 ส่วนมาตรา 91 แก้ไขโดยขอให้คสช.เลือกผู้ที่ได้รับเลือกเป็นส.ว.จาก 200 คนเหลือ 50 คนโดยไม่ระบุกลุ่ม
สำหรับกรณีที่มีสมาชิกสนช.เสนอในมาตรา 2 ให้แก้ไขการบังคับใช้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ให้สอดคล้องกับร่างพ.ร.บ.ส.ส.ที่ขยายเวลาการบังคับใช้ 90 วันนั้น นายสมคิดชี้แจงว่า ประเด็นนี้กรรมาธิการฯ ขอให้กฎหมายมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาทันที
ภายหลังการอภิปรายเสร็จสิ้น ที่ประชุมได้ลงมติเรียงรายมาตราและลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา (ส.ว.)ด้วยคะแนน 197 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง จากนั้นจะส่งร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไปให้คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) และกรรมการร่างรัฐธรรนูญ (กรธ.)ต่อไป ทั้งนี้สนช.ใช้เวลาการพิจารณากว่า 11 ชั่วโมง
