ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303119
กองทุนเสมอภาคฯลดเหลื่อมล้ำทำได้ไม่หวังเกินจริง
คณะอนุกองทุน เผย 3 เป้าหมายสำคัญกองทุนเพื่อความเสมอภาคฯ ย้ำต้องสร้างความเข้าใจไม่ให้ความหวังเกินความจริง พร้อมเร่งยกร่างระเบียบ 2 ฉบับกำหนดรายละเอียดให้ทุน
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 60 – ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุลกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะประธานอนุกรรมการกองทุน เปิดเผยว่า หลังจากที่ร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ…. ได้ผ่านมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้(21 พฤศจิกายน) มีเป้าหมายสำคัญ 3 เรื่องที่ต้องดำเนินการ คือ 1.จัดทำฐานข้อมูล สถานะความเหลื่อมล้ำ ซึ่งไม่ใช่การมาสำรวจใหม่ แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลที่หน่วยงานต่างๆ ทำอยู่ มีความน่าเชื่อถือและนำมาเผยแพร่สู่สาธารณชน สามารถวิเคราะห์ชี้เป้า วางยุทธศาสตร์ที่ดีที่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อล้ำได้ 2.เสริมพลังในแง่ทรัพยากร เช่น ให้การสนับสนุนเม็ดเงิน แก่หน่วยงาน องค์กรเอ็นจีโอ ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และ3.การจัดทำกลไกในการติดตามและประเมินผลที่ดี เพื่อให้ประชาชนรับรู้ ทราบผลการดำเนินงาน
“เมื่อร่างพ.ร.บ.กองทุนฯ ผ่านครม.จะยิ่งมีผู้ให้ความสนใจและอยากรู้ เพราะฉะนั้น ต้องสร้างความเข้าใจแก่ทุกฝ่าย โดยไม่สร้างความหวังเกินความเป็นจริง เพราะกองทุนเพื่อความเสมอภาคฯ นี้ไม่ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาความยากจน เพราะเรื่องนี้ไม่ได้แก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้นแต่ต้องใช้เวลามหาศาล ซึ่งกองทุนฯ นี้มีงบประมาณหมุนเวียนประมาณ 2-3 หมื่นล้านต่อปี คิดเป็นเงิน 5% ของงบประมาณแผ่นดินด้านการจัดการศึกษา ซึ่งมาจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นต้น การทำงานจึงต้องให้เกิดผลใน 3 เรื่องหลักข้างต้น เพื่อให้แต่ละหน่วยงานเกิดความมั่นใจ และหวังให้ 5% นี้เป็นตัวอย่าง และผลักดันให้การใช้งบฯ ด้านการศึกษาที่เหลืออีก 95% หรือการทำงานส่วนอื่นๆ ประสบความสำเร็จ”ดร.ประสาร กล่าว
กรรมการอิสระและประธานอนุกองทุน กล่าวต่อไปว่า จากนี้คณะอนุกรรมการกองทุน จะต้องไปดำเนินการยกร่าง หลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งจะเป็นการกำหนดว่ากองทุนฯจะช่วยใคร คือเด็กอายุเท่าไร พิจารณาจากอะไรรายได้ครอบครัว หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และฉบับที่ 2 กองทุนฯจะช่วยอย่างไร ประสานร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ มีการดำเนินงานที่ชัดเจน ซึ่งทราบว่าในการประชุมครม.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ได้เน้นย้ำว่าการทำงานของกองทุนฯ ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นด้วย
อย่างไรก็ตาม กองทุนฯมีสถานะเป็นนิติบุคคล จากนี้ร่างพ.ร.บ.กองทุนฯ จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเรื่องเร่งด่วน ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป
ซึ่งตามกรอบเวลากำหนดไว้ว่าพ.ร.บ.กองทุนฯ ต้องมีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี หลังรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ประกาศใช้ คาดว่า จะสามารถประกาศใช้พ.ร.บ.กองทุนฯ ได้ภายในเดือนเมษายน 2561
อนึ่ง สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.กองทุนฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา เสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู อาจารย์ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติให้มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณธรรม รวมทั้งมีศักยภาพที่จะดำรงชีวิตโดยพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง
กำหนดให้กองทุนฯ ประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินได้แก่ เงินที่รัฐจัดสรรให้เป็นทุนประเดิม 1,000 ล้านบาท เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของเงินงบประมาณแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา และเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ทั้งนี้ ตามอัตราที่ครม.กำหนด เป็นต้น
โดยเงินและทรัพย์สินของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ผู้เสียภาษีเงินได้มีสิทธิแสดงเจตนาให้รัฐนำเงินที่ตนได้เสียภาษีไว้ไปอุดหนุนกองทุนได้ปีละไม่เกิน 5,000 บาท และผู้บริจาคเงินให้แก่กองทุนมีสิทธินำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาคตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากรได้เป็นจำนวน 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค ในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาทสำหรับบุคคลธรรมดา และไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิสำหรับนิติบุคคล
กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน 1 คน เป็นประธานกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน 6 คน เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลังปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
