ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308123
จ่อนำร่อง 7 มหาวิทยาลัยบูรณาการหลักสูตรร่วมกัน
“หมออุดม” ย้ำมหาวิทยาลัยต้องปรับตัว กำหนดทิศทางตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ ชี้ใช้กลไกทางงบฯเป็นตัวกำกับ จ่อนำร่องทลายกำแพงคณะบูรณาการร่วมกันใน 7 มหาวิทยาลัย
“ปัจจุบันเรามีมหาวิทยาลัยทั้งหมด 157 แห่ง อนาคตหากไม่ปรับตัวก็จะต้องปิดตัวลง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนที่จะทยอยปิดตัวลงอย่างแน่นอน” ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายด้านอุดมศึกษาแก่ผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเป็นแหล่งการเรียนรู้ ตามทิศทางอุดมศึกษาโลกยุคใหม่ สอนเด็กให้มี กระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภาพใหญ่ของโลก ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เรียนรู้สื่อรูปแบบใหม่อย่างเท่าทัน พร้อมมีความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจอันแรงกล้า ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงชุมชน สังคม และโลก อนาคตมหาวิทยาลัยจะลดลง ส่วนหนึ่งจากอัตราการเกิดที่ลดลง แต่ขณะเดียวกันการเรียนในระบบออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยจะต้องปรับการเรียนการสอน ต่อไปความสำคัญของปริญญาจะน้อยลง ผู้จ้างงานจะไม่ดูที่เกรดเฉลี่ย แต่จะดูทักษะความสามารถในด้านต่างๆ เพราะเชื่อว่าทักษะ จะทำให้คนทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ขณะเดียวกัน อยากให้อุดมศึกษามีหน้าที่ในการสร้างศักยภาพของประเทศ
ปัจจุบันรัฐบาลให้งบประมาณ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ประมาณ 1แสนล้านบาทต่อปี ในการพัฒนามหาวิทยาลัยและบัณฑิต ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านคน แต่ลงทุนไม่กี่หมื่นล้านบาท กับคนวัย กว่า 40ล้านคน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จบปริญญาตรี เพียง 25% หากเป็นเช่นนี้เราคงสู้กับใครไม่ได้ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้ดูถูกคนที่จบ ปวช.หรือปวส. และไม่ได้บอกว่า คนเหล่านี้ไม่สำคัญ แต่เป็นกลุ่มคนที่มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพ และเป็นเรื่องสำคัญที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มอบโจทย์ให้ผมไปหาแนวทางแก้ไขใน 3เดือน อีกกลุ่มหนึ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเตรียมพร้อมพัฒนาคือ กลุ่มผู้สูงอายุ
ทั้งนี้ ในปี 2566 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากถึง 20%ของประชากรทั้งประเทศ ปี2573 เพิ่มเป็น 25%ถือเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องเตรียมหลักสูตรเพื่อพัฒนาผู้สูงอายุให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ และมีศักดิ์ศรี ที่สำคัญอยากให้มหาวิทยาลัยทลายกำแพงระหว่างคณะลง จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการร่วมกัน เช่น คนที่เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สามารถเรียนด้านบริหารธุรกิจควบคู่ไปด้วยได้ เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถที่รอบด้านมากขึ้น ตอบโจทย์การทำงานในอนาคต โดยจะให้มหาวิทยาลัยเริ่มทำทันที ในปีการศึกษา 2561จะเริ่มกับมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมก่อน ประมาณ 7 แห่ง และต่อไปหากมหาวิทยาลัยสามารถเปิดสอนในทิศทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะต้องเพิ่มขึ้น โดยตนอาจจะให้งบประมาณเป็นรายหัว เช่นเดียวกัน การผลิตแพทย์
“บัณฑิตในอนาคต ต้องมีทักษะสำคัญ 2อย่างคือ ทักษะด้านภาษาอังกฤษ และทักษะด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานในอนาคต เพราะไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนหากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ความเก่งจะหายไปครึ่งหนึ่ง สุดท้ายที่จะย้ำคือหลักการมหาวิทยาลัยจะต้องมีอิสระ แต่จะต้องตอบโจทย์ประเทศ ส่งเสริมประเทศให้เกิดการแข่งขัน โดยผมจะใช้กลไกทางงบประมาณในการผลักดัน การดำเนินการต้องสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ หากใครอยากทำอย่างอื่นก็ต้องหาเงินเอง และผมกล้าทำ วันนี้เราต้องมีเป้าเดียวกัน คือเป้าหมายของประเทศ รัฐบาลนี้มีเป้าหมายชัดเจน คือพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0ปัจจัยอย่างเดียวคือ มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นมหาวิทยาลัย 4.0ด้วย ดังนั้นจึงต้องเกิดเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งจะมาทำหน้าที่วางแผนการผลิต และใช้กำลังคนของประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษาที่จะเกิดครั้งนี้เป็นนโยบายรัฐบาลโดยตรง นายกฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องวิจัย และนวัตกรรมอย่างมาก ถ้าไม่ทุ่มเทเรื่องอุดมศึกษา จะไม่สำเร็จ
ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าว ต้องเกิดก่อนการเลือกตั้ง คาดว่าพ.ร.บ.การอุดมศึกษาจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา(กอปศ.) วันที่ 9 มกราคมก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าสู่ขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช. ) ใช้เวลา 6-8เดือน คาดว่ากระบวนการทุกอย่างจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน ดังนั้นในช่วงนี้จะต้องเร่งดำเนินการใน 5 ประเด็นเพื่อเตรียมความพร้อม คือ 1.การเตรียมโครงสร้างกำลังคน ทรัพยากรและความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อรองรับกระทรวงอุดมฯ ที่จะเป็นองค์กรระดับประเทศในการขับเคลื่อนภาคอุดมศึกษาของชาติ
2. พัฒนายุทศาสตร์และโรดแมปของการอุดมศึกษาของชาติ 20 ปี3.วางแผนกำลังคนของประเทศ ระยะ 20 ปี 4.พัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของการอุดมศึกษาของชาติ และ5.ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ขณะเดียวกัน สกอ.จะต้องทบทวนมาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี โทและเอกใหม่ หลักสูตรใดที่ไม่จำเป็นต้องปิด หลักสูตรที่สอนต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงกระบวนการรับทราบของสกอ.จะต้องไปปรับให้เร็วขึ้น ให้เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับสกอ.”ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว
