ประมงพาณิชย์นัดชุมนุมร้อง“กฤษฎา”ยกเลิกข้อตกลงประมงพื้นบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/317290

ประมงพาณิชย์นัดชุมนุมร้อง“กฤษฎา”ยกเลิกข้อตกลงประมงพื้นบ้าน

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
xit,rnhohko

ร้อง“กฤษฎา”ยกเลิกข้อตกลงประมงพื้นบ้าน  หวั่นสร้างความขัดแย้งในหมู่ชาวประมงไทย

             จากกรณีชาวประมงพื้นบ้านได้มาชุมนุมที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา และมีการหารือร่วมกับ “กฤษฎา บุญราช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทำบันทึกข้อตกลงรับข้อเสนอประมงพื้นบ้านไว้พิจารณา และตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มประมงพื้นบ้านและนักวิชาการประมงที่เป็นกลาง เพื่อพิจารณาข้อเสนอของกลุ่มประมงพื้นบ้านต่างๆ เช่นการแก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า ประมงพื้นบ้าน ไว้ในกฎหมายประมง หรือกรณีการแก้ไขประกาศหรือกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการทำประมงที่มีผลกระทบต่อสัตว์น้ำและทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะพิจารณาตามกรอบกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับทุกกลุ่มอาชีพ
หากกลุ่มประมงอื่นๆ มีข้อเสนอสามารถส่งรายชื่อตัวแทนหรือข้อเสนอความเห็น มายัง “นิวัติ สุธีมีชัยกุล” กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ “อดิศร พร้อมเทพ” อธิบดีกรมประมง หรือส่งจดหมายมาที่สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสกรณ์ โดยเฉพาะกลุ่มสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ ในวันพุธที่ 21 มีนาคมนี้ด้วย สามารถส่งตัวแทนมาพูดคุยได้เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างรอบด้าน
ล่าสุดวานนี้(20 มี.ค.) “มงคล สุขเจริญคณา” ประธานสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ได้นัดชาวประมงทั่วประเทศชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ บ่ายวันที่ 21 มีนาคม เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ หลังลงนามบันทึกข้อตกลงกับประมงพื้นบ้าน ซึ่งส่งผลต่อการประกอบอาชีพของประมงพาณิชย์ และสร้างความขัดแย้งในหมู่ชาวประมงทั่วประเทศ เตือนอย่าเสียรู้กลุ่มบุคคลที่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง
มงคล เผยว่า ได้เรียกประชุมด่วนชาวประมงใน จ.สมุทรสงคราม ประกอบด้วยสมาคมประมงสมุทรสงคราม, สมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด และผู้ประกอบการแพปลา เพื่อหาแนวทางรับมือปัญหาที่จะกระทบต่อชาวประมง โดยเฉพาะอวนลาก ซึ่งเกิดจาก กฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กับสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย หรือ เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการควบคุมแก้ปัญหาการประมงจับปลากระตักด้วยเครื่องมือครอบช้อน ยก ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในเวลากลางคืน และการประมงอวนลาก โดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือการทำประมงที่มีประสิทธิภาพสูงที่อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำและชาวประมงพื้นบ้าน
“ที่ประชุมเห็นชอบที่จะร่วมชุมนุมที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 21 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 14.00 น.เป็นต้นไป พร้อมกับชาวประมงทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวส่งผลต่อการประกอบอาชีพ และสร้างความขัดแย้งในหมู่ชาวประมงทั่วประเทศ”
ประธานสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ระบุอีกว่า รมว.เกษตรและสหกรณ์คนใหม่นี้ ฟังความข้างเดียวไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน จึงไปลงนามความร่วมมือที่จะมาจัดการกับชาวประมงพาณิชย์ ซึ่งร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาไอยูยูจนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสมาเกือบ 3 ปี เมื่อเข้ามารับตำแหน่งใหม่แทนจะมาหาแนวทางเยียวยา แต่กลับมาซ้ำเติมชาวประมงพาณิชย์อีก จึงจำเป็นต้องเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกข้อตกลงที่ลงนามร่วมกับชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งเกี่ยวกับประมงพาณิชย์ทั้งหมด
นอกจากนี้ยังจะขอให้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น กรณี รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับปากว่าจะจดทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านที่ผิดกฎหมาย 3 หมื่นลำ ให้ถูกต้องนั้น ชาวประมงพาณิชย์ก็จะเรียกร้องให้จดทะเบียนเรือประมงพาณิชย์กว่า 100 ลำให้ด้วย รวมทั้งออกใบอนุญาตเรือประมงพาณิชย์ที่จอดอยู่กว่า 900 ลำ อีกทั้งเรื่องที่ประมงพื้นบ้านเรียกร้องขอให้แก้กฎหมายที่มีปัญหากับประมงพื้นบ้าน ชาวประมงพาณิชย์ก็จะเรียกร้องให้แก้กฎหมายที่มีปัญหากับประมงพาณิชย์ ภายใน 1 เดือนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากไม่เป็นที่น่าพอใจก็ต้องมีการยกระดับการชุมนุมต่อไป
เขายังย้ำด้วยว่า บันทึกข้อตกลงร่วมกันของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กับ ชาวประมงพื้นบ้านครั้งนี้ เกิดจากนายกฤษฎาไปรับฟังข้อมูลด้านเดียวจากกลุ่มบุคคลหนึ่ง ซึ่งตนทราบดีว่าเป็นใครและเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองหรือไม่ จึงเป็นห่วงรัฐบาลที่จะต้องได้รับผลกระทบจากการกระทำของนายกฤษฎาครั้งนี้ เนื่องจากหากนายกฤษฎาไม่สามารถทำตามข้อตกลงได้ ก็จะเป็นเงื่อนไขของกลุ่มบุคคลออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมการเมืองแบบยืดเยื้อ ชาวประมงพาณิชย์จึงจำเป็นต้องออกมาปกป้องรัฐบาลไม่ให้เสียรู้คนกลุ่มนี้ จึงขอให้นายกฤษฎาศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้นำอวนมาล้อมเป็นสถานที่ชุมนุมที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขเนื้อหา มาตรา 34 ใน พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้าเจรจาให้กลุ่มผู้ชุมนุมรื้ออวนที่ล้อมบริเวณที่ชุมนุมออก โดย บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย หนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเรื่องนี้ว่า
“ถ้าไม่รื้ออวนออกตำรวจอาจจะไปขอหมายศาล รัฐมนตรียินดีพูดคุยด้วยแต่ให้รื้ออวนออก และวงเจรจาขอไม่ให้สื่อมวลชนเข้า ทำไมกลัวสื่อในเมื่อจะพูดกันเรื่องปัญหาของส่วนรวม เรื่องหมายศาลอย่าเอามาขู่กัน สถานการณ์ ณ นาทีนี้ถ้าไม่ให้สื่อเข้าเราก็จะไม่เจรจา เพราะมีบทเรียนโดนหลอกมามากแล้ว”
ขณะที่ วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงพระราชกำหนดการประมงฉบับใหม่ ซึ่งออกโดยฝ่ายบริหาร หรือคณะรัฐมนตรีเพียงฝ่ายเดียว ให้ใช้แทนพระราชกำหนดการประมงฉบับเดิมที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อต้นปี 2558 ซึ่งได้กำหนดไว้ชัดเจนใน มาตรา 34 ว่า
“ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน ทำการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่ง” ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนหลักการเดิมไปโดยสิ้นเชิง เพราะแต่เดิมการกำหนดแนวเขตการประมงชายฝั่ง เจตนาเพื่อหวงห้ามการใช้เครื่องมือประมงที่มีศักยภาพสูง หรือมีสภาพการทำประมงที่มีลักษณะทำลายล้างทรัพยากรมากเกินไป มิให้เข้ามาทำการประมงในแนวเขตชายฝั่ง เช่น การประมงอวนลาก, อวนรุน, ปั่นไฟจับปลาตัวเล็กในเวลากลางคืน เป็นต้น บางพื้นที่กำหนดไว้ 3 กิโลเมตรจากแนวชายฝั่ง (แผ่นดิน) บางพื้นที่กำหนดที่ 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5,400 เมตร) โดยหลักสำคัญของการห้าม คือ ห้ามชาวประมงทุกฝ่าย ทุกพวก ไม่ว่าจะเป็นประมงขนาดเล็ก หรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ก็ห้ามใช้เครื่องมือเหล่านี้ทั้งสิ้น ดังนั้น ชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กนั้นสามารถทำประมงนอกชายฝั่งได้ เช่นเดียวกับชาวประมงแบบพาณิชย์
“ปัญหาเดิมๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำจนเป็นที่รับรู้โดยทั่วไป คือ การที่ชาวประมงพาณิชย์ หรือแม้กระทั่งชาวประมงขนาดเล็กบางรายที่ใช้เรืออวนลาก เรืออวนรุน หรือเครื่องมือที่ถูกกำหนดห้ามเข้าชายฝั่ง กลับลักลอบเข้ามาทำการประมงชนิดนั้นๆ ในเขตหวงห้ามชายฝั่งนั่นเอง จนทำให้เกิดภาวะความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมงอย่างหนัก เพราะเขตชายฝั่งที่ว่านั้นส่วนใหญ่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน จนเป็นเหตุให้มีการปะทะขัดแย้งกับกลุ่มอนุรักษ์อยู่เสมอๆ นั่นเอง” วิโชคศักดิ์ กล่าวและย้ำว่า
เมื่อพิจารณา พ.ร.ก.ประมงใหม่ มีข้อกำหนดห้ามชาวประมงพาณิชย์เข้ามาในเขตชายฝั่งทะเล ซึ่งกำหนดไว้ที่ 3 ไมล์ทะเลโดยเด็ดขาด ในขณะเดียวกัน ก็ได้กำหนดห้ามชาวประมงพื้นบ้านออกไปทำประมงจับปลานอก 3 ไมล์ทะเลด้วยตามมาตรา 34 ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่า ชาวประมงพื้นบ้านทำผิดอะไร จึงต้องห้ามเขาประกอบอาชีพในพื้นที่ที่เขาเคยทำประมงอยู่แต่เดิม แถมกำหนดคาดโทษอย่างหนักไว้ด้วยว่า หากชาวประมงพื้นบ้านรายใดละเมิดข้อห้ามบังอาจล้ำเขตประมงพาณิชย์จะต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นถึงห้าแสนบาท
“คำถามคือจะให้พวกเขาทำการประมงได้อย่างไรในพื้นที่จำกัดแออัดแบบนี้ ต้องไม่ลืมว่า ชาวประมงพื้นบ้านในที่นี้ พ.ร.ก.ประมงใหม่ให้ความหมายว่า เป็นผู้ที่ใช้เรือประมงระวางบรรทุกต่ำกว่า 10 ตันกรอสลงมา หรือผู้ที่ใช้เครื่องยนต์เรือต่ำกว่าที่รัฐมนตรีกำหนด จะพบว่าจำนวนชาวประมงพื้นบ้านมีจำนวนมากในอัตรามากกว่า 80% ของชาวประมงทั้งหมด” ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านย้ำทิ้งท้าย

Leave a comment