“สนช.”ตั้งแง่ตีความ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/316690

“สนช.”ตั้งแง่ตีความ

สนช,เลือกตั้ง,โรดแม็พ

สนช.ตั้งแง่ยื่นร่าง ก.ม.การได้มาซึ่ง ส.ว.ให้ศาล รธน.ตีความฉบับเดียว อ้างที่ไม่แตะร่าง ส.ส.กลัวกระทบโรดแม็พเลือกตั้ง

 

ความกังวลใจจากหลายฝ่ายที่มีต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ว่าเนื้อหาบางส่วนอาจจะขัดรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าสนช.ควรทำเรื่องนี้ให้กระจ่างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตและกระทบโรดแม็พการเลือกตั้งด้วยนั้น

วันที่ 15 มีนาคม ที่รัฐสภา นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(วิป สนช.) กล่าวว่า หลังจากได้รับเอกสารจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ท้วงติง 2 กฎหมายลูก จึงได้นำมาพิจารณาและหลายคนได้ปรึกษาตนในฐานะที่เป็น กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายทั้ง 2 ร่างกฎหมายลูก ซึ่งเห็นกันว่าน่าจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยจะดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อโรดแม็พ เพราะที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาวินิจฉัยไม่เกิน 3 เดือน ประกอบกับร่างกฎหมายลูก ส.ส.ได้ขยายเวลาการบังคับใช้เผื่อออกไป 90 วันแล้ว จึงจะยื่นเฉพาะร่างกฎหมายลูก ส.ว.

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่วมกันยกร่างว่าจะยื่นในประเด็นใดบ้าง เพราะสิ่งที่นายมีชัยท้วงติงมา สนช.เห็นว่าบางประเด็นไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ จึงจะยื่นเฉพาะในประเด็นที่น่าสงสัย ส่วนการรวบรวมรายชื่อคาดว่าในวันที่ 16 มีนาคมนี้ น่าจะทำทุกอย่างเสร็จสิ้น โดยรายชื่อเบื้องต้นถ้ารวมจากคนที่ไม่เห็นด้วยและงดออกเสียง รวมทั้งบุคคลที่ไม่ร่วมประชุมจะมี 41 คน ทั้งนี้ผู้ที่ลงมติเห็นชอบก็สามารถร่วมลงชื่อได้ เนื่องจากยังมีบางประเด็นที่ติดใจ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องเห็นชอบทั้งฉบับ จึงสามารถร่วมลงชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้” นายสมชายกล่าว

เลขาฯ วิป สนช. กล่าวอีกว่า ส่วนร่างกฎหมายลูก ส.ส. ถ้ายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่คุ้ม เพราะกระทบต่อโรดแม็พเลือกตั้ง อีกทั้งศาลต้องใช้เวลาพิจารณา 2-3 เดือน ซึ่งหมายความว่าประธาน สนช. จะนำร่างกฎหมายลูก ส.ส.ส่งให้นายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไม่ได้ ซึ่งจะมีคำถามตามมาว่าถ้า สนช.ยื่นร่างกฎหมายลูก ส.ส.จะเกิดผลกระทบ ต้องการอย่างนั้นหรือไม่ ซึ่ง สนช.ประเมินแล้วว่าไม่น่าใช่ เพราะไม่ต้องการให้มีการเลื่อนเลือกตั้ง เว้นแต่พรรคการเมืองต่างๆ หรือใครอยากให้สิ้นกระแสความก็แจ้งความประสงค์มายัง สนช. แต่ขณะนี้ยืนยันว่ายื่นเฉพาะร่างกฎหมายลูก ส.ว.

          กกต.เห็นด้วยส่งศาลตีความ
นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาให้ความเห็นกรณี สนช.เตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่า เห็นด้วยกับการตั้งข้อสังเกตของนายมีชัย  เพราะถ้าร่างกฎหมายผ่านไปจนถึงขั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว อาจจะมีปัญหาตามมากมาย ซึ่งหากรอไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญในช่วงนั้น แล้วศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ใครจะเป็นคนแก้ไข จะใช่กรธ.ชุดนี้หรือไม่ หรือถ้าไปยื่นตีความกันตอนเลือกตั้งเสร็จแล้ว หรือใกล้เลือกตั้งเสร็จ แล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาอีกทาง การเลือกตั้งก็อาจจะไม่ชอบ ซึ่งงบประมาณที่ใช้จัดการเลือกตั้งก็มาก แล้วต้องเสียไปก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้นเพื่อความชัดเจน จึงเห็นด้วยที่

          จะยื่นตีความ เพื่อข้างหน้าจะได้ไม่เกิดปัญหา 
“อย่างเรื่องที่นายมีชัยท้วงไว้ การใช้สิทธิ์ของคนพิการและผู้สูงอายุก็น่าเป็นห่วง ที่ให้ผู้ติดตามสามารถลงคะแนนแทนได้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจากประเด็นนี้ว่าทำให้การเลือกตั้งไม่ชอบ ก็จะทำให้การเลือกตั้งเสียไปทั้งระบบ ไม่ใช่เสียไปแค่บางส่วน แล้วงบประมาณที่ใช้ไปจะทำอย่างไร หากยื่นศาลแล้วศาลวินิจฉัยว่าขัดก็แก้ง่าย แก้เพียงมาตราเดียว หรืออย่างเรื่ององค์กรที่จะเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว. อันนี้ก็ไม่ยากอะไรแก้เพียงบทเฉพาะกาล ที่ให้ส่งได้สองอย่าง เพราะตัวบททั่วไปก็เป็นไปตามที่ กรธ.เสนออยู่แล้ว ซึ่งคิดว่ากระบวนการแก้ไขก็น่าจะเสร็จเร็ว คงไม่กระทบกับโรดแม็พเลือกตั้ง เพราะตามโรดแม็พเลือกตั้งจะต้องมีกระบวนการที่พรรคการเมืองต้องปฏิบัติตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองและคำสั่ง คสช.ที่ 53 มากอยู่แล้ว ซึ่งมันก็จะไปสอดคล้องกับระยะเวลาในการแก้ไขพอดี การเลือกตั้งจึงไม่น่าเลื่อนไป” นายบุญส่งกล่าว

        วิษณุรอสนช.เคาะชัดเจน2ก.ม.ลูก
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่สมาชิกสนช.จะเสนอให้ครม.เป็นผู้ส่งร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และการได้มาซึ่งส.ว. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ยังไม่ทราบ ตอบไม่ถูกในขณะนี้ แต่การทำเช่นนี้ไม่ถึงขนาดเป็นการโยนภาระให้รัฐบาล เพราะการจะยื่นให้ศาลได้ก็มีเพียงให้สนช.ยื่นหรือให้ครม.ยื่นเท่านั้น เมื่อสนช.มีปัญหาก็อาจจะให้รัฐบาลเป็นฝ่ายยื่นก็ได้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แต่รัฐบาลจะเป็นฝ่ายเสนอให้หรือไม่ก็จะพิจารณากันอีกครั้ง ต้องดูผลกระทบหลายอย่าง ความเสี่ยงซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของความล่าช้า ถ้าเห็นด้วยว่ามันเสี่ยงก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญไป ที่สำคัญต้องดูว่ามันมีมูลที่จะต้องไปสงสัยอย่างนั้นจริงหรือไม่ จึงต้องรอดูหนังสือที่สนช.จะส่งมาก่อน แต่ความจริงสนช.ไม่ต้องส่งมาก็ได้ นายกฯ อาจจะเห็นเองก็ได้ หรือถ้ากลัวว่านายกฯ จะไม่เห็น จึงชี้เบาะแสมาก่อนก็ไม่เป็นไร ตอนนี้ก็ขอให้รอให้หนังสือนั้นมาถึงก่อน เพราะตอนนี้ยังไม่มีการประสานมาที่รัฐบาลเลย เพียงแต่มีการคุยๆ กันเท่านั้น ดังนั้น ตอนนี้ให้ทางสนช.เขานิ่งก่อนว่าจะตัดสินใจอย่างไร และไม่ถือเป็นเผือกร้อนอะไร

“ตอนนี้ยังไม่อยากพูดอะไร เดี๋ยวเขาเห็นผมพูดเขาอาจจะบอกว่าดีแล้ว งั้นรัฐบาลเอาไปทำเถอะ เพราะฉะนั้นยังไม่อยากพูดอะไรที่จะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก ซึ่งกระรอกมีหลายตัวด้วย และไม่อยากให้เป็นข่าวว่า วิษณุแบะท่า อ้าขาผวาปีกเตรียมรับ ผมไม่อยากรับรู้อะไรทั้งสิ้น” นายวิษณุ กล่าว

        มั่นใจไม่กระทบโรดแม็พเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าสนช.ยื่นหรือครม.ยื่น จะทำให้กระทบต่อโรดแม็พเลือกตั้งหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เราดูอยู่ว่าประเด็นที่จะยื่นมันคืออะไร ถ้าเป็นประเด็นเกี่ยวกฎหมายเลือกตั้งส.ส.หรือการสรรหาส.ว. ก็ไม่น่าจะกระทบอะไร แต่บอกไม่ได้ว่าเราคิดอยู่บนพื้นฐานอะไร เพียงแต่คิดแล้วว่าไม่กระทบอะไร เมื่อถามว่าในส่วนของรัฐบาลสามารถเห็นต่างจากสนช.ได้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยยังได้เลย หรือรัฐบาลอาจจะสงสัยประเด็นอื่นก็ยังได้

เมื่อถามย้ำว่า ในส่วนของรัฐบาลจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการตัดสิทธิของผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุอันควรหรือไม่ นายวิษณุ “ไม่ตอบหรอก อันนี้แหละเป็นการชี้โพรงให้กระรอก กระรอกเตรียมที่จะตะครุบอยู่” ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า ถึงอย่างไรการเลือกตั้งก็จะมีขึ้นก่อนกุมภาพันธ์ 2562 แน่นอนใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า อย่างช้ากุมภาพันธ์ 2562 “พูดอะไรพลาดนิดเดียวไม่ได้ ถ้าเผลอพยักหน้าไปนี่ซวยเลย แต่ถ้าถึงตอนนั้นเกิดฟ้าถล่ม ดินทลาย การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป ผมก็ไม่รู้จะตอบคุณยังไงแล้ว แต่คิดว่าประชาชนเข้าใจ”

ต่อข้อถามหากการเลือกตั้งเลยเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ไปอีก คิดว่าสังคมจะมองรัฐบาลอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ก็ไม่เห็นจะต้องมองอย่างไร รัฐบาลก็ประกาศอย่างนั้น นายกฯ ก็บอกอย่างนั้นว่าความชัดเจนจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2561

      แนะพรรคใหม่ระวังล้ำเส้นคสช.
นายวิษณุ ยังกล่าวถึงกรณีคสช.ออกมาปรามแกนนำจัดตั้งพรรคใหม่นัดสื่อมวลชนจิบกาแฟเนื่องจากยังไม่มีการปลดล็อกพรรคการเมือง แต่พรรคการเมืองใหม่กลับแถลงข่าวถือว่าขัดคำสั่งคสช.หรือไม่ว่า วันนี้ก็เห็นทำกันอยู่เยอะ อะไรที่วันนี้เคยทำอยู่ ทำได้ก็ทำไป แต่อะไรที่เกินจากนั้นถึงขนาดเป็นการชุมนุมทางการเมืองก็ทำไม่ได้ พรรคที่ตั้งแล้วอยากชุมนุมทางการเมืองใจจะขาดก็ยังชุมนุมไม่ได้ แต่พรรคที่เพิ่งขอจดทะเบียนยังไม่เป็นพรรคเลยจะมาชุมนุมทางการเมืองคงทำไม่ได้ ส่วนเรื่องการแถลงข่าวก็เห็นทำกันเป็นประจำ ส่วนกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เชิญสื่อพูดคุยก่อนไปขอจดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่กับ กกต.นั้น ขอไม่ตอบ เรื่องของเขา ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปว่ากันเอง

“วันนี้เสรีภาพมันมีอยู่ในการที่จะพูดเขียนแสดงความคิดเห็น เว้นแต่จะล้ำในส่วนที่เขากำหนดไว้ ฉะนั้นไปดูให้ดีว่าถ้าคุณไม่ล้ำเส้นตรงนั้นก็ทำได้ ส่วนการเปิดโต๊ะแถลงข่าวทำได้หรือไม่ ผมไม่รู้ ตอบไม่ถูก ถ้าผมบอกว่าได้ เขาก็ทำเพราะเชื่อผม หากถูกจับผมเดือดร้อนเลยทีนี้ ซึ่งผมไม่ได้ตอบว่าทำได้ แต่เชื่อว่าพวกคุณก็รู้อยู่แล้ว ก็ลองทำดูสิ อาจจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ได้” นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่า คสช.จะเป็นผู้พิจารณาใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ทั้งคสช.และส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจเมื่อคำสั่งออกไปแล้วจะเป็นผู้ปฏิบัติพรรคการเมืองก็อย่าทำอะไรให้เกินเส้น หรือล้ำความสงบเรียบร้อยเท่านั้นพอแล้ว ความเหมาะสมเชื่อว่ารู้กันอยู่ เพียงแต่อยากท้าทาย อย่าไปท้าทายเลย บรรยากาศกำลังดีอยู่ ชอบใจของผบ.ทบ.ที่บอกว่าอย่าไปทำอะไรที่ท้าทาย ตื่นเช้ามาให้เห็นข่าวดีๆ ก็สบายใจดีอยู่แล้ว

  แทงกั๊กเล่นการเมือง-นั่งนายกฯ
เมื่อถามว่า มองบรรยากาศทางการเมืองในตอนนี้เป็นอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มอง แต่รู้สึกลมหนาวหมดไปแล้ว กำลังเข้าฤดูร้อน พระแก้วมรกตก็เปลี่ยนเครื่องทรงแล้ว เมื่อถามเรื่องบรรยากาศก็ตอบเรื่องบรรยากาศ แต่อนาคตจะต้องมีประเทศไทย ไม่ยอมให้ผู้ใดมาย่ำยี

“ตอนนี้ผมสนใจละครเรื่องบุพเพสันนิวาสย้อนกันไปเถอะอดีต มองอนาคตไม่เห็น หมายถึงอนาคตตามนิยาย บุพเพแปลว่าเมื่อก่อน ส่วนอนาคตไม่รู้ สุดท้ายหมื่นเดชจะได้แต่งกับการะเกด ผมไม่รู้มันจะจบอย่างไร รู้อยู่แค่จะแข่งเรือแข่งพายอะไรกันอยู่สองวันนี้ นี่หมายถึงในละครที่นางเอกขอพระเอกไปเชียร์แข่งเรือไปเป็นกองหนุน แต่ผมรู้ว่าแข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่วาสนาแข่งไม่ได้ รู้แค่นั้น” นายวิษณุ กล่าว

ต่อข้อถาม ตามกฎหมาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. สามารถรับเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมืองได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อถามกฎหมายต้องขอตอบกฎหมายว่าทำได้ แต่หากจะบอกว่าวิษณุเผยนายกฯเป็นได้อะไรแบบนั้น ไม่ใช่ว่าตนเผยอะไรทั้งสิ้น แต่สื่อมาถามเอง ส่วนเรื่องความเหมาะนั้นไม่ขอตอบ อยู่ที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีพรรคการเมืองใดทาบทามนายวิษณุให้เป็นนายกฯคนนอกจะรับหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่ได้ เดี๋ยวเป็นการอ้าขาผวาปีกอยากให้เขามาเชิญ แต่ลองมาเชิญก่อนสิ” เมื่อถามว่า แสดงว่าอนาคตทางการเมืองไม่ได้ปิดประตูตายใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “แล้วจะปิดมันทำไม”

    อนาคตใหม่ไม่เอานายกฯคนนอก
เช้าวันเดียวกัน ที่ร้านแวร์เฮ้าส์ ซอยเจริญกรุง 30 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้เตรียมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ได้แถลงข่าวเปิดตัวชื่อและสัญลักษณ์พรรคที่จะยื่นจดแจ้งต่อ กกต. พร้อมเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์ตั้งพรรคการเมืองที่เป็นคนรุ่นใหม่ นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางสังคม อาทิ นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตกลุ่มนิติราษฎร์, นายชำนาญ จำเรือง, นายคริส โปตระนันทน์ นักธุรกิจ และแถลงถึงแนวคิดอุดมการณ์ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำพรรคด้วย

ต่อมานายธนาธร และนายปิยบุตร แถลงเปิดตัวพรรคว่า พรรคใช้สโลแกนว่า “ก้าวพ้นทศวรรษที่สูญหาย สร้างประเทศไทยที่มีอนาคต” พร้อมอักษรย่อพรรคอนาคตใหม่ “อนค.” มีสัญลักษณ์เป็นรูปสามเหลี่ยมคว่ำ และเลือกใช้สีส้ม เพื่อสื่อถึงพลังความสดใสและรุ่งอรุณที่เชื่อว่าจะเป็นความหวัง

นายธนาธร กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่จะใช้แนวทางประชาธิปไตยในการสร้างพรรคและเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีโอกาสในการกำหนดนโยบายและอุดมการณ์พรรคการเมืองและกำหนดผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยพร้อมจะให้พรรคใหม่นี้เป็นพรรคหลักไม่ใช่พรรคทางเลือก เพื่อขับเคลื่อนการเมืองไทยให้ไปสู่หลักการประชาธิปไตย และพร้อมแข่งขันกับทุกพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่นๆ

“เรายังตอบไม่ได้ว่าจะสนับสนุนบุคคลใดให้อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรค แต่ขอยืนยันว่าพรรคจะไม่สนับสนุนนายกฯ คนนอกอย่างแน่นอน และจะไม่ประนีประนอมกับบุคคลที่ขัดกับจุดยืนของพรรค ในอนาคตหากพบการประนีประนอมเกิดขึ้น ผมจะขอเป็นคนแรกของพรรคที่จะลาออก” นายธนาธรกล่าว และว่า ในส่วนนโยบายพรรคจะทำให้ประชาชนมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมพัฒนาคุณภาพชีวิตเข้าถึงทุนและทรัพยากรทำลายระบบผูกขาดที่ประชาชนไร้อำนาจต่อรอง รวมถึงพัฒนาสวัสดิการที่รับรองการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ทุกคนอย่างถ้วนหน้า

        เรียกร้องบิ๊กตู่ปลดล็อกการเมือง
ต่อมาเวลา 10.00 น. ที่สำนักงาน กกต. นายธนาธร พร้อมด้วยผู้ร่วมอุดมการณ์ได้เข้าจดแจ้งและจองชื่อพรรคการเมืองต่อเจ้าหน้าที่ กกต. โดยพรรคอนาคตใหม่ได้รับการจดแจ้งเป็นลำดับที่ 58 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะพิจารณาและแจ้งผลการดำเนินการภายใน 30 วัน

หลังจากนั้นนายปิยบุตรให้สัมภาษณ์เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผ่อนคลายหรือยกเลิกคำสั่งที่เป็นอุปสรรคต่อการทำกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมือง เพื่อให้โรดแม็พการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง ทั้งนี้เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ สนับสนุนให้มีกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองหน้าใหม่ ดังนั้นการผ่อนคลายกติกาจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานการเมืองและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเลือกตั้งในอนาคต สำหรับการจดแจ้งพรรคการเมืองเชื่อว่าจะไม่ถูกกลั่นแกล้ง หรือใช้มาตรการทางกฎหมายบังคับหรือบีบไม่ให้เกิดการจดแจ้งพรรคได้

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวกรณีนายธนาธร ขอให้ปลดล็อกพรรคการเมือง ว่า “เขาสามารถคิดได้ ให้เขาคิดไป ส่วนจะทำหรือไม่เป็นเรื่องของคสช.”

  มาร์ครับปชป.ต้องทำงานหนักขึ้น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มการเมืองต่างๆ ทยอยประกาศจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่กันอย่างต่อเนื่องว่า หลังจากนี้ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่พรรคการเมืองใหม่และพรรคการเมืองเก่าต้องดำเนินการ เช่น การยืนยันสมาชิก การรับสมัครสมาชิกพรรค และการปฏิบัติเรื่องต่างๆ ตามข้อกำหนดของกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องรอดูกันต่อไปว่า ท้ายที่สุดจะมีพรรคการเมืองทำได้มากน้อยแค่ไหนหรือทำได้หรือไม่ เมื่อถึงเวลาดังกล่าวก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า การมีพรรคการเมืองใหม่เพิ่มขึ้นทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องตั้งใจทำงานและต้องกำหนดทิศทางนโยบายการทำงาน เพื่อให้พรรคมีความเข้มแข็งและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารพรรคเตรียมดำเนินการอยู่แล้ว และพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความขัดแย้งกันแต่อย่างใด สำหรับพรรคอื่นนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องภายในพรรค ส่วนความขัดแย้งภายในที่เกิดขึ้นจะทำให้การแข่งขันทางการเมืองในอนาคตมีความรุนแรงขึ้นหรือไม่นั้น ก็ต้องใจเย็นๆ ขณะนี้พรรคการเมืองยังไม่สามารถทำกิจกรรมได้ จึงยังไม่สามารถประเมินได้

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยหรือทาบทามความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีใครเข้ามาพูดคุย แต่เรื่องนี้ต้องให้เกียรติประชาชน หากคิดว่าจะมีการจับมือกันล่วงหน้าโดยไม่ต้องสนใจว่าประชาชนคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

นิพิฏฐ์ชี้งานหินแย่งคะแนนอดีตส.ส.
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคอนาคตใหม่ ว่า คิดว่าทุกพรรคการเมืองย่อมเป็นทางเลือกให้ประชาชนเสมอ ส่วนจะเป็นทางเลือกหลักหรือไม่นั้น พรรคใหม่ก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง เพราะเมื่อ 70 ปีที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยอยู่ในจุดนั้นมาก่อน และพัฒนาตัวเองจนเป็นทางเลือกหลัก ส่วนพรรคอนาคตใหม่จะเป็นทางเลือกหลักได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้ไม่อาจพูดได้ถึงขั้นนั้น
ต่อข้อถามที่ว่า กระแสพรรคอนาคตใหม่ จะส่งผลให้ประชาธิปัตย์ต้องทำงานหนักมากขึ้นหรือไม่ นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า เรื่องที่คนตื่นเต้นพรรคใหม่มีมาบ่อยแล้ว ซึ่งเราก็เผชิญเรื่องนี้มาตลอด เป็นประจำทุกครั้งก่อนมีการเลือกตั้ง แต่คาดว่า คนที่มาแถลงข่าวเปิดพรรคนั้น ล้วนหวังเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ เป็นอุปสรรคต่อพรรคเล็กพอสมควร เพราะต้องส่งผู้สมัครแบบเขตจึงจะได้คะแนนเสียงแบบบัญชีรายชื่อด้วย

“การที่นักการเมืองหน้าใหม่จะไปแข่งกับอดีต ส.ส. ในท้องที่ถือเป็นเรื่องยากมากๆ เรื่องนี้สื่อควรถามกับพรรคใหม่ว่าใครจะเป็นผู้สมัครลงในเขตต่างๆ ถ้าจะยกระดับเป็นทางเลือกหลัก ก็ต้องยกระดับให้สามารถแข่งกับพรรคใหญ่ๆ ทั้งประชาธิปัตย์ และเพื่อไทยให้ได้”

      ลูกดร.ป๋วยโพสต์ตั้งคำถามธนาธร
ขณะเดียวกัน นายใจ อึ๊งภากรณ์ นักเคลื่อนไหวทางวิชาการและการเมือง บุตรชายคนสุดท้องของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความเรื่อง “คำถามคาใจกับการก่อตั้งพรรคคนรุ่นใหม่ของปิยบุตรกับธนาธร” เผยแพร่ใน https://turnleftthai.wordpress.com มีในความตอนหนึ่งว่า ในปี 2549 พนักงานบริษัทไทยซัมมิท อีสเทิร์น ซีบอร์ด ออโต้พาร์ท อินดัสตรี จำกัด จำนวน 260 คน ถูกเลิกจ้างงานเพราะได้ไปสมัครเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานฟอร์ดและมาสด้าประเทศไทย

ต่อมาในปี 2557 บริษัทซัมมิทมีการกดดันให้พนักงานทำงานล่วงเวลา แทนที่จะจ่ายค่าจ้างในระดับเพียงพอและรับสมัครคนงานเพิ่ม และบริษัทก็ลงโทษพนักงานที่ไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานล่วงเวลา นอกจากนี้ทางบริษัทได้ออกคำสั่งให้กรรมการสหภาพ 4 ท่าน คือ ประธาน รองประธาน กรรมการพื้นที่แหลมฉบัง และกรรมการพื้นที่ระยอง หยุดปฏิบัติงาน เพื่อหวังปลดออก สรุปแล้วบริษัทซัมมิทของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีประวัติการปราบปรามสหภาพแรงงาน และละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในการรวมตัวกันของลูกจ้าง

สิ่งเหล่านี้จะขัดแย้งกับนโยบายของพรรคคนรุ่นใหม่ที่ประกาศว่าจะพาคนไทยออกจากยุคเผด็จการหรือไม่ ? หรือพรรคจะไม่สนใจประชาธิปไตยในสถานที่ทำงาน ? นอกจากนี้พรรคจะมีนโยบายที่ดีกว่ารัฐบาลอื่นๆ ในเรื่องการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ ? จะมีนโยบายในการลดชั่วโมงการทำงานของคนทำงานเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตหรือไม่ ?

  พิชัยป้องลูกแสดงความเห็น
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน บิดาของนายพชร ที่ออกมาเคลื่อนไหวโจมตี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในส่วนที่บุตรชายออกมาแสดงความเห็นส่วนตัวและมีความคิดเห็นออกมามากมายนั้น ถือเป็นเสรีภาพในความคิดเห็นและเป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตยที่พรรคเพื่อไทยต่อสู้เรื่องนี้มาโดยตลอด และยินดีสำหรับทุกความเห็นและอยากเห็นความเบ่งบานของระบอบประชาธิปไตยนี้เพื่อทำให้ประเทศเจริญและพัฒนาต่อไป

อดีตรมว.พลังงาน  กล่าวอีกว่า วันนี้ได้มอบหมายให้ทนายไปขอเลื่อนการถูกเรียกครั้งที่ 10 ตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจะกำหนดเข้าพบเจ้าหน้าที่อีกครั้ง ทั้งนี้ รู้สึกผิดหวังกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ที่ไม่ปกป้องเสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็นทางเศรษฐกิจเหมือนประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย แม้กระทั่งสหประชาชาติก็ได้ตำหนิรัฐบาลไทยในเรื่องการปิดกั้นการแสดงความเห็นนี้ จึงขอถามนายสมคิดว่าการปิดกั้นอย่างนี้จะเป็น ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างไร

“การปิดกั้นความเห็นอาจทำให้นายสมคิดคิดเองเออเองว่าเศรษฐกิจดีแล้ว ตามตัวเลขที่เริ่มดีขึ้นมาบ้าง แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังลำบากกันอย่างมาก จากผลสำรวจทุกครั้งรัฐบาลก็สอบตกทางเศรษฐกิจมาตลอด แถมยังมีปัญหาการคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้น โกงคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 44 จังหวัดแล้ว อีกทั้งรายได้จากการเจริญเติบโตได้ตกไปอยู่กับกลุ่มคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่เป็นเหมือนการผูกขาดประเทศ” นายพิชัยกล่าว
“สมยศ”ไขก๊อกสนช.มีผล14มี.ค.

ที่รัฐสภา ที่ประชุม สนช. ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. เป็นประธาน ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายพรเพชรแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สมาชิกสนช.ได้ยื่นหนังสือออกจากตำแหน่ง สนช. แล้ว มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2561 ทำให้จำนวนสมาชิกเหลือ 247 คน ส่งผลให้องค์ประชุมของ สนช.จะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 124 คน
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสาเหตุที่ พล.ต.อ.สมยศตัดสินใจลาออกนั้น เนื่องจากในฐานะนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งในปีนี้มีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง อาจทำให้ไม่มีเวลาเข้าร่วมประชุมสนช. จึงเกรงว่าจะขาดประชุมบ่อยและทำงานในตำแหน่งสนช.ได้ไม่เต็มที่

          บิ๊กป้อมส่งเอกสารแจงนาฬิกาหรู
แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงรายละเอียดของนาฬิกาทั้ง 25 เรือน ตามที่ป.ป.ช.ได้ส่งหนังสือไปเป็นครั้งที่ 4 ซึ่งครบกำหนดชี้แจงในวันเดียวกันนี้ (15 มี.ค.) โดยพล.อ.ประวิตรได้ให้เจ้าหน้าที่นำหนังสือชี้แจงส่งมายังสำนักงานป.ป.ช. เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. โดยสำนักบริหารงานกลางได้ลงเลขรับหนังสือเรื่องดังกล่าวเอาไว้เรียบร้อยแล้วและได้ส่งเอกสารดังกล่าวไปให้คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริง

ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าสอบนาฬิกาหรู ว่า ทราบจากเจ้าหน้าที่ว่า พล.อ.ประวิตร ส่งหนังสือชี้แจงมาทันกำหนดในวันนี้ เพียงแต่ยังไม่เห็นหนังสือดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากนี้ทางสำนักงานป.ป.ช. จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป เลขาฯป.ป.ช. กล่าวว่า ขอให้ได้ดูหนังสือชี้แจงดังกล่าวก่อน

          มท.โวตลาดประชารัฐทำรายได้จ่อพันล.
ที่กระทรวงมหาดไทย นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมชี้แจงการดำเนินโครงการตลาดประชารัฐครั้งที่ 6 โดยมีผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยและผู้เกี่ยวข้องเข้าประชุม พร้อมถ่ายทอดการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ไปยังศาลากลางจังหวัดและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยนายนิสิต กล่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญและติดตามการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการตลาดประชารัฐอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนผู้ประกอบการที่มีพื้นที่ตลาดจำหน่ายสินค้าแล้วทั้งสิ้น 96,675 ราย คิดเป็นร้อยละ 85.34 ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากแล้ว 969.496 ล้านบาท โดยในขณะนี้ทุกจังหวัดเร่งจัดสรรพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อยและผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการไม่มีสถานที่จำหน่ายสินค้าที่เหลืออย่างต่อเนื่อง

นายนิสิต กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตลาดประชารัฐมีความคืบหน้าดังนี้ 1.ด้านการยกระดับเป็นตลาดสะอาด มีตลาดผ่านมาตรฐานจำนวน 803 แห่งจาก 969 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 82.87 ของตลาดที่ได้รับการประเมินแล้ว 2.การจัดทำหลักสูตรและจัดการอบรมผู้บริหารจัดการตลาดประชารัฐ(ซีเอ็มโอ)โดยทุกจังหวัดได้ดำเนินการแต่งตั้งซีเอ็มโอแล้วจำนวน 3,416 คน 3.กรมการพัฒนาชุมชนได้จัดตั้งคลินิกผู้ประกอบการตลาดประชารัฐทุกประเภทจำนวน 878 แห่ง 76 จังหวัด ซึ่งจะเร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถค้าขายได้อย่างยั่งยืนต่อไป 4.การส่งเสริมตลาดประชารัฐเพื่อการท่องเที่ยว โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แล้วจำนวน 133 แห่ง ใน 63 จังหวัด และจะดำเนินการให้ครบทุกจังหวัดต่อไป 5.กรมการพัฒนาชุมชนได้จัดทำแบบสอบถามออนไลน์เพื่อติดตามประเมินผลความสำเร็จโครงการตลาดประชารัฐ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจเพื่อนำผลที่ได้มาปรับปรุงโครงการต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ทุกจังหวัด อำเภอ ดำเนินการการจัดการตลาดให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

        ปปง.ขอเอกสารโกงกองทุนเสมา
ทางด้านความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตโครงการรัฐของกระทรวงต่างๆตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งกำชับนั้น  ที่กระทรวงศึกษาธิการวันนี้ นายวิทยา นีติธรรม เลขานุการกรม สำนักงานป้องกันเเละปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังเข้าพบ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อตรวจสอบกรณีมีการโอนเงินจากกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตไปยังบัญชีของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องระหว่างปี 2551-2561 เป็นเงินรวมกว่า 88 ล้านบาท ว่า วันนี้มารับเอกสารสำคัญ เช่น คำสารภาพของข้าราชการระดับ 8 และข้อมูลการเคลื่อนไหวของบัญชีทั้ง 22 บัญชี และอาจจะตั้งข้อหาเพิ่มเติม เพราะนอกจากจะโดนเรื่องทุจริตแล้ว จะมีข้อหาเพิ่มเติมคือความผิดทางอาญาฐานฟอกเงินอีกด้วย แต่ละครั้งไม่เกิน 10 ปี ก็บวกๆ ไป ยืนยันในไม่ช้า ปปง.น่าจะมีผลที่ชัดเจนออกมา ถ้าเอกสารครบถ้วน

“เรื่องนี้ถ้าเจ้ากระทรวงต้นสังกัดเต็มที่เต็มร้อยต้องชื่นชม เรื่องนี้ผู้ใหญ่ให้ความสนใจ รมว.ศึกษาฯ ปลัดกระทรวงศึกษาฯ ปปง. นายกรัฐมนตรี และรองนายกฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ จะเร่งดำเนินการ เรื่องการอายัดเงิน 22 บัญชี ตอนนี้ได้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ค่อนข้างจะไปเร็ว” นายวิทยา กล่าว

        กองทุนค้างจ่าย5ล้านนร.พยาบาล
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สธ.ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการรับทุนเสมาพัฒนาชีวิตและพร้อมที่จะส่งมอบข้อมูลให้แก่ ศธ. หากมีการประสานเข้ามา ซึ่งจะมีทั้งข้อมูลนักเรียนพยาบาลของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีที่ได้รับผลกระทบจากการยังไม่ได้รับทุน และบัญชีการโอนเงินเข้ามายังวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีแต่ละแห่ง ว่าแต่ละปีมีการโอนเงินเข้ามาอย่างไร เพื่อให้ ศธ.นำไปตรวจสอบว่าตรงกับที่มีการจ่ายออกมาจากกองทุนหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปีการศึกษา 2555-2560 พบว่า มีนักเรียนพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีที่รับทุนเสมาฯ รวมทั้งหมด 254 ราย จำนวนนี้ยังเป็นนักศึกษาปัจจุบันชั้นปีที่ 1-4 โดยมีผู้ที่ได้รับเงินทุนครบเต็มจำนวนเพียง 56 ราย ค้างการจ่ายทุนทั้งหมด 198 ราย ยังเป็นนักศึกษาที่เรียนอยู่ 161 ราย นักศึกษาที่จบแล้วแต่ยังได้รับทุนไม่ครบอีก 37 ราย โดยเงินทุนที่ค้างจ่ายรวมแล้วประมาณกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งการประสานข้อมูลให้ ศธ.ตรวจสอบ ก็หวังว่าจะได้ช่วยติดตามเพื่อให้นักเรียนได้รับทุนให้ครบตามที่ตกลงกันไว้

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า นักเรียนพยาบาลที่รับทุนเสมาฯ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.นักเรียนที่รับทุนเสมาฯ มาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีข้อตกลงว่า เมื่อสอบติดเข้าวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี วิทยาลัยจะต้องรวบรวมรายชื่อนักเรียนส่งให้แก่กองทุนว่ามีจำนวนกี่คน อยู่วิทยาลัยใด โดยทำความตกลงไว้ที่ปีละ 50 ทุน ซึ่งแต่ละปีจะสอบติดเข้ามาจำนวนที่ไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยก็จะประมาณ 30 กว่าราย 2.กลุ่มนักเรียนพยาบาลจากชายแดนตามโครงการสมเด็จย่า ซึ่ง สธ.ไปทำความตกลงเพิ่มกับกองทุน ให้สนับสนุนเด็กจำนวนปีละ 30 ราย ซึ่ง

Leave a comment