ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/291760

ซุกมุมมืด-ห่วงภาพลักษณ์ ค่านิยมสังคม..สายหื่นย่ามใจ
เป็นอีกคดีสะเทือนขวัญกับกรณีเด็กหญิงวัย 14 ปี ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เหตุเกิดที่บ้านเกาะแรด อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ที่ทำท่าจะบานปลาย อาทิ รายงานข่าวที่ระบุว่ามีผู้ร่วมกระทำผิดถึง 40 คน ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของชาวบ้านในชุมชน จนออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมของพ่อเลี้ยงเด็กหญิงรายนี้ ว่าเป็นผู้กระทำผิดด้วยแต่พยายามเบี่ยงประเด็นหรือไม่ขณะที่ฝ่ายพ่อเลี้ยงได้ก็เข้าแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทกับชาวบ้านที่กล่าวหาตนเช่นกัน
ไม่เพียงแต่ชาวบ้านในชุมชนดังกล่าวที่ได้รับผลกระทบ เสื่อมเสียชื่อเสียงจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้เท่านั้น ข่าวคดีสะเทือนขวัญนี้ยังส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวเกาะแรดทั้งเกาะ ดังการเปิดเผยของผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวในพื้นที่ ว่าแต่เดิมมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 2-3 คันรถ ทำรายได้วันละ 500-600 บาท แต่เมื่อมีข่าวคดีนี้ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอีกเลย ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านก็ต้องออกมาย้ำว่าจริงๆ แล้วในพื้นที่ยังมีความปลอดภัย
ที่งานเสวนา “ข่มขืนพุ่ง รุนแรงเพิ่ม..ตื่นเถิดประเทศไทย” ณ รร.เอบินา เฮาส์ ซ.วิภาวดี 64 ถ.วิภาวดีรังสิต ย่านหลักสี่ กทม. ทนายความผู้รับทำคดีนี้ ฮานีฟ หยงสตาร์ เลขาธิการมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ขอใช้พื้นที่ “ชี้แจง” กับชาวชุมชนเกาะแรด ว่ากรณีที่ปรากฏเป็นข่าวมีผู้พัวพันคดีล่วงละเมิดทางเพศถึง 40 คนนั้น “มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นคนในชุมชน” เพราะข้อเท็จจริงคือแม้ผู้กระทำผิดที่เป็นคนในชุมชนจะเป็นต้นเรื่อง เป็นผู้กระทำผิดกลุ่มแรก แต่หลังจากนั้นกลายเป็นการนำบุคคลภายนอกชุมชนเข้ามาร่วมกระทำผิดด้วย
ฮานีฟ กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้แรงกดดันในชุมชนน่าจะลดลงเพราะคดีมีความชัดเจนขึ้น มีการออกหมายจับแล้วว่าเป็นใครบ้าง แต่ยืนยันว่ามูลนิธิไม่ได้เป็นคนปล่อยข้อมูลตัวเลข 40 คนออกมา เพียงแต่อาจจะมาจากตอนที่มีหลายหน่วยงานร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงและสรุปเป็นรายงานออกมา จุดนี้แม้จะเป็น “รายงานลับ” แต่ข้อมูลก็อาจจะ “รั่ว” ออกไปได้ เพราะมีการประชุมร่วมงานของหลายหน่วยงานและหลายครั้ง
“มันมีการประชุมเพื่อจัดการเรื่องเด็ก การคุ้มครองเด็กอยู่หลายวง มีคณะกรรมการสิทธิเด็ก แล้วก็มีอนุย่อยๆ ซึ่งแต่ละครั้งที่ไปพูดคุยก็จะมีเอกสารแจก จะชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานที่เข้ามาคุ้มครองเด็ก ตัวหน่วยงานมันใหญ่ แต่เวลามาประชุมจริงมาจัดการจริง ส่งตัวแทนเป็นเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีความสำนึกในสิ่งที่ตัวเองทำ อย่างเรื่องเด็กนี่ยังไม่รู้เรื่องเลยว่าจะคุ้มครองเด็กอย่างไร แม้กระทั่งเอ่ยชื่อเด็ก เปิดหน้าเด็ก ไม่รู้ว่าตรงนี้มีกฎหมายคุ้มครอง แล้วมานั่งประชุมกับเราออกจากห้องประชุมก็ไปพูด” เลขาธิการมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ระบุ
ขณะเดียวกัน ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวถึงกระแสข่าวว่าคดีนี้คนในครอบครัวเหยื่ออาจเป็นผู้ก่อเหตุเองก็ได้แล้วมสร้างเรื่องให้ชุมชนเสียหาย ไว้อย่างน่าคิดว่า คนที่จะออกมาให้ข้อมูลต้อง “เตรียมใจ” อยู่แล้วว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง โดยเฉพาะคดีนี้เกิดใน “ชุมชนขนาดเล็ก” ทุกคนรู้จักกันหมด ดังนั้นคงไม่น่ามีใครที่ใช้ชีวิตทำมาหากินอยู่ดีๆ จะลุกขึ้นมา “หาเรื่อง”สร้างปมขัดแย้งกับคนทั้งชุมชน แต่ต่อให้ท้ายที่สุด“คดีพลิก” ความจริงปรากฏไปในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังต้องมีคำถามถึงชุมชนนี้อยู่ดี
“ถ้าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ชุมชนที่มีไม่ถึง50 คน รู้ว่าพ่อเลี้ยงเป็นคนล่วงละเมิดจริง คำถามคือชุมชนได้ทำหน้าที่ต่อความเสี่ยงของเด็กอย่างไร? ชุมชนทำอะไรกันบ้าง? มันเหมือนกับชุมชนก็ไม่ได้สนใจที่ปกป้องลูกหลานที่เป็นเด็กเล็กๆ ที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ เราไม่ทำอะไรกันใช่ไหม?ถ้าเหตุการณ์นี้มันมีจริง ความหมายคือชุมชนมันตายไปแล้ว มันไม่มีความเป็นชุมชนอีกแล้ว เพราะชุมชนไม่ได้ทำหน้าที่ของมันเลย ปล่อยให้เด็กที่ปกป้องตัวเองไม่ได้ถูกละเมิด” ผอ.บ้านกาญจนา ตั้งคำถาม
สอดคล้องกับทนายความที่มีประสบการณ์ทำคดีล่วงละเมิดทางเพศมานาน เตชาติ์ มีชัย ผู้แทนเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชนยกตัวอย่างกรณีการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่เหตุเกิดขึ้นในสถาบันการศึกษา สิ่งที่พบคือบางครั้งมักมีความพยายาม “ปิดข่าว” บอกว่าไม่มีเรื่องนั้นเกิดขึ้น เพราะกลัวจะ “เสียชื่อเสียง” ทำให้เหยื่อไม่ได้รับการคุ้มครอง และผู้กระทำผิดไม่ถูกลงโทษ
“บางคนครูบอกให้เงียบ กลัวโรงเรียนเสียชื่อเสียง กลัวเสียหาย แต่ไม่คิดปกป้องเด็ก ต้องถามว่าถ้าวันหนึ่งเกิดกับครอบครัวของเรา กับคนใกล้ชิดของเราจะเป็นอย่างไร? รักศักดิ์ศรีองค์กรที่ตัวเองสังกัด ทั้งที่ศักดิ์ศรีองค์กรเป็นแค่มายาภาพ เพราะตราบใดที่คุณไม่คิดจะปกป้องเด็กและเยาวชนที่คุณดูแลอยู่ คุณรักษาชื่อเสียงโรงเรียน กลัวโรงเรียนเสียหาย รักษาหน้าตาของตัวเอง สิทธิของเด็กก็ไม่เกิด ศักดิ์ศรีของโรงเรียนก็ไม่มี” เตชาติ์ กล่าว
อีกด้านหนึ่ง จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ให้ความเห็นว่า สังคมไทยเมื่อเกิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเป็นข่าวใหญ่ก็จะตื่นเต้นกันทีหนึ่ง แต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวในเชิง “ปรับทัศนคติ” ของสังคมโดยรวม นั่นคือวิธีคิดแบบ “ชายเป็นใหญ่-อำนาจนิยม” เห็นได้จากหลายกรณีผู้ก่อเหตุเป็นผู้ชาย และเป็นผู้ชายที่ “มีอำนาจ” เช่น เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรืออยู่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเป็นผู้ใหญ่มีอายุมากกว่าแล้วไปกระทำกับเด็กที่อยู่ในสถานะด้อยกว่า และมักจบลงด้วยการ “ไกล่เกลี่ย” ทำให้ผู้กระทำผิด “ย่ามใจ” ทำได้ไม่คิดว่าผิดอะไร
“ผมก็ไม่รู้ว่าวิเคราะห์ผิดหรือถูก ผมเชื่อว่าวิธีการที่ให้อำนาจรัฐเพิ่มมากขึ้นเป็นปัญหาใหญ่ รัฐอาจจะให้นโยบายว่าให้รัฐเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหา มันทำให้คนที่อยู่ในอำนาจรัฐย่ามใจได้ว่าจะไปทำอะไรกับใครก็ได้ มันน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในปัญหานี้ด้วย เพราะว่าดูจากกรณีใหญ่ๆ ทุกคนอยู่ใกล้ชิดอำนาจตลอด นอกจากว่ากลายเป็นกรณีที่สื่อมวลชนสนใจ มันก็จะไปอีกแบบหนึ่ง อย่างที่กระทรวงสาธารณสุข คนที่ถูกคุกคามก็อดทนอยู่ 2-3 ปี จนวันหนึ่งกลายเป็นข่าว มันถึงได้แก้ปัญหา” ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ฝากประเด็นทิ้งท้าย
บทสรุปของเรื่องนี้ในทางคดีจะเป็นอย่างไรก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่สำหรับสังคมไทย สิ่งที่ได้จากคดีนี้หรืออีกหลายๆ คดี คือ “มุมมืด” ในชุมชนหรือในองค์กร เมื่อมีคนที่อยู่ภายในออกมา “แฉ” ให้โลกภายนอกรับรู้ สิ่งที่ตามมามักจะเป็น “เสียงตำหนิ” ทำนองว่าทำให้ “ภาพลักษณ์” ของชุมชนหรือองค์กรเสียหาย มากกว่าจะส่งเสริมให้ “พิสูจน์ความจริง” จนถึงที่สุดเพื่อนำไปสู่การ “แก้ไข” จึงเกิดคำถามว่า ตกลงแล้วสังคมนี้ต้องการที่จะ
อยู่กันแบบ “กลัวเสียหน้า” โดยเลือกที่จะ “ซุกปัญหาไว้ใต้พรม” อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จริงหรือ?