ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/291183

‘ปฏิรูปตำรวจ’ ทำแล้วอย่าให้‘เสียของ’
เป็นหัวข้อที่ “ร้อน” เอามากๆ ในขณะนี้กับการ “ปฏิรูปตำรวจ” โดยหลังจากที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน 36 คน ซึ่งมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค. 2560 ก็มีการประชุมอย่างต่อเนื่อง ทว่าดูเหมือนประชาชนจะรู้สึก “ไม่ค่อยจะมั่นใจเท่าใดนักว่าจะปฏิรูปได้สำเร็จ” เห็นได้จากผลสำรวจของสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC)
ในหัวข้อ “ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อนโยบายการปฏิรูปตำรวจ” ที่สอบถามกลุ่มตัวอย่าง 1,213 คน ช่วงวันที่ 26-31 ส.ค. 2560 พบว่า กลุ่มตัวอย่างถึง “ร้อยละ 75” ไม่เชื่อว่าคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นจะสามารถปฏิรูปตำรวจให้เห็นผลได้จริง และ “กว่าครึ่ง” หรือร้อยละ 55.73 มองว่า การปฏิรูปตำรวจจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ “ทัศนคติ” ของตำรวจเอง
มากกว่า
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรกับผลโพลล์ข้างต้น เพราะเรื่องการปฏิรูปตำรวจไม่ได้เพิ่งเริ่มคิดกันในสมัยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขณะนี้ แต่เคย“พยายาม” กันมาแล้ว ดังเรื่องเล่าจาก พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ในเวทีเสวนาหัวข้อ “สอบสวนคดีอาญา : ใครได้ใครเสีย” จัดโดยคณะนิติศาสตร์ปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ว่าหากย้อนไปในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ช่วงปี 2550 ก็มีการตั้งคณะกรรมการทำนองเดียวกัน
พล.ต.อ.วสิษฐ ซึ่งร่วมเป็นกรรมการในครั้งนั้นด้วย เล่าว่า มีการตั้งคณะอนุกรรมการออกไปรับฟังความคิดเห็นอย่าง “รอบด้าน” ทั้งจากประชาชน ทั้งจากตำรวจระดับชั้นประทวนและสัญญาบัตร ในทุกภูมิภาค “เหนือ – อีสาน – กลาง – ใต้” ใช้งบประมาณทั้งสิ้น “20 ล้านบาท” จนเกิดเป็นรายงานที่มั่นใจว่า “สมบูรณ์ที่สุด”เท่าที่มีผู้เคยทำมาในหัวข้อเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ แต่น่าเสียดายว่าไม่มีการ “สานต่อ” นำผลการศึกษาไปใช้อย่างจริงจัง
“ทุกวันนี้ผมก็เชื่อว่า ผู้ที่สนใจเรื่องนี้ยังหาดูได้ที่ห้องสมุดของจังหวัดหรือของรัฐสภา” พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าว
โดยบทสรุปของผลการศึกษาดังกล่าว สรุปได้ 2 เรื่องคือ 1.ให้แยกงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจออกไปให้หมด อาทิ งานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) งานรักษาทรัพยากรธรรมชาติ (ตำรวจป่าไม้) หรืองานตำรวจน้ำ ไปขึ้นกับหน่วยงานที่ดูแลด้านนั้นโดยตรง และ 2.ให้พนักงานสอบสวนทำงานได้อย่างมีอนาคตและไม่ถูกแทรกแซง ด้วยการกำหนดโครงสร้างในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่วนของ “สายงานสอบสวน” สามารถก้าวหน้าในอาชีพไปได้ขึ้นชั้น “ผู้บัญชาการ” จากเดิมที่มักจะไป “ตัน” อยู่ที่ระดับผู้กำกับการ หากอยากก้าวหน้ากว่านั้นก็ต้องย้ายไปสายงานอื่น
ทว่าเป็นที่น่าเสียดาย เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขณะนั้นหมดวาระเสียก่อน ข้อเสนอทั้ง 2 จึงไม่ได้ออกมาเป็นกฎหมาย แต่ถึงกระนั้นในส่วนของสายงานสอบสวนก็ยังมีความพยายามทำอย่างข้อเสนอข้างต้น กระทั่งไม่นานนี้ที่ คสช. ได้ใช้มาตรา 44 สั่ง “ยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวน” ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอีกหน เพราะเป็นการทำลายความพยายามสร้างระบบที่ทำให้ตำรวจสายสอบสวน “อยู่กับงานได้นาน” จนเกิดความเชี่ยวชาญ ส่งผลให้พนักงานสอบสวนที่มีอยู่จำนวนไม่น้อยขอย้ายไปสายงานอื่น เนื่องจาก “เงินประจำตำแหน่ง” ถูกยกเลิก
“เวลานี้ตำรวจคนไหนก็เป็นพนักงานสอบสวนได้หมด ยิ่งทำให้คุณภาพพนักงานสอบสวนตกต่ำลงไปกว่าเก่า ตำรวจที่มีคุณวุฒิทางกฎหมายและเป็นพนักงานสอบสวนอยู่เดิม พอเปลี่ยนสภาพแบบนี้ ทำให้รายได้เหลือน้อยลง ต้องหยิบยืมเขามาใช้เพราะเงินเดือนไม่พอ หลายคนก็ทำท่าว่าอยากจะเลิกเป็นตำรวจ ไปเป็นผู้พิพากษา ไปเป็นอัยการ นี่คือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในขณะนี้ ฉะนั้นถ้าจะให้พนักงานสอบสวนมีคุณภาพมากขึ้นหรืออย่างน้อยก็เท่าเดิม ก็ต้องมาแก้ไขตรงนี้เสียก่อน” อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ระบุ
อีกด้านหนึ่ง ผศ.ดร.ธานี วรภัทร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทางนิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ในฐานะที่เคยทำการศึกษาปัญหา “นักโทษล้นคุก” แล้วพบว่าส่วนใหญ่ถึง “ร้อยละ 70” หรือกว่าแสนคน เป็นผู้ต้องขังคดีเกี่ยวข้องกับ “ยาเสพติด” ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาดังกล่าวอาจจะมาจาก “การตั้งข้อหา” ของตำรวจเองอยู่ไม่น้อย
อาจารย์ธานี ระบุว่า เมื่อผู้ต้องหาถูกล่อซื้อและถูกจับกุมได้ มักถูกตั้งข้อหา “มียาเสพติดเพื่อจำหน่าย” เอาไว้ก่อน ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจจะเป็นเพียงการ “มีไว้เพื่อเสพ” ก็ได้ ทำให้เมื่อคดีไปสู่ศาลผู้ต้องหาจะต้อง “รับโทษหนักกว่าความผิดที่แท้จริง” เป็นต้นตอของความแออัดในเรือนจำ ซึ่งจากที่เคยทำงานวิจัยเรื่องดังกล่าว พบว่าผู้ต้องโทษคดียาเสพติดในเรือนจำ จำนวนมากถูกจับเพราะมียาเสพติดในครอบครองเฉลี่ยเพียง “2-5 เม็ด”
เท่านั้น
ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทางนิติศาสตร์ฯ DPU กล่าวต่อไปว่า ในต่างประเทศ “การตั้งข้อหาใครสักคนหนึ่งนั้นไม่ง่าย” เพราะเป็นขั้นตอนที่เมื่อทำแล้วย่อมกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล เช่น ต้องถูกขังไว้ระหว่างดำเนินคดี และหากสุดท้ายศาลยกฟ้องเท่ากับติดคุกโดยไม่มีความผิด จึงต้องย้อนไปดูตั้งแต่การตั้งข้อหาว่าทำโดยเหมาะสมหรือไม่ เช่น หากล่อซื้อยาเสพติดได้ไม่กี่เม็ด ในต่างประเทศไม่ได้มองว่าเป็นผู้จำหน่าย แต่เป็นการล่อซื้อเพื่อสืบสวนขยายผลไปหาผู้จำหน่ายที่เป็นรายใหญ่จริงๆ ตรงข้ามกับประเทศไทยที่เน้นล่อซื้อเพื่อจับกุมรายเล็กรายน้อย
“ถ้าไปดูสถิติของราชทัณฑ์ แสนกว่าคนนี่ถ้าดึงออกมา คุกไทยเสถียรเลย การบังคับโทษ การแก้ไขมนุษย์ที่ทำผิดพลาดมันจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ บ้านเรานี่เสพก็ขัง ล่อซื้อรายเล็กรายย่อยเราก็ขัง เอาเป็นจำหน่าย นี่คือการบังคับใช้กฎหมายในชั้นแรกแล้วมันวิ่งต่อๆ ไปถึงท้ายที่สุด มันเห็นชัดว่าการตั้งข้อหาคนนี่มันยิ่งใหญ่มาก วันนี้เรากำลังปฏิรูปการสอบสวน ผมว่าข้อแรกเราต้องปฏิรูปการตั้งข้อหา การปรับบทความผิด เราจะให้อยู่ในองค์กรเดียวได้ไหม หรือควรจะกลั่นกรองกันยังไง ให้มันเกิดการคุ้มครองสิทธิ์ของประชาชนมากกว่านี้” อาจารย์ธานี ฝากข้อคิด
รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 258 กล่าวถึงการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ รวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับตำรวจโดยตรง เป็นที่มาของการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจจำนวน 36 คนข้างต้น ซึ่งประชาชนก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้วจะ “เปลี่ยนแปลง” ไปในทางดีขึ้น หรือจะ “ซ้ำรอยเดิม” เมื่อ 10 ปีก่อนที่
“เสียของ” เพราะได้เพียง “รายงานเอกสาร”!!!