ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/291347

ปิดปาก‘ห้ามพูด-ห้ามค้าน’ ความมั่นคงของรัฐหรือของใคร?
“..ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต (1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย (2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ (3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี..”
บทบัญญัติใน มาตรา 116 ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นอีกมาตราหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตเสมอว่ามักถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” เมื่อผู้ที่มีอำนาจเป็นรัฐบาลในขณะนั้นรู้สึก “ไม่สบายใจ” กับเสียงต่อต้านคัดค้าน วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตน ก็จะหยิบยกมาตราดังกล่าวขึ้นมา “จัดการ” บรรดาผู้มี “ความเห็นต่าง” อยู่เสมอ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ทิศทางของรัฐบาลหรือของนายกรัฐมนตรีแต่ละคน
ดังเรื่องเล่าจากเวทีเสวนา “ปลุกข้อหา มาตรา 116 อุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศ ?” ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ ซึ่ง สุณัยผาสุข ที่ปรึกษาองค์กร Human Rights Watch ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ มีคดี ม.116 เกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น 23 คดี มีผู้ถูกฟ้องทั้งสิ้น 66 คน และในจำนวนนี้ “เกือบ 20 คดี” เป็นกรณีวิพากษ์วิจารณ์ คสช. รองลงมา 2 คดี เป็นการพูดถึงอดีตนายกฯ บางท่าน
ที่ปรึกษาองค์กร Human Rights Watch ประจำประเทศไทย ระบุว่า ต้นแบบของกฎหมาย ม.116 ต้องย้อนไปยังสมัย “ยุคล่าอาณานิคม” ที่ฝรั่งตะวันตกส่งกองกำลังไปยึดดินแดนทั่วโลก แล้วตั้งกฎขึ้นมาเพื่อ “ควบคุม” ไม่ให้ผู้คนในดินแดนที่ตกเป็น “เมืองขึ้น” ของชาติตะวันตก “ลุกฮือ” จับอาวุธขึ้นต่อต้านดังจะเห็นได้จากเพื่อนบ้านอย่าง “มาเลเซีย-สิงคโปร์-เมียนมา (พม่า)” อดีตอาณานิคมของ อังกฤษ ต่างก็มีกฎหมายทำนองเดียวกับ ม.116 ของไทย
และแม้จะได้รับเอกราชแล้ว ประเทศเหล่านั้นกลับยังรักษา “มรดกจากเจ้าอาณานิคม” ไว้ใช้ต่อไป แถมใช้ในระดับที่ “รุนแรงกว่า” ในไทยนั้นฟ้องกันแค่หลับสิบคดี แต่ 3 ประเทศข้างต้นฟ้องกัน “หลักร้อยคดี” และลงโทษกันอย่าง “หนักหน่วง” กับผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาล ทั้งที่กฎหมายทำนองนี้ ถ้าตีความกันอย่างตรงไปตรงมา “มันยากมากที่จะเข้าองค์ประกอบ” แต่พอเห็นว่ามันใช้สร้าง “ความหวาดกลัว” ทำให้คนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเพราะเป็น “ข้อหาร้ายแรง” เช่น ของไทยติดคุกได้สูงสุดถึง 7 ปี ทำให้ถูกนำมาใช้อย่าง “พร่ำเพรื่อ” ตั้งข้อหาเอาไว้ก่อน
รวมไปถึงประเด็น “การชุมนุมทุกประเภทเพื่อคัดค้านโครงการของรัฐบาล” อาทิ ม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ท่าทีของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะ “ตำรวจ” มักจะออกมาให้สัมภาษณ์ทำนอง “พยายามกวาดทุกข้อหาเข้ามาให้มากที่สุด” แม้เอาเข้าจริงๆ จะไม่มีการดำเนินคดีในบางข้อหาก็ตาม แต่ต้องพูดเอาไว้ก่อนเพื่อ “ขู่ให้กลัว” จะได้ไม่กล้ามาชุมนุมประท้วง ฉะนั้นแล้วนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้อง “ปฏิรูปตำรวจ” ด้วย เพราะตำรวจถือเป็น “ต้นทาง” ในกระบวนการยุติธรรม กลับนำข้อหาต่างๆ มา “ปิดกั้น” ประชาชนไม่ให้ “ตรวจสอบ” การใช้อำนาจของภาครัฐ
ขณะที่ เสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ม.116 มีมาตั้งแต่ปี 2499 และมีการใช้มาก่อนยุคสมัยของ คสช. เช่น ในปี 2550 มีคดีผู้ชุมนุมปีนรั้วเข้าไปในรัฐสภา นอกจากถูกแจ้งข้อหาบุกรุกแล้วยังโดน ม.116 พ่วงด้วย แต่ท้ายที่สุดศาลตัดสินลงโทษเฉพาะข้อหาบุกรุกเท่านั้น, ในปี 2552 มีนักจัดรายการวิทยุรายหนึ่งประกาศชวนประชาชนไปชุมนุมปิดถนน กรณีนี้ศาลตัดสินว่าผิด ม.116 แต่ให้รอลงอาญา,
ในปี 2556 ผู้สื่อข่าวคนดัง เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ ถูกฟ้อง ม.116 เพราะโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คว่าอาจจะมีการรัฐประหาร พ่วงไปกับความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14 (2) ว่าด้วยการเผยแพร่ข่าวลือที่ทำให้สังคมแตกตื่น, ในปี 2555 กรณีของ “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ แกนนำกลุ่มพิทักษ์สยาม ชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และต้นปี 2557 แกนนำ นปช. (กลุ่มเสื้อแดง) ปราศรัยขอแยกประเทศ ทว่า 3 กรณีหลังนี้ “คดียังไม่สิ้นสุด” ก็อาจเป็นความจริงที่ว่า ม.116 ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในทางการเมือง
อดีต สปท. ท่านนี้ วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “หากมองจากมุมของผู้มีอำนาจ” การปล่อยให้ใครๆ วิพากษ์วิจารณ์อะไรก็ได้ “แล้วจะควบคุมสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อยได้อย่างไร?” โดยเฉพาะการชุมนุมประท้วงในระยะหลังๆ ที่กลายเป็น “การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์” เสียมาก เช่น “ไม่เอารัฐประหารเด็ดขาด” ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม โดย “ไม่ดูบริบทความเป็นจริง” ว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง อาทิ การคอร์รัปชั่นของนักการเมืองมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายยกพวกเข้าทำร้ายเข่นฆ่ากัน ประชาชนโดยรวมเดือดร้อน แล้วจะมีใครหยุดสภาวะแบบนี้ได้นอกจากทหาร?
ส่วนประเด็นการห้ามชุมนุม เสรี ระบุว่า กฎหมายชุมนุมสาธารณะก็มีความพยายามจะ “เข็น” ออกมาทุกยุคสมัย แต่เพิ่งจะได้ “คลอด” เอาเมื่อปี 2558 นี้เอง ที่ผ่านมาถูกคัดค้านตลอดเพราะทำนั่นทำนี่ไม่ได้ ปิดถนนก็ไม่ได้ แต่ “การชุมนุมมันเป็นปลายเหตุ” ที่หลายครั้งสืบเนื่องมาจาก “ความทุกข์ร้อนของประชาชน” ถ้าชาวบ้านอยู่ดีมีสุข เดือดร้อนอะไรรัฐบาลแก้ให้ “ถ้ามีนโยบายที่ทำให้อยู่ดีกินดี ชาวบ้านก็ไม่ต้องมาชุมนุม” เพราะคนคนหนึ่งไปร้องอะไรก็ไม่มีใครฟัง จึงจำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อให้มีเสียงหนักแน่นพอที่ภาครัฐจะต้องรับฟัง
นอกจากนี้ประเด็น “การออกและใช้กฎหมาย” ก็ต้องยอมรับว่ามีปัญหา เสรี กล่าวว่า ที่มาของกฎหมายนั้น “เจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนเสนอขึ้น” ฉะนั้นแล้วก็มักจะ“เอาที่ตนเองสะดวกเข้าว่า” แม้จะไปลิดรอนเสรีภาพของใครต่อใครก็ถือว่าเป็น “เรื่องรอง” กฎหมายที่ออกมาจึงมีลักษณะ “ให้อำนาจและดุลยพินิจกับเจ้าหน้าที่มาก” และบางครั้งก็มากเกินไปจนกลายเป็นช่องทาง “แสวงหาผลประโยชน์”ของเจ้าหน้าที่รัฐเสียเอง ขณะที่การตีความและการบังคับใช้ก็ออกไปในทาง “ตีความเข้าข้างตนเอง-เลือกปฏิบัติ” กลายเป็นภาพของการใช้กฎหมายแบบไม่มีมาตรฐาน
มุมมองจากคนที่เป็นทั้งนักกฎหมายและนักการเมืองวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และยังเป็นหัวหน้าทีมกฎหมายของพรรค มองว่า การจะตีความให้เข้าองค์ประกอบความผิดตาม ม.116 นั้นเอาเข้าจริงๆ แล้ว “ยากมาก” เพราะถ้า 1.ทำตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2.แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต 3.การก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือรัฐบาลไม่ใช่ด้วยการใช้กำลัง หรือหากจะกล่าวหาว่าก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในระดับที่ก่อจะให้เกิดความไม่สงบ มันก็ยังยากที่จะเข้าองค์ประกอบอยู่ดี
หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า “ช่องทางต่อสู้คดีจึงมีอยู่มากมาย” เพียงแต่ในระหว่างนั้นตัวผู้ถูกดำเนินคดีคง “ไม่สนุก” เพราะต้องประกันตัว ต้องเสียเวลาต่อสู้คดี แต่ก็เข้าใจว่าเพราะรัฐธรรมนูญไม่เขียนเรื่อง “ถ้อยคำสร้างความเกลียดชังแตกแยก” (Hate Speech) ผู้มีอำนาจจึงพยายามหาเครื่องมืออื่นๆ มาใช้แทน แต่ก็เชื่อว่าท้ายที่สุดคงไปไม่ถึงการลงโทษ เป็นเพียงการใช้เพื่อ “ป้องปราม” เสียมากกว่า
วิรัตน์ ยังกล่าวถึงกฎหมายชุมนุมสาธารณะด้วยว่า ตนยืนยันหลักการคือการชุมนุมนั้นต้องเพียง “แจ้งให้ทราบ” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมดูแลสถานที่ ไม่ใช่การ“ขออนุญาต” เพราะถึงอย่างไรทางเจ้าหน้าที่ก็คงไม่อนุญาต หรือพยายาม “ถ่วง” ประวิงเวลาให้ล่าช้าออกไป แต่ที่สำคัญคือ “สมดุล” เพราะหากเป็นการ “ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” แล้วไปขัดขวางไม่ให้ชุมนุมเพียงเพราะอยากให้ “ทุกอย่างดูสวยงามไม่วุ่นวาย” ท้ายที่สุดย่อมเหมือนกับรอเวลาที่จะ “ระเบิด” ออกมาจากข้างใน
ด้านสื่อมวลชนอาวุโส จักร์กฤษ เพิ่มพูล อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า โดยปกติแล้วหากนักการเมืองหรือใครก็ตามต้องการ “ปิดปากสื่อ” มักจะใช้ข้อหา “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา” ตามประมวลกฎหมายอาญา (ม.328) โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี กระทั่งต่อมาเมื่อมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ก็มักจะใช้ ม.14 ของกฎหมายดังกล่าว “ฟ้องพ่วง” ร่วมไปด้วย
ซึ่งสิ่งที่ต่างกันคือ “ข้อหาหมิ่นประมาทยังตกลงยอมความได้ แต่ข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยอมความไม่ได้” อีกทั้งมีโทษจำคุกสูงกว่าคือไม่เกิน 5 ปี จนเกิดปัญหามาก ทำให้หลังจากนั้นมีการแก้ไขใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 โดยเขียนกำกับไว้ว่า “ไม่ใช้กับความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา” และล่าสุดคือการนำ ม.116 มาใช้ ทำให้ประชาชนที่ไม่รู้รายละเอียดก็คงจะกลัว คงจะคิดว่าต่อไปคงวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจไม่ได้เลย
จักรกฤษ ย้ำว่า ม.116 ไม่ได้ถูกใช้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่ถูกใช้เพื่อรับใช้ผู้มีอำนาจ รับใช้การเมือง รับใช้ใครก็ตามที่ไม่ต้องการให้เกิดการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งขัดต่อ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง ดังนั้นเมื่อพูดถึงคำว่า “ความมั่นคง” ต้องพูดให้ชัดว่าเป็นความมั่นคงของรัฐ
หรือความมั่นคงของใคร?