ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/290767

อัตลักษณ์‘สายพันธุ์ข้าว’ เพิ่มมูลค่า..ช่วยชาวนาไทย
สำหรับคนไทยแล้ว “ข้าว” มิได้มีความหมายเพียงอาหาร และ “ชาวนา” ก็มิได้เป็นเพียงอาชีพเท่านั้น หากแต่ข้าวนั้นถือเป็น “อัตลักษณ์ของชาติ” และชาวนาถูกยกย่องในฐานะ “กระดูกสันหลังของชาติ” แต่ในอีกมุมหนึ่ง ภาพของชาวนาไทยในชีวิตจริงนั้นคือ “ความยากจน” เป็นหนี้เป็นสินไปวันๆ หนึ่งเพราะต้องกู้เงินมาปลูกข้าว เมื่อนำไปขายยังถูก “กดราคา” ทำให้ต้อง “รอความช่วยเหลือจากรัฐ” สุดแต่ว่ารัฐบาลไหนจะมีนโยบายอย่างไร ทว่านโยบายอุดหนุนราคาทั้งหลาย “จะช่วยไปได้ถึงเมื่อไหร่?” เพราะรัฐก็ต้องใช้งบประมาณ “อุ้ม” ชาวนาอยู่เรื่อยไป
ดังที่ รศ.ดร.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ และอดีตอาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยกล่าวไว้ในงานเสวนา “จุดเปลี่ยนชาวนาประเทศไทยในยุค 4.0” ว่า ผลผลิตข้าวทั่วโลกมีอยู่ทั้งสิ้น 470 ล้านตัน ส่วนใหญ่ผลิตในทวีปเอเชีย แต่มีตลาดซื้อขายข้าวอยู่จริงๆ เพียง 40 ล้านตันหรือไม่ถึงร้อยละ 10 ของผลผลิต
อีกทั้งยังเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมีผู้ผลิตรายใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศที่เป็นผู้บริโภคหลักๆ ก็พยายามปลูกข้าวไว้บริโภคเพื่อลดการนำเข้า ส่งผลให้ราคาข้าวหดตัวลง อาทิ จากที่เคยขึ้นไปสูงในปี 2551 ก็ค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ขณะที่การใช้นโยบายจำนำข้าวในราคาสูง ท้ายที่สุดก็ต้องขายข้าวออกเป็นรายสุดท้ายในราคาต่ำ นำมาซึ่งปัญหาข้าวค้างอยู่ในสต๊อกมากมาย
อาจารย์สมพร แนะ “ทางรอด” ของข้าวและชาวนาไทยที่ต้องคิดให้ไกลกว่านโยบายอุดหนุนจากรัฐ ประการหนึ่งคือ “ต้องเพิ่มมูลค่าผลผลิต” โดยเชื่อมโยงกับภาคบริการและท่องเที่ยว เช่น ในปัจจุบันความต้องการสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อมและมีประโยชน์สุขภาพของผู้บริโภคมีมากขึ้น จุดนี้ “เกษตรอินทรีย์” รวมถึง “ข้าวหลายสายพันธุ์” สามารถตอบโจทย์ได้
ซึ่งเรื่องของสายพันธุ์ข้าวนั้นสอดคล้องกับการผลักดันของ กรมการค้าต่างประเทศ ในชื่อโครงการ “อัตลักษณ์ข้าวไทย ทางเลือกใหม่สู่ความยั่งยืน” ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2559 โดยจัดทำเว็บไซต์ http://www.thairiceforlife.com ขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์ข้าวไทย ทั้งกลุ่มข้าวเจ้าและข้าวเหนียวจากทั่วประเทศ “ทุกสายพันธุ์มีเรื่องเล่า” บ้างมาจากการวิจัยและพัฒนาของหน่วยงานภาครัฐ บ้างเป็นการลองผิดลองถูกด้วยความเพียรของชาวนา และบ้างก็มีตำนานปรัมปราย้อนไปหลายร้อยปี
อีกด้านหนึ่ง มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งที่จะยกระดับอนาคตของข้าวและชาวนาไทย เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และหวังให้คนไทยยกย่องและใส่ใจในมรดกวัฒนธรรมข้าว ผ่านแนวทางการเผยแพร่ความรู้รวมถึงสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับข้าว จัดกิจกรรมประกวดเรียงความในหัวข้อ “เรื่องเล่าข้าวพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ” สืบเนื่องจากกระแส “รักสุขภาพ” ของผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการเลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ขณะที่คนไทยเองก็กินข้าวเป็นอาหารหลักมาแต่บรรพบุรุษ
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มูลนิธิฯ ริเริ่มโครงการประกวดเรียงความ เพื่อเป็นการ “ค้นหาและรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของประเทศไทย” ที่มีสรรพคุณเป็น “ข้าวเพื่อสุขภาพ” ที่ยังคงปลูกในชุมชนท้องถิ่นบางแห่งในประเทศ โดยอาศัยคนรุ่นหลังเป็นสื่อกลางในการรวบรวมข้อมูล และเล่าเรื่องผ่านการประกวดเรียงความ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะ “เยาวชน” ตระหนักถึงคุณประโยชน์ทางโภชนาการของ “พันธุ์ข้าวพื้นเมือง” ของไทย
ขณะที่ ดร.ประสิทธ์ ดำรงชิตานนท์ รองประธานกรรมการ กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ “ข้าวตราฉัตร” ในฐานะภาคเอกชนผู้สนับสนุนโครงการ กล่าวเสริมว่า การค้นพบข้าวเพื่อสุขภาพจากโครงการนี้ นอกจากจะเปิดโอกาสให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองได้มีโอกาสพัฒนาข้าวของตนแล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่าทางตลาดแก่ข้าวนั้นทั้งภายในและภายนอกประเทศอีกด้วย
รายละเอียดสำหรับผู้สนใจส่งผลงานประกวด ดร.ขวัญใจ โกเมศ เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.ระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า 2.ระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่า และ 3.ประชาชนทั่วไป โดยจะต้องเขียนจากเรื่องจริง ไม่คัดลอกผลงานของผู้อื่น และสามารถส่งผลงานได้เพียงคนละ 1 ผลงานและ 1 พันธุ์ข้าว เท่านั้น ความยาวของเนื้อหาไม่ต่ำกว่า 1 หน้า แต่ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 สามารถเขียนด้วยลายมือหรือพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ก็ได้ โดยใช้ตัวอักษร Angsana New ขนาด 16
เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทยฯ กล่าวว่า โครงการฯ เปิดรับผลงานการประกวด ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2560 ถึง 31 ม.ค. 2561 ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http ://localrice.thairice.org และส่งผลงานได้ทาง Email : ricefoundthailand@yahoo.com หรือทางไปรษณีย์ ณ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ประกวดเรียงความ) 317 อาคารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับ โล่พระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัลจำนวน 50,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้รับเกียรติบัตรพร้อมโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ และเงินรางวัลจำนวน 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เกียรติบัตรพร้อมโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ และเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท และรางวัลชมเชย เกียรติบัตรพร้อมโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ และเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท
“พันธุ์ข้าวที่เข้าข่ายจะเป็นข้าวเพื่อสุขภาพได้ จะถูกส่งไปวิเคราะห์ที่แล็บของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อหาว่ามีสารที่เป็นประโยชน์ทางโภชนาการและแร่ธาตุสำคัญๆ มากน้อยเพียงใด ข้าวที่ได้รับการยืนยันจากผลวิเคราะห์ว่าเป็นข้าวเพื่อสุขภาพ จะถูกนำเข้าโครงการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการตลาดต่อไป” เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทยฯ กล่าวทิ้งท้าย
SCOOP@NAEWNA.COM