ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/292908

ทุนไทยทะยานไกลต่างแดน ขยายธุรกิจอย่าลืมใส่ใจชีวิตคน
“วันก่อนเรากลัวลูกปืน วันนี้เรากลัวรถไถ”
คำโปรยหัวจากโปสเตอร์คัดค้านโครงการทำเหมืองถ่านหิน ในพื้นที่ “บ้านบานชอง” เขตทวาย ประเทศเมียนมา (พม่า) ซึ่งเป็น “การร่วมทุนกันระหว่างเอกชนเมียนมา-ไทย” จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบอย่างมาก ขนาดที่ชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว ต้องเดินทางไกล “ข้ามฝั่ง” เข้ามาร้องเรียนกับ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ถึงกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย
ชอง เอลีนา ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่บ้านบานชอง เปิดเผยในงานประชุมติดตามผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี ว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย อันเกี่ยวเนื่องจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถ.แจ้งวัฒนะ ย่านหลักสี่ กทม.ที่ตั้งของ กสม. ประเทศไทย ว่า
บ้านบานชองนั้นเคยมีผู้คนตั้งถิ่นฐานมาก่อนแล้วกว่าร้อยปี เพียงแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แผ่นดินเมียนมาเกิด “สงครามกลางเมือง” มีการสู้รบระหว่างกองทัพรัฐบาลพม่ากับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งในส่วนของบ้านบานชอง อยู่ในเขตอิทธิพลของ กองกำลังกะเหรี่ยง KNU ทำให้ชาวบ้านทั่วไปต้องอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ที่อื่น กระทั่งเมื่อไม่กี่ปีนี้ที่สงครามสงบลง รัฐบาลพม่าสามารถเจรจาหยุดยิงกับกลุ่มต่างๆ ได้สำเร็จ ชาวบ้านจึงคิดจะกลับมาตั้งรกรากยังถิ่นฐานเดิม ทว่ากลับต้องพบ “ฝันร้ายครั้งใหม่” คือการเข้ามาลงทุนของเอกชน
เพราะตั้งแต่เมื่อมีการทำเหมืองถ่านหินในปี 2557 สิ่งที่เห็นคือ “ถ่านหินเกิดลุกไหม้” อย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยปัญหา “หมอกควัน” เป็นมลพิษปกคลุมชุมชนโดยรอบ กระทบต่อ “สุขภาพ” ของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งก่อนจะเดินทางข้ามมาร้องเรียนกับ กสม. ประเทศไทย ก็ได้ร้องเรียนมาหมดแล้วทั้งต่อบริษัททำเหมือง รัฐบาลพม่า กองกำลังกะเหรี่ยง KNU หรือแม้แต่สื่อมวลชนฝั่งเมียนมา แต่ทุกอย่าง“เงียบหาย” ไม่มีวี่แววว่าจะได้รับการแก้ไข
“หลังจากผ่านสงครามมายาวนาน เป็นเวลาที่เราอยากจะสร้างวิถีชีวิตของเราขึ้นมาใหม่ ฉะนั้นเราจึงไม่อยากให้บริษัทเข้ามาทำลายวิถีชีวิตของเราอีกครั้ง” ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่บ้านบานชอง กล่าว
ไม่ต่างจากกรณี “เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย” อภิมหาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ทางการเมียนมาเป็นเจ้าภาพ และมีนักลงทุน “ไทย -ญี่ปุ่น” ให้ความสนใจมาก ตั้งแต่ปี 2551 ที่เริ่มประกาศโครงการ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่าส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ดังที่ ทัน ซิน ตัวแทนจากสมาคมพัฒนาทวาย ที่เข้ามาบอกเล่าเรื่องราวกับ กสม. ไทย เช่นกัน ว่า นับตั้งแต่ปี 2553 ที่เริ่มมีการสร้างถนนเชื่อมระหว่างเมืองทวายกับชายแดนไทย พบปัญหามากมาย
อาทิ มีการก่อสร้างโดยยังไม่ได้ทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่เพิ่งมาทำหลังจากเริ่มก่อสร้างไปบ้างแล้ว อีกทั้งยังไม่มีการเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะ ขณะที่การจ่ายค่าชดเชยก็ไม่ทั่วถึง มีทั้งชาวบ้านที่ได้รับและไม่ได้รับการเยียวยา ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนในชุมชน กระทั่งในเวลาต่อมาโครงการได้หยุดชะงักลง จึงเรียกร้องว่าหากในอนาคตจะมีแนวคิดส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายอีกครั้ง ขอให้ทางการไทยและเมียนมาดำเนินการแก้ปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านในพื้นที่ให้เรียบร้อยเสียก่อน
ที่จริงแล้วใช่ว่ารัฐบาลไทยจะไม่ใส่ใจเรื่องดังกล่าว เห็นได้ที่เคยมี มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2559 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของไทยในต่างประเทศ 2 เรื่อง คือโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจทวาย เมียนมา และโครงการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ในพื้นที่ จ.น่าน ของไทย เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเหมืองและโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจาก สปป.ลาว โดยสาระสำคัญคือให้มีกลไกการกำกับดูแลผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนในต่างแดน ให้เคารพหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม
สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระและกรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด กล่าวว่า หากเป็น “บริษัทมหาชน” จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะมีระเบียบของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดให้ต้องจัดทำแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี เรียกว่า “แบบ 56 – 1” ซึ่งมีหัวข้อ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” อยู่ด้วย โดยต้องชี้แจงว่ามีนโยบายดูแลผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ อย่างไรบ้าง
“บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อไหร่ก็ตามที่ถูกกล่าวหา กรณีที่มีชาวบ้านร้องเรียน กสม. จริงๆ มีหน้าที่ที่ต้องเปิดเผยตามกฎการเปิดเผยของ ก.ล.ต. ฉะนั้นในอนาคต กสม. อาจจะช่วยตรงนี้ได้ ถ้าเกิดรับเรื่องร้องเรียนมาแล้วสืบสวนพบว่าน่าจะมีการละเมิดสิทธิจริง ในชั้นของการส่งเรื่องให้กับคณะรัฐมนตรีก็อาจจะแทงเรื่องไปยัง ก.ล.ต. ด้วย จะได้เรียกให้บริษัทเข้ามาชี้แจงเพื่อเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นมากขึ้น” สฤณี ระบุ
ขณะที่ ดร.สมนึก จงมีวศิน อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร กสม. ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการลงทุนของภาคธุรกิจประเทศหนึ่งในอีกประเทศหนึ่ง ว่า 1.มีช่องว่างทางกฎหมาย เช่น เมื่อไม่ใช่โครงการที่ดำเนินการในประเทศไทย จึงไม่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบ (EIA หรือ EHIA) ขณะที่เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินไม่ค่อยได้พิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ “ดูจากเกณฑ์ขั้นต่ำ” เท่านั้น นอกจากนี้โครงการที่อยู่ตามแนวตะเข็บชายแดน ยังไม่มีหลักการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดข้ามพรมแดนอีกด้วย
2.แต่ละประเทศมีมาตรฐานไม่เท่ากัน กลายเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนเข้าไปแสวงหาประโยชน์ในประเทศที่กฎหมายกฎระเบียบต่างๆ อ่อนแอ เช่น เมียนมา ในอดีตไม่มีกฎหมายให้ทำรายงาน EIA เพิ่งจะมากำหนดให้ทำเมื่อไม่นานนี้ หรือประเทศไทยเองที่ขณะนี้ยังไม่มีข้อกำหนดให้ทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) 3.กระบวนการตัดสินใจดำเนินโครงการ มีเพียงภาครัฐและกลุ่มทุนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
4.กระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่ได้ทำอย่างจริงจัง เป็นแต่เพียงพิธีกรรมทำให้ครบถ้วนไปเท่านั้น เช่น ความคิดเห็นของประชาชนไม่ถูกบรรจุเข้าไปในรายงาน 5.สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายควบคุมบริษัทของไทยที่เข้าไปลงทุนในต่างประเทศโดยตรง มีเพียงการควบคุมบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยเท่านั้น ส่วนกฎระเบียบของ ก.ล.ต. ก็บังคับใช้ได้แต่เฉพาะกับบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น
คำถามคือแล้วบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะมีหน่วยงานใดกำกับดูแล?
“เราไม่ได้ห้ามไม่ให้เกิดโครงการ แต่เมื่อเกิดแล้วจะต้องมีผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ กระทบต่อระบบเศรษฐกิจชุมชน กระทบต่อสังคม โดยเฉพาะกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้น ให้น้อยที่สุดหรือว่าไม่กระทบเลย” ดร.สมนึก ฝากทิ้งท้าย
ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อนที่ประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนจากสังคมเกษตรเป็นอุตสาหกรรม ภาครัฐของไทยพยายามดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามา มุมหนึ่งได้ทำให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาเจริญก้าวหน้าอย่างมากอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แต่อีกมุมหนึ่งในยุคนั้นที่มาตรการควบคุมยังอ่อนแอ สังคมไทยก็เคย “เจ็บปวด” กับหลายๆ โครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนโดยรอบ บ้างได้รับการเยียวยา แต่ก็มีไม่น้อยที่ยังรอการแก้ไข ฉะนั้นวันนี้ที่ทุนไทย “ปีกกล้าขาแข็ง” สามารถโบยบินไปลงทุนในต่างแดน ก็ขออย่าได้ไปทำแบบเดียวกัน
เพราะเมื่อเกิดปัญหา..ไม่ใช่เฉพาะองค์กรของท่านที่จะถูก “ตำหนิ-ประณาม” แต่ยังสะเทือนมาถึงชื่อเสียงของประเทศไทย และคนไทยทั้งหมด!!!