ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/292641

โรฮีนจา-เมียนมา บาดแผล-ชาติพันธุ์-แบ่งแยก
วิกฤติโรฮีนจาในเมียนมา (พม่า) ที่ชาวโรฮีนจาอพยพหนีตายจากการกวาดล้างของกองทัพพม่ามาไปทางตะวันตกเข้าสู่บังกลาเทศบ้าง ล่องเรือออกทะเลลงใต้มาแวะพักในไทยก่อนไปต่อยังปลายทางคือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ออสเตรเลีย เป็นปัญหาให้หลายปวดหัวไปตามๆ กัน “จะรับก็ไม่ได้” เพราะทุกประเทศก็มีชีวิตพลเมืองของตนให้ต้องดูแลอยู่แล้ว แต่ “จะไล่ก็ไม่ดี” เพราะจะถูกนานาชาติมองว่าใจร้ายไร้มนุษยธรรม
ชะตาชีวิตของชนชาวโรฮีนจานั้นเหมือน “ถูกสาป” ให้ประสบเคราะห์กรรมอยู่ร่ำไป แน่นอนในยุคเผด็จการทหารนั้นก็มีการกวาดล้างอย่างรุนแรงอยู่แล้ว ทว่าในยุค“ประชาธิปไตย” โดยเฉพาะปัจจุบันที่พรรค NLD ของวีรสตรีรางวัลโนเบลสันติภาพ ออง ซาน ซูจี กวาดที่นั่งในรัฐสภาอย่างท่วมท้น ความหวังว่าจะได้อยู่อย่าง “เป็นมนุษย์” เท่าเทียมกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในเมียนมาของชาวโรฮีนจา ก็ยังดู “เลือนราง” เพราะวันนี้ ออง ซาน ซูจี “เงียบกริบ” แถมยังปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุมกับ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา อีกต่างหาก
อะไรที่ทำให้ท่าทีของรัฐบาลเมียนมาเป็นเช่นนั้น? นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่าคนหนึ่งของเมืองไทย รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกเล่าในเวทีเสวนา “โรฮีนจา : เรื่องที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า “ความจริง” ข้อหนึ่งที่ไม่ว่าใครจะรับได้หรือไม่ก็ตาม
อาจารย์สุเนตร กล่าวว่า จะพรรค NLD ของ ออง ซานซูจี หรือพรรค USDP ของขั้วอำนาจฝ่ายทหาร ทั้งคู่ก็ยังเป็น “พรรคการเมือง” ที่ต้องขับเคี่ยวช่วงชิง “ฐานเสียง” หรือก็คือ “ประชาชน” ตามวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตยที่การจะเป็นรัฐบาลได้ต้องมาจากคะแนนเสียงเลือกตั้ง และนั่นคือ “โชคร้าย” ของชาวโรฮีนจา เนื่องจาก“คนพม่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 เป็นชาวพุทธ และมีจุดยืนไม่เอาโรฮีนจา” อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงไม่มีนักการเมืองคนใด “กล้าฝืนมติมหาชน” แม้จะเป็น ออง ซาน ซูจี ที่มีภูมิหลังเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ และได้รับศรัทธาท่วมท้นมาก่อนก็ตาม
ยังไม่นับตัวแปรอื่นๆ เช่น พรรคการเมืองท้องถิ่นรัฐอาระกัน (Arakan) พื้นที่ที่ชาวโรฮีนจาอาศัยอยู่จำนวนมาก พรรคดังกล่าว “ครองพื้นที่อย่างเหนียวแน่น” แม้แต่พรรค NLD ก็ยังไม่อาจชนะเลือกตั้งได้ในแถบนี้ และพรรคท้องถิ่นของอาระกันนั้นก็มีท่าทีชัดเจนเช่นกัน คือออกแนว“พุทธหัวรุนแรง” ซึ่งสอดประสานกับกลุ่ม “ภาคประชาชน” กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ในพื้นที่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อมีภาพข่าวความรุนแรงจะต่อชาวโรฮีนจา จะปรากฏว่าผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ คนของพรรคการเมืองท้องถิ่น และกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชน
“โรฮีนจายังเป็นปัญหาเรื่องสีผิว เพราะมีสีผิวต่างจากคนพม่าชัดเจน ภาษาก็คนละภาษา แถมศาสนายังแตกต่าง ปัญหาของโรฮีนจาจึงเห็นภาพว่ามีกลุ่มยะไข่พุทธกับโรฮีนจาที่ขัดแย้งกัน ทั้งๆ ที่ในอาระกันไม่ได้มีแค่ 2 ชาติพันธุ์ แต่กลุ่มที่เด่นๆ คือยะไข่พุทธกับมุสลิมโรฮีนจา พอเป็นแบบนี้รัฐก็วางตัวยาก จะเอนเอียงสนับสนุนไปทางไหน? แน่นอนก็ต้องทางพุทธ แล้วพอเป็นแบบนี้มันก็ข้ามพรมแดนแล้ว ไม่ได้อยู่แต่ในรัฐยะไข่เท่านั้น แต่กระจายไปพม่าส่วนอื่นๆ ที่เป็นชาวพุทธด้วยกัน ก็มีความเคลื่อนไหวต่อต้านโรฮีนจา” อาจารย์สุเนตร กล่าวย้ำ
ทุกครั้งที่นานาชาติ “ตั้งคำถาม” ประเด็นโรฮีนจา สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลและชาวพม่าหยิบยกขึ้นมาตอบโต้เสมอ คือชาวโรฮีนจานั้นเป็น “คนนอก” ไม่ใช่ชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อยู่มานาน อาทิ พม่า มอญ ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง ว้า ฯลฯ ชาวพม่าย้ำเสมอว่า “ชาวโรฮีนจาเข้ามาหลังปี 1824 (พ.ศ.2367)” หลังพม่าแพ้สงครามกับ อังกฤษ มหาอำนาจโลกตะวันตกขณะนั้นที่ครอบครองอาณานิคม “เอเชียใต้” ทำให้มีการเคลื่อนย้าย “แขก” หลายเผ่ารวมถึงโรฮีนจา จากดินแดนที่ปัจจุบันคือ อินเดีย – บังกลาเทศ เข้ามาเป็นแรงงานในแผ่นดินอาระกันของพม่า
ตัวเลข “1824” จึงกลายเป็นกฎหมายที่รัฐบาลพม่าใช้ “ลบตัวตน” ของชาวโรฮีนจา จากเดิมสมัยที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษใหม่ๆ ชาวโรฮีนจายังมีบัตรประชาชน มีการรวมกลุ่มสมาคม ถึงขนาดมี “สถานีวิทยุ” เป็นของตนเอง แต่เมื่อเข้าสู่ “ยุคมืด” ผู้นำเผด็จการทหาร นายพล เน วิน ยึดอำนาจในปี 1962 (พ.ศ.2505) และปกครองพม่าแบบ “ปิดประเทศ” ยาวนานหลายทศวรรษ ในช่วงนี้เองที่มีสารพัดนโยบายออกมาจัดการกับโรฮีนจา เช่น ในปี 1974 (พ.ศ.2517) รัฐบาลพม่าเริ่มยกเลิกบัตรประชาชนโรฮีนจา และยกเลิกทุกสิทธิที่เคยได้รับในปี 1982 (พ.ศ.2525)
ดร.อณัส อมาตยกุล อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งคำถามถึง “วิธีคิด” ของพม่าว่า “สมควรแล้วหรือ?” กับการนำปีดังกล่าวมา “แบ่งแยก – กีดกัน” ชาวโรฮีนจาออกไป โดยเปรียบเทียบกับ มาเลเซีย อดีตอาณานิคมอังกฤษเช่นเดียวกับเมียนมา อังกฤษก็เคยนำเข้า “ชาวจีน” มาเป็นแรงงานใน “ถิ่นมลายู”ทว่าเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราช แม้จะมีนโยบาย “ภูมิบุตร” สงวนอาชีพรับราชการไว้เฉพาะชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายูเท่านั้น แต่ “ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนยังใช้ชีวิตด้านอื่นๆ ได้ตามปกติ” ทำธุรกิจจนร่ำรวยก็มากมาย
อาจารย์อณัส ยังเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านของเมียนมาอย่าง ไทย ที่มีท่าทีต่อผู้โยกย้ายถิ่นดีกว่ามาก แม้กระทั่งการอพยพที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึงร้อยปีอย่างช่วง สงครามเวียดนาม แม้ช่วงแรกๆ ผู้ลี้ภัยจะต้องอยู่ในค่ายมีรั้วรอบขอบชิด แต่เมื่อเหตุการณ์สงบลงก็ค่อยๆ ทยอยให้สิทธิเป็นผู้พำนักถาวร และขยับขยายไปสู่การให้สัญชาติไทยในที่สุด ยังไม่ต้องนับชาวจีน หรืออีกหลายๆ เชื้อชาติที่มาก่อนหน้านั้น ปัจจุบันน่าจะกลายเป็น “คนไทย” ไปเกือบหมดแล้ว
“เวลาไปสัมภาษณ์มุสลิมในยุโรป เขาก็จะบอกว่า ให้เราอยู่ที่นี่มา 4-5 ชั่วคน เราก็ไม่ใช่เนเธอร์แลนด์ ไม่ใช่เยอรมัน ไม่ใช่ฝรั่งเศส เขาก็ยังมองเป็นตุรกี ยังมองเป็นโมร็อกโกอยู่นั่นเอง แต่ประเทศไทย จะชาวต่างชาติทวีปไหนถ้ามาได้สัญชาติไทยก็เป็นคนไทยแล้ว คนไทย (พื้นถิ่นเดิม) ก็ไม่มีตะขิดตะขวงใจอะไร” อาจารย์อณัส ระบุ
อาจารย์อณัส ให้มุมมองข้อสรุปของเรื่องนี้ไว้ว่า 1.วิถีของศาสนานั้นไม่ใช่การเบียดเบียน ดังนั้นผู้นำศาสนาและนักบวชในเมียนมา ต้องช่วย “นำทาง” ให้ชาวพม่าออกห่างจากการกระทำดังกล่าว หาไม่แล้ว ศาสนสถาน – ศาสนวัตถุต่างๆ ในเมียนมา ก็จะเป็นได้เพียง “วัตถุชิ้นหนึ่ง” ให้โลกเห็นว่าคนที่นี่ “บูชาหลักธรรม แต่ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรม” ปล่อยให้นักบวช “กระตุ้นความยึดมั่นถือมั่น” ทำตนเป็นฝ่ายความมั่นคง
2.ความรุนแรงนำมาซึ่งการเอาคืน อาทิ ไม่นานนี้ที่ทั้งโลกได้รู้จักกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่ม “รัฐอิสลาม” (ISIS หรือ IS) ก็พบว่ามี “คนหนุ่ม” จากประเทศมุสลิมในอาเซียน “ข้ามน้ำข้ามทะเล” ไปช่วยกลุ่มดังกล่าวสู้รบในตะวันออกกลางด้วย แม้รัฐบาลประเทศเหล่านั้นจะประกาศจุดยืนต่อต้านกลุ่มรัฐอิสลามก็ตาม ฉะนั้นหาก“กลไกระหว่างประเทศระดับรัฐบาล” โดยเฉพาะรัฐบาลประเทศมุสลิม ยัง “นิ่งเฉย” ก็เป็นไปได้ที่ในอนาคต พลเมืองจากประเทศต่างๆ อาจจะ “รวมกลุ่มกันเอง” แล้วลอบเดินทางเข้าไปก่อความรุนแรงในเมียนมาเช่นกัน
เมื่อนั้นสถานการณ์ก็จะยิ่ง “ลุกลามบานปลาย” เลวร้ายลง!!!