ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/292989

‘ตกสำรวจ-หลุดระบบ’ วิกฤติเยาวชน..วอนผู้ใหญ่แก้!
“วันเยาวชนแห่งชาติ” สืบเนื่องจากในปี 2528 องค์การสหประชาชาติ (UN) ในกำหนดให้เป็น “ปีเยาวชนสากล” จึงขอให้ประเทศสมาชิก
ได้ร่วมเฉลิมฉลอง ทำให้เมื่อ 18 มิ.ย. 2528คณะรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น จึงกำหนดให้ “วันที่ 20 กันยายน ของทุกปี” เป็นวันเยาวชนแห่งชาติมาจนถึงปัจจุบัน ควบคู่กับ “วันเด็กแห่งชาติ” ที่ตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ในเดือนมกราคมของทุกปี ซึ่งความหมายของคำว่า “เยาวชน” ตามนิยามของ UN นั้นหมายถึง “คนหนุ่ม-สาว” หรือผู้มีอายุระหว่าง 15-25 ปี
ขณะที่นิยามคำว่าเยาวชนของไทย พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 (มาตรา 4) ระบุว่า หมายถึงบุคคลผู้มีอายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ หรือก็คือผู้มีอายุระหว่าง 15-17 ปี อันเป็นช่วงเวลา “เตรียมความพร้อม” ก้าวพ้นจากวัยเด็กไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ รัฐจึงมีหน้าที่ส่งเสริมให้ทั้งเด็กและเยาวชนได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อเป็นกำลังสำคัญการพัฒนาประเทศชาติและร่วมสร้างความสงบสันติแก่ประชาคมโลกต่อไป
ทว่าสำหรับประเทศไทย “ความเหลื่อมล้ำ” ยังเป็นปัญหาสำคัญที่รอการแก้ไข รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องส่งผลกระทบต่อชีวิตของเยาวชนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ดังเรื่องเล่าจากเวทีเสวนา “เสียงเล็กๆจากเด็กถูกเท” ณ รร.ปรินซ์พาเลซ มหานาคซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับทาง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า สถานการณ์เด็กเยาวชนภาวะเปราะบางในปัจจุบัน พบว่า มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 3.17 ล้านคน
ในจำนวนนี้ประกอบด้วย “กลุ่มเด็กเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษทางการเรียนรู้” มีอยู่ประมาณร้อยละ 10 ของจำนวนเด็กไทยทั้งหมด โดยยังขาดการส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้และอาชีพรองรับ “กลุ่มเด็กยากจนพิเศษ” จำนวน 476,000 คน “ลูกแรงงานต่างด้าว” 250,000 คนที่เมื่อประเทศได้จัดระบบแรงงานต่างด้าวด้วยการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องคิดถึงสิทธิสวัสดิการทางการศึกษาแก่คนกลุ่มนี้ไว้รองรับด้วย
“กลุ่มเด็กไร้สัญชาติ” ราว 200,000 คน ที่เผชิญกับปัญหารอยต่อทางการศึกษา “แม่วัยรุ่น” ที่มีอยู่ 104,289 คน โดยพบว่าเด็กแรกเกิดของไทย ร้อยละ 15 มาจากแม่วัยรุ่น ทำอย่างไรจะทำให้เด็กที่เกิดใหม่เหล่านี้เติบโตอย่างมีคุณภาพ รวมถึง “กลุ่มเด็กเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี” 33,121 คนที่พบว่าร้อยละ 68 ของกลุ่มนี้ มาจากครอบครัวที่พ่อ-แม่แยกทาง และส่วนใหญ่หลุดจากระบบการศึกษา
เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า จากข้อมูลศูนย์รับแจ้งเหตุของ พม. หรือ “สายด่วน 1300” พบว่าในจำนวนคนแจ้งเหตุ 30,000 คน “มีเด็กเยาวชนกลุ่มเปราะบางถึง 20,000 คน” ซึ่งครอบครัว
มีส่วนสำคัญ ถ้าพ่อ-แม่ไม่มีเวลา ไม่เคยกอดลูก ผลก็จะมาสู่สังคม ประเทศจะมั่นคงไม่ได้ถ้าไม่ได้มาจากครอบครัวที่มั่นคง เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่มาก ไม่ควรตายเพราะขาดรักจากครอบครัว การทำลายความรักในครอบครัวเป็นแผลที่ยิ่งใหญ่มาก จึงเป็นเสียงที่ผู้ใหญ่ต้องฟังเพื่อให้เด็กมีที่ยืน
อีกด้านหนึ่ง เสียงสะท้อนจากเยาวชน นายเนม (นามสมุมติ) ปัจจุบันอายุ 24 ปี อดีตผู้เคยต้องคดียาเสพติด บอกเล่าประสบการณ์ “ก้าวที่พลาด” ของตนว่า ช่วงที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 รู้สึกว่า “ไปเรียนแล้วกดดัน” จึงชอบหนีเที่ยว จนต่อมาก็ถูกไล่ออกจากโรงเรียน และเมื่อไปสมัครเรียนที่ไหนก็ไม่มีโรงเรียนไหนรับ ทำให้หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตไปกับการเที่ยวเตร่ กินเหล้า เป็นเด็กแว้นขี่มอเตอร์ไซค์ซิ่ง มีเรื่องทะเลาะวิวาท กระทั่งเริ่ม “ริลองเสพยา” เพราะคิดว่าไม่เป็นไร
“ตอนแรกก็ลองใช้ยาบ้า คิดว่าแค่ทดลองคงไม่เป็นไร แต่มันกลับทำให้ยิ่งหลงเข้าไปจนเริ่มไปใช้ยาตัวอื่นๆ เช่น เฮโรอีน สุดท้ายก็ติดจนไม่สามารถขาดยาได้ ตอนนั้นอายุเพียง 15 ปีเมื่อติดยาแล้วก็ต้องหาเงินไปซื้อจึงเริ่มเป็นเด็กเดินยาแถวบ้าน แล้วก็ผันตัวมาเป็นผู้ขายรายย่อย ขายส่งจนวันหนึ่งมีคนมาจ้างให้ไปส่งยาบ้า 50,000 เม็ด ได้ค่าตอบแทน 200,000 กว่าบาท ตอนนั้นมีความสุขมากเพราะได้เงินมาง่ายและเร็ว แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด โดนจับข้อหามียาบ้า 50,000 เม็ด” นายเนม ระบุ
อดีตเยาวชนผู้ก้าวพลาดรายนี้ เล่าต่อไปว่า หลังพ้นโทษจากสถานพินิจ ตนตัดสินใจ “หันหลังให้ยาเสพติด” ไม่กลับไปข้องแวะกับมันอีก และเนื่องจากได้ฝึกวิชาชีพช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ รวมถึงการเกษตร จึงมีความฝันว่าวันหนึ่งอยากจะมีร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์และบ้านสวนเล็กๆ สำหรับปลูกพืชผักทำเกษตรเล็กๆ น้อยๆ และหากฝันนั้นเป็นจริงก็ตั้งใจว่าจะรับเยาวชนที่เคยก้าวพลาดเหมือนตนมาดูแล เพราะเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด ต้องการเพียงคนให้อภัย ให้โอกาสได้เริ่มต้นใหม่
ขณะที่ น.ส.คำแลง ปัจจุบันอายุ 20 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.6 ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ปัจจุบันอยู่ในสถานะ “ตกสำรวจ” ไม่ได้รับสัญชาติไทย เนื่องจากพ่อ-แม่ไม่ได้ไปแจ้งเกิดไว้กับทางการ และในเวลาต่อมาเมื่อพ่อ-แม่แยกทางกัน ผู้เป็นพ่อได้แจ้งเกิดไว้เฉพาะกับลูกอีกคนที่เกิดกับครอบครัวใหม่เท่านั้น ซึ่งทำให้ความหวังในอนาคตทางการศึกษาของ น.ส.คำแลง ดูแล้ว “ริบหรี่” เพราะแม้จะเรียนสายวิทย์-คณิต และฝันอยากศึกษาต่อคณะที่เกี่ยวกับแพทย์และสาธารณสุข แต่มีข้อจำกัดที่คณะเหล่านั้น “ไม่รับเด็กไร้สัญชาติ” อีกทั้งไม่สามารถกู้เงินกองทุนต่างๆ ของรัฐได้ด้วย
“หนูมีเกรดเฉลี่ย 3.8 ฝันอยากเป็นหมอหรือพยาบาล แต่สิทธิการสมัครสอบก็ไม่สามารถทำได้ ที่ผ่านมามีผู้ใหญ่หลายคนพยายามช่วยให้หนูได้รับสัญชาติโดยเร็ว แต่ปัญหาของหนูมันซับซ้อน ซึ่งหนูมีเส้นตายการสมัครอยู่ภายใน 30 ก.ย.นี้” น.ส.คำแลง ระบุ
องค์การสหประชาชาติ กำหนดกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ไว้จำนวน 17 ข้อ ระยะเวลาระหว่างปี 2559-2573 (ค.ศ.2016-2030) โดยขอให้ประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกนำไปใช้พัฒนาประเทศของตน ซึ่งเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งคือ “ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง” ประชากรกลุ่มเปราะบางต้องไม่ถูกละเลย และต้องได้ประโยชน์จากการพัฒนาด้วย
ทว่าในสังคมไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน ยังคงมีปัญหา “เด็กหลังห้อง” ที่ระบบโรงเรียนและการศึกษากระแสหลักของรัฐอาจจะ “ไม่ตอบโจทย์ชีวิต” ของพวกเขา ทำให้เด็กกลุ่มนี้เลือกที่จะหันไป “สร้างตัวตนในอีกรูปแบบหนึ่ง” จนหลายครั้งก้าวพลาดไปกับสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร เช่น เด็กแว้น นักเรียนนักเลงเด็กติดเกม ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ยังมี “เยาวชนชายขอบ”เกิดมาฐานะยากจน หรือไม่มีสถานะทางสัญชาติ ทำให้ “เข้าไม่ถึง” สวัสดิการต่างๆ ของรัฐ
หากอยากให้สังคมไทยพ้นจากความเหลื่อมล้ำไปสู่สังคมที่เป็นสุขอย่างยั่งยืน..นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องเร่งแก้!!!
เหตุที่รัฐบาลไทยเลือกวันที่ 20 กันยายน ของทุกปี เป็นเยาวชนแห่งชาติ เพราะตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์แห่ราชวงศ์จักรีถึง 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระราชสมภพเมื่อ 20 ก.ย.2396 กับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล(รัชกาลที่ 8) ทรงพระราชสมภพเมื่อ 20 ก.ย. 2468ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ เสด็จขึ้นครองราชย์ ในขณะยังทรงพระเยาว์ ดังนั้นจึงเป็นวันที่มีความหมายเป็นสิริมงคลยิ่งสำหรับปวงชนชาวไทย