ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/293210

เปลี่ยนผ่านสู่‘ยุค4.0’ แรงงานไทยพร้อมหรือยัง?
เชื่อว่า ณ ขณะนี้คนไทยคงคุ้นเคยกับคำว่า “Thailand 4.0” เป็นอย่างดีผ่านการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในสื่อต่างๆ ทั้งโดยภาครัฐและเอกชน เนื่องจากเป็นเป้าหมายใหญ่ที่รัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. “หมายมั่นปั้นมือ” ว่าจะทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ เพื่อพาประชาชนคนไทยหนีพ้น “กับดักรายได้ปานกลาง” หลุดจากประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้จากการ “รับจ้างผลิต” ขึ้นไปเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย “นวัตกรรม” หลังจากติดหล่มมานานนับสิบปี
ข้อมูลจาก สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย (FIT) ระบุว่า สถานการณ์ความยากจนของประเทศไทยมีผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท ถึงร้อยละ 54.32 ของประเทศ และผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ถึงร้อยละ 76.27 ของประเทศ อีกทั้งประเทศไทยยังมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต ว่าในปัจจุบันแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรกรรมยังมีรายได้น้อย ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น แรงงานไร้ฝีมือและแรงงานกึ่งฝีมือจึงมีโอกาสตกงาน
..หากประเทศไทยอยากจะออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จะต้องลงทุนอุปกรณ์เครื่องจักรที่ทันสมัย ต้องการวิศวกรและอาชีวศึกษาสายช่างจำนวนมาก ในขณะที่ภาคบริการต้องปรับเปลี่ยนไปทั้งคุณภาพที่สูงขึ้นและความหลากหลายที่มากขึ้น ทำให้ต้องมีหลักสูตรวิชาชีพในสาขาบริการมากขึ้น และทุกคนต้องมีโอกาสที่จะเปลี่ยนงานผ่านการอบรมความรู้ใหม่ หรือยกระดับทักษะให้ทันสมัยขึ้น..
ที่งานเสวนา “ทางออกวิกฤตเศรษฐกิจไทย ภายใต้บริบทการพัฒนาทักษะแรงงานไทย” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลปัจจุบันทำขึ้นโดยหวังว่าจะนำไปสู่ Thailand 4.0 นั้น เท่าที่เห็นคือมีเพียงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรมากๆ หรือให้สิทธิการถือครองที่ดินเป็นเวลายาวนาน ซึ่งเป็นเพียง “Thailand 2.0” เสียมากกว่า เพราะเป็นการต่อยอดสิ่งที่เคยทำมาในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เล่าต่อไปว่า ช่วง 2 -3 ปีมานี้ตนใช้เวลาที่ว่างเว้นจากการงานการเมือง ลงพื้นที่พบปะผู้คนหลากหลายอาชีพทั้งเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักธุรกิจภาคส่วนต่างๆ พบว่าทุกกลุ่มพูดตรงกันอยู่ “2 เรื่อง” อันเป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้ไปสู่ยุค 4.0 ได้ คือ 1.กฎหมาย ระเบียบ กติกา ที่หากนับรวมทุกประเภทตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงไปถึงกฎหมายลูกระดับต่างๆ จะมีมากถึง “กว่า 1 แสนฉบับ” ซึ่งต้องมีการปรับปรุงหากจะให้เดินหน้าต่อไปได้
กับ 2.ทักษะ ที่ไม่ใช่แค่ของแรงงาน เพราะทุกวันนี้ “นิยาม” คำว่าแรงงานได้เปลี่ยนไป ธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ๆ จากเทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำลายโครงสร้างนิยามแรงงานแบบเดิมๆ ที่เคยเข้าใจกัน ขณะที่ “คนรุ่นใหม่” ก็มีค่านิยม “รักอิสระ” อาจต้องการประกอบอาชีพที่เป็นทั้งการทำธุรกิจแล้วก็เป็นแรงงานไปด้วย ฉะนั้นความรู้หรือทักษะที่ต้องการ อาจไม่ใช่ทักษะของแรงงานอย่างเดียว หากแต่ต้องเป็นการยกระดับ “ทักษะคนไทย” และต้องทำ “ตั้งแต่เกิดจนตาย” เด็กเล็ก ครอบครัว การศึกษาขั้นพื้นฐาน
โดยเฉพาะจุดสำคัญคือ “รอยต่อด้านการศึกษาตั้งแต่จบชั้นมัธยมต้น” แม้จะมีการเขียนไว้ในแผนปฏิรูปการศึกษา แต่ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริงเพราะยังไม่สามารถที่จะก้าวข้ามค่านิยมบางอย่าง อย่างไรก็ตามใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากแต่ภาคการศึกษาและภาคธุรกิจต้องร่วมมือกัน เช่น หลักสูตรอาชีวศึกษาต้องเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ “ทวิภาคี – สหกิจศึกษา” จึงจะสอดคล้องกัน ที่ผ่านมาพบปัญหาคือเรียนจบแล้วยังทำงานไม่ได้ทันที เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ฝึกงานในสถาบันการศึกษา “ตกรุ่น” ไปแล้วเมื่อเทียบกับที่ใช้ในสถานประกอบการ
อีกด้านหนึ่ง “มาตรฐานฝีมือแรงงาน” ต้องเชื่อมโยงกับ “ค่าตอบแทนที่เหมาะสม” ที่ผ่านมาหลายวิชาชีพก็เริ่มกำหนดกันไปบ้างแล้ว ขณะเดียวกัน แรงงานที่ทำงานอยู่แล้วก็ต้องการการพัฒนาทักษะเช่นกัน แต่ไม่ใช่ภาครัฐกำหนดเอง ควรให้ภาคธุรกิจเป็นคนกำหนดเพื่อให้ได้หลักสูตรที่ตรงความต้องการ รวมทั้ง “งานวิจัย” ที่ประเทศไทยมีผลงานดีๆ จำนวนมาก แต่ “เก็บใส่กรุ”ไม่ได้นำออกมาใช้จริงเพราะขาดการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ
และอีกกลุ่มที่มีจำนวนมากแต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ “ภาคเศรษฐกิจนอกระบบ” อาทิ ผู้ขายสินค้าข้างทาง มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนเหล่านี้มีความสามารถ แต่ยังไม่ได้รับการส่งเสริมว่าจะเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ได้อย่างไร? นี่คือโจทย์ใหญ่เพราะต้องการสร้างทักษะความเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งแน่นอนว่าคงใช้ระบบการฝึกอบรมแบบเดิมๆ อย่างที่ภาครัฐทำมาไม่ได้
“การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่สามารถพึ่งบุญเก่าได้ อย่างน้อยที่สุดที่รัฐบาลหยิบยกถ้อยคำ Thailand 4.0 คงเป็นการสร้างความตื่นตัวของประเทศ แต่ปัญหาคือความตื่นตัว ความเข้าใจว่าไทยต้องทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม มันยังเป็นแค่การสะท้อนปัญหาเท่านั้น สังคมไทยยังคงสับสนอยู่มาก ว่าการก้าวไปเป็น Thailand 4.0 หรือการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง เราจะต้องทำยังไง” อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ กล่าว
ถึงกระนั้นการพัฒนาประเทศไทย อาจไม่สามารถเดินตามประเทศอื่นๆ ได้ทั้งหมดเสมอไป ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการองค์การการค้าโลก (WTO)กล่าวถึง การพัฒนาแบบทวีปยุโรป ที่แม้ประชากรชาวยุโรปเทียบกันแล้วมีทักษะแรงงานมากกว่าคนไทย 5-6 เท่า แต่อัตราการว่างงานเฉลี่ยแต่ละประเทศอยู่ที่ร้อยละ 10 และมากขึ้นตามอายุของแรงงาน ตรงข้ามกับประเทศไทยขณะนี้ที่มีคนว่างงานไม่ถึงร้อยละ 1
ฉะนั้น “ปัญหาของไทยไม่ใช่คนว่างงาน แต่เป็นแรงงานยังขาดทักษะที่เหมาะสม” หรืออีกประเด็นที่น่าสนใจ “รายได้ (GDP) วัดคุณภาพสังคมได้แค่ไหน?” ยกตัวอย่าง ประเทศอินเดียมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าบังกลาเทศ แต่คุณภาพชีวิตชาวบังกลาเทศดีกว่าชาวอินเดีย เช่น สตรีคลอดบุตรมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าอินเดีย การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลดีกว่าอินเดีย เป็นต้น
อดีตเลขาธิการ WTO ยังฝากประเด็นที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กล่าวถึงการพัฒนา คือ “การพัฒนาไม่ใช่แค่การมีปัจจัย 4 สมบูรณ์พร้อม แต่หมายถึงการมีส่วนร่วม (Empowerment)” ให้คนมีศักยภาพ สามารถคิดสามารถตัดสินใจเองได้ เรื่องนี้มีความสำคัญ เช่น กรณีกองทุนหมู่บ้าน การให้เงินไปโดยให้หัวหน้าชุมชนเป็นคนเดียวที่ตัดสินใจ ก็อาจไม่ตอบสนองความต้องการของชุมชนนั้น
ความเสมอภาค การพัฒนาไม่ใช่เพียงการยกระดับแรงงานในระบบ แต่หมายถึงแรงงานทุกส่วน เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ฯลฯ ซึ่งการมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงยุค 4.0 หากไม่ระมัดระวังก็จะกลายเป็น “ดาบสองคม” ย้อนกลับมาทำร้ายสังคมให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น อาทิ จะมีใครที่ “ตกหล่น” ตามไม่ทันเพราะเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี หรือเข้าถึงแต่ใช้ไม่เป็น ใช้ไม่คุ้มค่ากับศักยภาพที่เทคโนโลยีมีให้หรือไม่?
โดยเฉพาะการพัฒนาต้องไม่ทำให้ “ช่องว่างระหว่างคน” ถ่างกว้างแบ่งแยกห่างกันไปไกลกว่าเดิม ซึ่ง ดร.ศุภชัย กล่าวว่านี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เว้นแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2551 รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณลงไปมาก แต่ผลที่เกิดขึ้นคือช่องว่างระหว่าง “นักลงทุน-แรงงาน” เพิ่มสูงขึ้น กล่าวคือ บรรดาผู้ใช้แรงงาน “มนุษย์เงินเดือน” นอกจากฐานะจะไม่ดีขึ้นแล้วยังถดถอยลงอีกต่างหาก ซึ่งแน่นอนว่าประเทศกำลังพัฒนาปัญหาย่อมหนักกว่า
“จะเป็นแรงงานที่มีทักษะขนาดไหนก็ตาม ถ้าแต้มต่อ การต่อรองการเจรจาที่มีส่วนร่วม หรือ Empowerment มันไม่ไปในทางที่ให้คนเข้ามากำหนดเสรีภาพของตนเองแล้วใช้มันสำหรับปกป้องผลประโยชน์ มันก็จะไม่มีอะไรเหลืออยู่” อดีตเลขาธิการ WTO ฝากข้อคิด
