ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/293493

ไขข้อข้องใจ ‘บัตรคนจน’ใช้อย่างไร? คลิกที่นี่!!
ต้องบอกว่าบรรยากาศคึกคักในหลายจังหวัด หลังจากที่รัฐบาลได้ออกโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หรือ โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งบุคคลที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน”
สำหรับปีนี้เริ่มให้ลงทะเบียนคนจนตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.60 – 15 พ.ค.60 และจะได้ใช้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.60 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ดี หลายพื้นที่ยังพบว่ามีปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้ผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการอธิบายโดยเฉพาะขั้นตอนการนำบัตรไปใช้และสิทธิ์การใช้ในกรณีต่างๆ วันนี้ ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อย่างเข้าใจง่าย
กระทรวงการคลังได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิที่ผ่านคุณสมบัติตามที่กำหนด ในวันที่ 15 ก.ย.60 และเริ่มแจกจ่ายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในวันนี้ที่ 21 ก.ย.60 เป็นต้นไป โดยให้ผู้มีสิทธิที่ผ่านคุณสมบัตินาบัตรประจำตัวประชาชนและหลักฐานการลงทะเบียนมาติดต่อรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ที่หน่วยรับลงทะเบียนที่ได้ลงทะเบียนไว้
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีภาพเบื้องหลังเป็นภาพสะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2 และประตูระบายน้ำ คลองลัดโพธิ์ (อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) นอกจากนี้ ภาพสะพานยังเปรียบเสมือนรัฐบาล จะทำหน้าที่เป็นสะพานพาพี่น้องประชาชนผ่านภาวะที่ลำบากไปสู่ทางที่ดีกว่า และพบเจอกับสิ่งใหม่ที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป
บัตรมีคุณลักษณะทำจากพลาสติก มี Chip และแถบแม่เหล็ก ขนาดเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเทียบเท่ากับระบบสากลของบัตรที่มีลักษณะและคุณสมบัติเดียวกัน มีอายุการใช้งาน 5 ปี นับจากเดือน/ปีที่ผลิต (30 กันยายน 2565) ใช้เป็นเครื่องมือในการชำระค่าสินค้าและบริการทั้งในภาคการขนส่งและนอกภาคการขนส่ง รวมทั้งยืนยันสิทธิในการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐทุกครั้ง นอกจากนี้บัตรยังมีคุณสมบัติเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) สามารถเติมเงินลงในบัตรได้และถอนเงินในส่วนที่เติมนี้เป็นเงินสดที่ตู้ATM หรือสาขาธนาคารได้ มี 2 แบบ ดังนี้
แบบที่ 1 บัตร Hybrid 2 Chips เป็น Contact Chip และ Contactless Chip และแถบแม่เหล็ก Contactless Chip จะเป็นไปตามมาตรฐานกลางระบบตั๋วร่วม (แมงมุม) สำหรับผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนกับหน่วยรับลงทะเบียนในเขตกทม. นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นครปฐม และสมุทรสาคร
แบบที่ 2 บัตร EMV เป็น Contact Chip และแถบแม่เหล็ก สำหรับผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนกับหน่วยรับลงทะเบียนนอกเขตจังหวัดดังกล่าว (นอกเขต กทม. นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นครปฐม และสมุทรสาคร)
** คำแนะนำการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
1. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุคคลที่ระบุบนหน้าบัตรเท่านั้น เว้นแต่ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง ที่ไม่สามารถเดินทางได้ สามารถให้ผู้ดูแลเป็นผู้ใช้สิทธิแทนได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนด
2. กรุณาเก็บบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและรักษาบัตรไว้เป็นอย่างดี เพื่อประโยชน์ของท่านในการรับสวัสดิการจากรัฐบาล
3. หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าให้ผู้อื่นนำบัตรไปใช้ เจ้าของบัตรจะถูกตัดสิทธิในบัตรและผู้ที่นำบัตรผู้อื่นไปใช้จะมีความผิด ต้องชดใช้เงินคืนแก่ทางราชการ
แนวทางการให้ความช่วยเหลือ
ประชารัฐสวัสดิการ เป็นการให้วงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและบริการผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานหรือร้านค้าที่กำหนด เมื่อชำระค่าสินค้าและบริการแล้ววงเงินจะลดลงตามยอดที่ใช้จ่ายและถึงรอบวันที่ 1 ของทุกเดือน (ยกเว้นวงเงิน ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม ทุกวันที่ 1 ของทุก 3 เดือน) วงเงินจะถูกปรับเป็นค่าเริ่มต้นของวงเงิน แต่ละสวัสดิการเสมอ ซึ่งวงเงินคงเหลือของเดือนที่ผ่านมาจะไม่มีการสะสมในเดือนถัดไป
นอกจากนี้ ไม่สามารถถอนวงเงินสวัสดิการจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเงินสดได้ โดยสรุปแนวทาง การจัดประชารัฐสวัสดิการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ดังนี้


เงื่อนไขการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

1. วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ กำหนด
ใช้สิทธิด้วยตนเอง 1 คนต่อ 1 บัตรต่อ 1 สิทธิ ใช้ซื้อสินค้า ไม่จำกัดจำนวน ภายในวงเงินสวัสดิการที่จะมีการกำหนดในบัตร ตามรายได้ของผู้มีสิทธิ (วงเงิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับผู้มีสิทธิที่มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาทต่อปี และวงเงิน 300 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับผู้มีสิทธิที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี) กรณีซื้อสินค้ามากกว่าวงเงินสวัสดิการที่ได้รับ ผู้มีสิทธิต้องจ่ายเงินเพิ่มเอง สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางได้สามารถใช้สิทธิในการซื้อสินค้า ได้ดังนี้
ผู้พิการ ให้ผู้ดูแลที่มีชื่อปรากฏอยู่ในบัตรประจำตัว ผู้พิการเป็นผู้ใช้สิทธิแทนได้ โดยผู้ขายต้องตรวจสอบผู้ที่ใช้สิทธิแทน จากบัตรประจำตัวผู้พิการที่ระบุชื่อผู้ดูแลและบัตรประจำตัว ประชาชนของผู้ดูแล ก่อนชำระค่าสินค้าด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (1 คนต่อ 1 บัตรต่อ 1 สิทธิ)
ผู้สูงอายุ ให้ผู้ดูแลเป็นผู้ใช้สิทธิแทนได้ โดยผู้ขายต้อง ตรวจสอบผู้ที่ใช้สิทธิแทนจากใบมอบฉันทะ บัตรประจำตัว ประชาชนของผู้สูงอายุและบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ดูแล ก่อนชำระค่าสินค้าด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (1 คนต่อ 1 บัตร ต่อ 1 สิทธิ)
ผู้ป่วยติดเตียง ให้ผู้ดูแลเป็นผู้ใช้สิทธิแทนได้ โดยผู้ขาย ต้องตรวจสอบผู้ที่ใช้สิทธิแทนจากใบมอบฉันทะ บัตรประจำตัว ประชาชนของผู้ป่วยติดเตียงและบัตรประจำตัวประชาชนของ ผู้ดูแล ก่อนชำระค่าสินค้าด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (1 คน ต่อ 1 บัตรต่อ 1 สิทธิ) เมื่อถึงรอบตามที่กำหนด (วันที่ 1 ของทุกเดือน) วงเงินจะถูกปรับเป็นค่าเริ่มต้นของวงเงินเสมอ (วงเงิน 200 บาทต่อคน ต่อเดือน สำหรับผู้มีสิทธิที่มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาทต่อปี และวงเงิน 300 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับผู้มีสิทธิที่มีรายได้ ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี) และวงเงินจะไม่มีการสะสมในเดือน ถัดไป

2. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม จากร้านค้าที่กระทรวงพลังงาน กำหนด
ใช้สิทธิด้วยตนเอง 1 คนต่อ 1 บัตรต่อ 1 สิทธิ ใช้เป็นส่วนลด ค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด ตามสิทธิ เป็นจำนวนเงิน 45 บาทต่อ 3 เดือน สำหรับค่าก๊าซหุงต้มส่วน ที่เกิน 45 บาท ผู้มีสิทธิต้องจ่ายเงินเพิ่มเอง สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางได้ สามารถใช้สิทธิในการซื้อก๊าซหุงต้ม ได้ดังนี้
ผู้พิการ ให้ผู้ดูแลที่มีชื่อปรากฏอยู่ในบัตรประจำตัว ผู้พิการเป็นผู้ใช้สิทธิแทนได้ โดยผู้ขายต้องตรวจสอบผู้ที่ใช้สิทธิแทน จากบัตรประจำตัวผู้พิการที่ระบุชื่อผู้ดูแลและบัตรประจำตัว ประชาชนของผู้ดูแล ก่อนชำระค่าสินค้าด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (1 คนต่อ 1 บัตรต่อ 1 สิทธิ)
ผู้สูงอายุ ให้ผู้ดูแลเป็นผู้ใช้สิทธิแทนได้ โดยผู้ขายต้อง ตรวจสอบผู้ที่ใช้สิทธิแทน จากใบมอบฉันทะ บัตรประจำตัว ประชาชนของผู้สูงอายุและบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ดูแล ก่อนชำระค่าสินค้าด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (1 คนต่อ 1 บัตร ต่อ 1 สิทธิ)
ผู้ป่วยติดเตียง ให้ผู้ดูแลเป็นผู้ใช้สิทธิแทนได้ โดยผู้ขาย ต้องตรวจสอบผู้ที่ใช้สิทธิแทน จากใบมอบฉันทะ บัตรประจำตัว ประชาชนของผู้ป่วยติดเตียงและบัตรประจำตัวประชาชนของ ผู้ดูแล ก่อนชำระค่าสินค้าด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (1 คน ต่อ 1 บัตร ต่อ 1 สิทธิ) เมื่อถึงรอบตามที่กำหนด (ทุกรอบ 3 เดือน ในวันที่ 1 ของ เดือน) วงเงินจะถูกปรับเป็นค่าเริ่มต้นของวงเงินเสมอ (45 บาท) และวงเงินจะไม่มีการสะสมในรอบถัดไป

3. วงเงินค่าโดยสารรถ ขสมก./รถไฟฟ้า
ใช้สิทธิด้วยตนเอง 1 คนต่อ 1 บัตรต่อ 1 สิทธิ ใช้ชำระค่าโดยสารรถขสมก. (ระบบ e-Ticket)/รถไฟฟ้า ได้ 500 บาท ต่อ เดือน โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งในการใช้สิทธิเมื่อถึงรอบตามที่กำหนด (วันที่ 1 ของทุกเดือน) วงเงินจะถูกปรับเป็นค่าเริ่มต้นของวงเงินเสมอ (500 บาท) และวงเงินจะไม่มีการสะสมในเดือนถัดไป

4. วงเงินค่าโดยสารรถ บขส.
ใช้สิทธิด้วยตนเอง 1 คนต่อ 1 บัตรต่อ 1 สิทธิ ใช้ซื้อบัตรโดยสารรถบขส. ภายในวงเงิน 500 บาทต่อเดือน โดยไม่จำกัด จำนวนครั้งในการใช้สิทธิ เมื่อถึงรอบตามที่กำหนด (วันที่ 1 ของทุกเดือน) วงเงินจะถูกปรับเป็นค่าเริ่มต้นของวงเงินเสมอ (500 บาท) และวงเงินจะไม่มีการสะสมในเดือนถัดไป

5. วงเงินค่าโดยสารรถไฟ
ใช้สิทธิด้วยตนเอง 1 คนต่อ 1 บัตรต่อ 1 สิทธิ ใช้ซื้อบัตร โดยสารรถไฟภายในวงเงิน 500 บาทต่อเดือน โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งในการใช้สิทธิ เมื่อถึงรอบตามที่กำหนด (วันที่ 1 ของทุกเดือน) วงเงินจะถูกปรับเป็นค่าเริ่มต้นของวงเงินเสมอ (500 บาท) และวงเงินจะไม่มีการสะสมในเดือนถัดไป

การใช้สิทธิ
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไปผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิตามวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานหรือ ร้านค้าที่กำหนด ได้แก่
– จุดรับชำระเงินตามร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด
– จุดรับชำระเงินตามร้านค้าก๊าซที่กระทรวงพลังงานก าหนด
– เครื่องแตะบัตรชำระเงินบนรถประจำทาง ขสมก./รถไฟฟ้า
– จุดจำหน่ายบัตรโดยสารรถ บขส.
– จุดจำหน่ายบัตรโดยสารรถไฟทุกสถานี (รฟท.)

การให้บริการข้อมูล/ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้งานบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (Call Center) Call Center
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หมายเลขโทรศัพท์02 109 2345 จำนวน 150 คู่สาย เป็นช่องทางให้บริการผู้ถือบัตร ในการสอบถามข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐ รวมถึงการอายัดบัตร วันจันทร์ – วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น. – 17.30 น. กรณีผู้ถือบัตรแจ้งอายัดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีวงเงินคงเหลือในส่วนของกระเป๋าเงิน อิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ให้ผู้ถือบัตรติดต่อ Call Center หลักของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย หมายเลขโทรศัพท์02 111 1111 ตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อระงับการใช้วงเงิน ในส่วนของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money)
การออกบัตรใหม่ บัตรสูญหาย หรือชำรุด
ให้ผู้มีสิทธิติดต่อที่สาขาของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย โดย บมจ.ธนาคารกรุงไทย จะแจ้งกรมบัญชีกลางเพื่อตรวจสอบสิทธิ และ บมจ.ธนาคารกรุงไทยจะดำเนินการออกบัตรใหม่
– ขอเปลี่ยนแปลงที่อยู่ กรณีผู้มีสิทธิแจ้งความประสงค์ขอเปลี่ยนบัตร เนื่องจากได้เปลี่ยนแปลงที่อยู่ปัจจุบัน จากเขตจังหวัดอื่น มาพักอาศัยในเขตกทม. นนทบุรีปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นครปฐม และสมุทรสาคร ให้ผู้มีสิทธิติดต่อยื่นเรื่องแสดงความประสงค์ที่ส านักงานคลังจังหวัด โดยกรมบัญชีกลางจะตรวจสอบสิทธิ และออกบัตรใหม่ให้ภายใน 30 วันทาการนับจากวันที่ได้รับแจ้งโดยมารับบัตรที่กรมบัญชีกลาง ถนนพระรามหก แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.
– บัตรสูญหาย หรือชำรุด (เกิดจากผู้มีสิทธิเอง) กรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสูญหาย หรือชำรุดที่เกิดจาการใช้งานของผู้มีสิทธิ ผู้มีสิทธิ สามารถดำเนินการขอเปลี่ยนบัตรใหม่ได้ที่สาขาของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย โดยผู้มีสิทธิเป็น ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ดังนี้ 1. บัตร EMV ออกบัตรใหม่ให้ภายใน 15 วันทำการ นับจากวันที่ได้รับแจ้ง 2. บัตร Hybrid 2 Chips (แมงมุม) ออกบัตรใหม่ให้ภายใน 30 วันท าการ นับจากวันที่ ได้รับแจ้ง
– บัตรชำรุดจากข้อบกพร่องของตัวบัตรเองหรือขั้นตอนการออกบัตร ในกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่สามารถใช้การได้อันเนื่องมาจาก ข้อบกพร่องของตัวบัตรเองหรือขั้นตอนการออกบัตร ผู้มีสิทธิสามารถดำเนินการขอเปลี่ยน บัตรใหม่ได้ที่สาขาของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนี้ 1. บัตร EMV ออกบัตรใหม่ให้ภายใน 15 วันที่ทำการนับจากวันที่ได้รับแจ้ง 2. บัตร Hybrid 2 Chips (แมงมุม) ออกบัตรใหม่ให้ภายใน 30 วันทำการ นับจากวันที่ได้รับแจ้ง

ประโยชน์ของประชารัฐสวัสดิการ
ประชารัฐสวัสดิการ การให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะทำให้การช่วยเหลือ จากภาครัฐถูกกลุ่มเป้าหมายและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยภาครัฐมีข้อมูลในการติดตามประเมินผล การให้สวัสดิการในแต่ละประเภท และนำมาปรับปรุงการให้สวัสดิการให้เหมาะสม สอดคล้องกับ ความต้องการในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถกำกับติดตามค่าใช้จ่าย สวัสดิการต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนในการใช้จ่ายชำระค่าสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันด้วยเงินสดเป็นหลักไปสู่ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และที่สำคัญเป็น การผลักดันให้เกิดการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระ เงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) ของรัฐบาลที่มุ่งเน้น การดำเนินธุรกรรมทางการเงินให้เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และลดปริมาณเอกสารทางการเงิน เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society)
ช่องทางการตรวจสอบสิทธิ
กระทรวงการคลังจะเปิดให้ตรวจสอบผลการตรวจสอบคุณสมบัติได้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2560 เป็นต้นไป ผ่าน 3 ช่องทาง ดังนี้
ช่องทางที่ 1 ตรวจสอบด้วยตัวเองหรือขอความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ที่หน่วยรับลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ ได้แก่ www.epayment.go.th www.mof.go.th และ www.fpo.go.th โดยพิมพ์เลขบัตรประจ าตัวประชาชน 13 หลัก ลงไปในช่องที่กำหนด ระบบจะแจ้งผลการตรวจสอบ
ช่องทางที่ 2 ตรวจสอบผ่านสายด่วน 6 หน่วยงาน ได้แก่ 1) Call center ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 1359 2) Call center ของ ธ.ก.ส. 02-555-0555 3) Call center ของ ธ.ออมสิน 1115 4) Call center ของ ธ.กรุงไทย 02-111-1111 5) Call center ของกรมบัญชีกลาง 02-270-6400 6) เบอร์โทรของส านักงานเขตกรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต เจ้าหน้าที่จะตรวจผลให้ผ่าน 3 เว็บไซต์ในช่องทางที่ 1
ช่องทางที่ 3 ตรวจสอบที่ทำการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือหน่วยงานอื่นตามที่กรมการปกครอง เห็นสมควร และสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร โดยกระทรวงการคลังจะส่งรายชื่อแยกตามจังหวัด อำเภอ และตำบล ส่งให้กระทรวงมหาดไทย และแยกเป็นรายเขตส่งให้กรุงเทพมหานคร ภายใน วันที่ 12 กันยายน 2560 เพื่อดำเนินการติดประกาศผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่อไป
2. กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้จ่าย โดยไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมาก กรณีค่าใช้จ่ายมากกว่าวงเงินสวัสดิการจากรัฐบาล สามารถใช้เงินที่เติมไว้ในกระเป๋าเงิน อิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที เงินในบัตรสามารถทำธุรกรรมฝาก ถอน โอน ผ่านตู้ ATM / ADM ของ ธนาคารกรุงไทยได้
การใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์
– ทำรายการฝาก ถอน โอน หรือธุรกรรมอื่นๆ ผ่านตู้ ATM / ADM ของธนาคารกรุงไทย โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการถอนเงินทั่วประเทศ
– ชำระค่าสินค้าตามจุดรับเงินต่างๆ ที่รองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และร้านค่าอื่นๆ ที่มีเครื่องหมาย โดยผู้ถือบัตรต้องเติมเงินล่วงหน้าก่อนใช้งาน
– รหัส ATM ที่ใช้ในการกดเงินที่ตู้ ATM คือ หมายเลข 6 หลักสุดท้ายของบัตร ประชาชนท่าน ทั้งนี้ ท่านสามารถท าการเปลี่ยนรหัสได้ที่ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย โดยการ สอดบัตรและใส่รหัสเดิมให้ถูกต้องจากนั้นเลือกบริการ “อื่นๆ” และเลือก “เปลี่ยนรหัส ATM”
* รหัสของบัตรต้องกำหนดด้วยเลขทั้งหมด 6 หลัก เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน การเติมเงินกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ วงเงิน 100 – 30,000 บาท
– การเติมเงินเข้าบัตรครั้งแรก สามารถเติมเงินผ่านธนาคารกรุงไทยทุกสาขา และตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทย
– การเติมเงินครั้งต่อไป สามารถเติมเงินได้ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
* โปรดระบุหมายเลขบัตร 16 หลักทุกครั้งเมื่อท่านทำรายการเติมเงิน

รายละเอียด : http://bit.ly/2hiX7gf