ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/293839

คสช.อยู่ยาว ทำได้..แต่หลังจากนั้น?
คงไม่ผิดหากวันนี้จะมีกระแส “นับถอยหลัง” กันแล้วกับรัฐบาลโดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สืบเนื่องจากการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เมื่อ 6 เม.ย. 2560 ซึ่งจะทำให้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีเวลา “8 เดือน” หรือ 240 วัน ในการร่าง “กฎหมายลูก” พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ทั้งหมด 10 ฉบับ ส่งให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา
ซึ่งหาก 4 ใน 10 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เช่น กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคการเมือง พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ผ่าน สนช. และมีการประกาศใช้ อีก “5 เดือน” หรือ 150 วันให้หลัง การเลือกตั้งก็จะต้องเกิดขึ้น โดยขณะนี้มีการคาดการณ์กันแล้วว่า “ปลายปี 2561” ตั้งแต่เดือน ส.ค. – ธ.ค. “ไม่ควรเกินจากนี้” ประเทศไทยต้องกลับไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย
ทว่าอีกมุมหนึ่งก็มีคำถามว่า “สังคมไทยจะได้ประชาธิปไตยคืนมาจริงหรือ?” เพราะหากพิจารณาให้ดีๆ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เหมือนจะ “เปิดช่อง” ให้ คสช. สามารถ “อยู่กันยาวๆ” ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม อาทิ ประเด็น “นายกฯ คนนอก” ผ่านช่องทาง “250 ส.ว.” ที่ คสช. จะตั้งขึ้นมาซึ่งจะมีอายุ 5 ปีนับจากการเลือกตั้งครั้งแรก หรือจะเป็น “ยุทธศาสตร์ชาติ – แผนปฏิรูปประเทศ” ที่วางไว้ยาวถึง 20 ปี ก็มี “เสียงเตือนแกมขู่” เช่นกัน ว่าหากใครมาเป็นรัฐบาลแล้วไม่ยอมทำตาม ระวังจะมีโทษถึงติดคุกตะราง
ที่เวทีเสวนา “โรดแมปไทยไทย ไกลแค่ไหน หรือใกล้เลือกตั้ง?” จัดโดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ระดับสูง (บสส.) รุ่นที่ 7 ช่วงสายๆ ของวันที่ 23 ก.ย. 2560 ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีและอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) อธิบายกันแบบ “ทีละขั้น” ว่าถ้า คสช. อยากจะ “ต่ออายุ” จะมีช่องทางใดได้บ้าง?
ไล่ตั้งแต่ 1.ขั้นร่าง “กฎหมายลูก” พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) 4 ใน 10 ฉบับ ถ้าผ่านการพิจารณาของ สนช. ครบถ้วน ก็จะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน ทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติ แต่คำถามคือ “แล้วถ้าไม่ผ่านล่ะ? จะเอาอย่างไรต่อ?” เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดวิธีการไว้ให้ ดังนั้น “หากมีไม่ผ่านแม้เพียงฉบับเดียว” สิ่งที่ตามมาคือ หากไม่ใช้ “หลักอนุโลม” ตามของเดิมคือตั้งกรอบเวลา 240 วันขึ้นมาใหม่ ก็คงจะต้อง “แก้รัฐธรรมนูญ” แต่ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็จะต้อง “ยืด” การเลือกตั้งออกไปอีก “1 ปี” เป็นอย่างน้อย
2.ขั้นการเลือกตั้ง ส.ส. อาจารย์ปริญญา ระบุว่า จากเดิม “บัตร 2 ใบ เลือกคนที่รัก (แบ่งเขต) เลือกพรรคที่ชอบ (บัญชีรายชื่อ)” เพราะคนคนหนึ่งอาจจะชอบผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต จากพรรคหนึ่ง แต่ชอบในพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่งก็ได้ แต่ระบบใหม่ใช้ “บัตรใบเดียว” แถมยัง “ลดสิทธิ” การออกเสียงของประชาชน โดยเทียบกับ เยอรมนี ที่แม้จะเป็นบัตรเลือกตั้งใบเดียวเช่นกัน แต่ก็มีช่องให้ลงคะแนนทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต

บัตรเลือกตั้ง ส.ส. ของเยอรมนี
นอกจากนี้ “การนับคะแนน” ที่ทาง กรธ. บอกว่าเอาตัวอย่างมาจาก เยอรมนี ทว่าในความเป็นจริง เยอรมนี “ใช้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นเกณฑ์” ว่าแต่ละพรรคควรมี ส.ส. ในสภาเท่าไร? หาก ส.ส. เขตของพรรคที่ได้มายังไม่ครบโควตา ก็นำผู้สมัครในส่วนบัญชีรายชื่อใส่เข้าไปให้เต็มจำนวน เป็นการ “คาน” ระหว่าง ส.ส.เขต กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวคือ ถ้าพรรคได้ ส.ส.เขตมาก ก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อย กลับกันแม้เป็นพรรคที่ได้ ส.ส.เขตน้อย แต่ถ้าตัวพรรคได้รับความนิยมมาก ก็ยังมี ส.ส. อยู่ในสภาจากโควตาบัญชีรายชื่อ
แต่การนับคะแนนของไทย กลับจะ “ใช้คะแนนแบ่งเขตเป็นเกณฑ์” ซึ่งผลคือ “พรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดจะยิ่งได้ ส.ส. ในสภาน้อยลงไปอีก” เพราะถึงจะเป็นพรรคใหญ่ก็ใช่ว่าจะได้ ส.ส. เขตจำนวนมาก เนื่องจากยังมี “พรรคขนาดกลาง – ขนาดเล็ก” ที่ครองฐานเสียงระดับท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น จนพรรคใหญ่ก็ไม่สามารถชนะเลือกตั้งในเขตเหล่านี้ได้อยู่ ที่เห็นชัดๆ คือการเลือกตั้งปี 2548 ยุคที่ ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในช่วง “พีคสุดๆ” ทางการเมือง พรรคไทยรักไทย ที่ ทักษิณ เป็นหัวหน้าพรรค ก็ยังได้ ส.ส.เขต เพียงร้อยละ 51 จากที่นั่นทั้งหมดในสภาเท่านั้น
อาจารย์ปริญญา กล่าวว่า การนำคะแนน ส.ส. แบ่งเขตมาเป็นเกณฑ์ ผลที่ได้จึงออกมาเป็น “รัฐบาลผสม” เพราะจะไม่มีพรรคไหนได้ ส.ส. เกินครึ่ง ยังไม่นับตัวแปร “พรรคเกิดใหม่” ซึ่งอาจจะมีคนของพรรคเดิมที่มีอยู่ “แยกตัว” ออกไปตั้งพรรคใหม่เพื่อหนุน คสช. ในขณะที่ทาง คสช. นั้นมี ส.ว. 250 คนจากการแต่งตั้งของตนอยู่ในมือเตรียมพร้อมไว้แล้ว
3.ขั้นการเลือกนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญกำหนดว่า “ต้องได้เสียงเกินครึ่งของรัฐสภา” เมื่อ ส.ส. มี 500 คน ส่วน ส.ว. มี 250 คน รวมเป็น 700 คน ครึ่งหนึ่งก็คือ 375 คน ดังนั้นคนจะเป็นนายกฯ ได้ต้องมีเสียงสนับสนุนตั้งแต่ “376 เสียงขึ้นไป” จุดนี้ฝ่าย คสช. มี 250 ส.ว. อยู่ในมือแน่นอนแล้ว เหลือแค่หา ส.ส. อีก 126 คนมายกมือ ก็จะ “อุ้มคนนอก” มานั่งเก้าอี้นายกฯ ได้ในที่สุด นี่จึงอาจเป็นสาเหตุว่า ทำไมถึงต้องพยายามให้พรรคขนาดกลางๆ เล็กๆ โตขึ้น
“มี 3 แนวทางที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ทางที่ 1 คสช. ปล่อยให้ 2 พรรคใหญ่แข่งกัน ซึ่งก็จะไม่มีพรรคไหนได้ถึง 376 เสียง ดังนั้น ส.ว. ก็จะกำหนดว่าใครจะเป็นรัฐบาล ทางที่ 2 คสช. ต้องการจัดตั้งรัฐบาลเอง หากเลือกทางนี้ก็ต้องมีคะแนนเสียง จาก ส.ส. เกินครึ่ง หรือ 250 เสียง ทางนี้เป็นไปได้ หาก 1 ใน 2 พรรคใหญ่ไปร่วมกับพรรคที่เหลือ แน่นอนว่ายาก ดังนั้นจึงต้องไปกันหมด จึงเป็นที่มาของคำว่ารัฐบาลแห่งชาติ และทางที่ 3 ถ้าสภาผู้แทนราษฎรจะแข่งกับ คสช. แต่จะเกิดได้ 2 พรรคใหญ่ต้องจับมือกัน ก็จะได้เสียงเกิน 376 และชนะ ส.ว. ได้” อาจารย์ปริญญา ระบุ
นั่นเป็นช่องทางที่จะทำให้ คสช. ยังได้อยู่ต่อไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แต่ถ้า “มองให้ไกล” ไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น อาจกลายเป็น “ปัญหา” ตีกลับไปหา คสช. เองก็ได้ ดังมุมมองของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ตั้งคำถามว่า “ส.ว. 250 คน ตั้งนายกฯ คนนอกได้..แล้วจะเอาอย่างไรต่อ?” จะทำงานกันได้ไหม? เพราะการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาอะไรสักเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าออกกฎหมาย ลงมติ ฯลฯ ถ้าผู้ยกมือสนับสนุน “ไม่ถึงครึ่ง” ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด หรือ 250 เสียง จาก 500 เสียง เรื่องนั้นก็ไปต่อไม่ได้แล้ว
“ถ้ามาด้วย ส.ว. 250 คนอุ้มมา อันนั้นฝันร้ายตอนกลางวันที่สุด เพราะอุ้มมาวางแล้วหายเลย ก็จะมาอยู่ในระบบเสียงข้างมากในสภา ผมว่าตั้งพรรคการเมืองมาแข่งกันในระบอบประชาธิปไตยดีที่สุด” อนุทิน กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM